×

กทม. ขยับทัพจัดระเบียบคนไร้บ้านราชดำเนิน ท่ามกลางคำถามใหญ่ เรากำลังแก้ปัญหาชีวิตคน หรือแค่เคลียร์พื้นที่ชั่วคราว?

โดย THE STANDARD TEAM
01.09.2026
  • LOADING...
เจ้าหน้าที่ กทม. ลงพื้นที่จัดระเบียบและพูดคุยกับคนไร้บ้านบริเวณถนนราชดำเนิน

ถนนราชดำเนิน ถนนสายประวัติศาสตร์ที่สวยงามและเป็นเสมือนหน้าตาของกรุงเทพมหานคร ทว่าภายใต้แสงไฟสว่างไสวและสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความเจริญของเมือง พื้นที่ทางเท้าและตรอกซอกซอยโดยรอบกลับเป็น ‘บ้าน’ ของผู้คนจำนวนมากที่ไร้บ้าน ไร้ทางเลือก และหลุดร่วงจากโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม

 

 
 

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพที่ปรากฏบนหน้าสื่อคือปฏิบัติการครั้งใหญ่ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการลงพื้นที่จัดระเบียบ และ เชิญชวน คนไร้บ้านเข้าสู่ระบบการช่วยเหลือ นี่คือความพยายามครั้งสำคัญของเมืองในการจัดการปัญหาที่เรื้อรังมานาน 

 

ทว่าในมุมมองของคนทำงานภาคประชาสังคมที่คลุกคลีกับคนไร้บ้านมาอย่างยาวนานอย่าง ‘มูลนิธิอิสรชน’ และ ‘มูลนิธิกระจกเงา’ ปฏิบัติการครั้งนี้กลับนำมาซึ่งคำถามตัวโตๆที่ชวนให้สังคมต้องคิดตามว่า 

 

การขยับตัวของภาครัฐในครั้งนี้ จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน หรือเป็นเพียงแค่การจัดระเบียบพื้นที่ตามวงจรเดิมที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า?

 

กทม. กำลังวิ่งมาราธอน คืนศักดิ์ศรีคนไร้ที่พึ่ง

 

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่เยี่ยมศูนย์ลงทะเบียน คัดกรอง ส่งต่อ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน บริเวณตรอกสาเก เขตพระนคร การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เจ้าหน้าที่ กทม. แต่เป็นการระดมสรรพกำลังระดับบูรณาการ โดยมีบุคคลสำคัญอย่าง พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก และ พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. พร้อมด้วย ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. ผนึกกำลังกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร (อส.) และทีม MCATT จากกระทรวงสาธารณสุข

 

“เรื่องนี้เป็นเหมือนการวิ่งมาราธอน ต้องค่อยๆ ทำและยืนระยะให้ได้ ที่สำคัญคือเมื่อช่วยพาคนออกจากถนนแล้ว ต้องช่วยกันดูแลไม่ให้กลับมาใช้ชีวิตบนถนนอีก ทุกคนอาจมีช่วงเวลาที่โชคร้ายในชีวิต เราต้องช่วยกันดูแลด้วยความเมตตา และทำให้เขามีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีอีกครั้ง” นี่คือวิสัยทัศน์ที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวย้ำ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนให้งดการให้เงินหรืออาหารบนท้องถนนโดยตรง แต่ให้สนับสนุนผ่านช่องทางที่เหมาะสม เช่น บ้านอิ่มใจ เพื่อดึงคนเหล่านี้เข้าสู่ระบบการดูแลอย่างเป็นรูปธรรม

 

ด้าน พล.อ.นิพัทธ์ ยืนยันว่า ภารกิจนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองประชาชน คำนึงถึงความปลอดภัย สิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่การจับกุมหรือมุ่งลงโทษโดยผู้อำนวยการเขตพระนครทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ขณะที่ พล.ต.อ.อดิศร์ เสริมว่า เจ้าหน้าที่จะเข้าไปพูดคุยในฐานะที่เขาเป็นประชาชนที่กำลังประสบปัญหา ไม่ใช่ผู้ต้องหา เน้นย้ำความสุภาพ นุ่มนวล และใช้หลักความสมัครใจ เป็นที่ตั้ง

 

การทำงานครั้งนี้ กทม. ดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ พ.ศ. 2535 ขณะที่ พม. ใช้ พ.ร.บ.การคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 เป็นเครื่องมือหลัก โดยแบ่งกำลังออกเป็น 4 ชุดปฏิบัติการ ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่

 

ชุดที่ 1 ถนนราชดำเนินกลาง: (ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์-โรงแรมรัตนโกสินทร์) นำโดยสำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย


ชุดที่ 2 ตรอกสาเก – ถนนโบราณศาสตร์: นำโดยสำนักงานเขตพระนคร


ชุดที่ 3 ถนนอัษฎางค์: (โรงแรมรัตนโกสินทร์-กระทรวงมหาดไทย) นำโดยสำนักเทศกิจ


ชุดที่ 4 พระแม่ธรณีบีบมวยผม – ศาลฎีกา: นำโดยสำนักงานเขตพระนคร


ทั้ง 4 ชุดเริ่มปฏิบัติการพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค. 69 ลงพื้นที่ถึงวันละ 3 รอบ (18.00 น., 20.00 น. และ 22.00 น.) หากพบพฤติกรรมผิดปกติ ตำรวจและทหารจะเข้ามาดูแลความปลอดภัยโดยหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง ส่วนผู้ป่วยจะมีทีมแพทย์และสาธารณสุขเข้ามาประเมินเบื้องต้น

 

ผลลัพธ์วันแรกมีผู้สมัครใจลงทะเบียนเข้าสู่ระบบรวม 51 คน (ชาย 39 คน, หญิง 12 คน) ในจำนวนนี้ถูกส่งต่อเข้าพักที่บ้านอิ่มใจ 12 คน (ชาย 11 คน, หญิง 1 คน) ส่วนที่เหลือได้รับคำปรึกษาจากทีมแพทย์เพื่อวางแนวทางช่วยเหลือต่อไป

 

วาทกรรมที่สวยงาม กับความจริงเบื้องหลังคำว่า ‘สมัครใจ’

 

แม้ถ้อยแถลงของ กทม. จะเต็มไปด้วยคำเชิงบวก แต่ในมุมมองของ ‘มูลนิธิอิสรชน’ องค์กรที่ทำงานเคียงข้างคนไร้บ้านมายาวนาน กลับมองเห็นภาพสะท้อนที่ลึกซึ้งกว่านั้น มูลนิธิอิสรชนออกมาชวนสังคมตั้งข้อสังเกตถึง ความสัมพันธ์ระหว่างวาทกรรมกับวิธีปฏิบัติ

 

ทางมูลนิธิระบุว่า ตลอดสองวันที่ผ่านมา คำที่เราได้ยินจากภาครัฐคือ “เชิญชวน” “ขอความร่วมมือ” “สมัครใจ” “เคารพสิทธิ” และ “ไม่ได้ใช้ความรุนแรง” ซึ่งล้วนเป็นคำที่สวยงามและเป็นหลักการที่ถูกต้อง ไม่มีใครคัดค้านการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะ เมืองที่สะอาดและปลอดภัยคือสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ประเด็นที่คนทำงานชวนสังคมมองให้ลึกคือคำที่รัฐใช้ กับ สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ นั้น เหมือนกันแค่ไหน?

 

“เมื่อคำว่าขอความร่วมมือ เกิดขึ้นต่อหน้ากำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมาก… เราควรถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ภาพของเจ้าหน้าที่รัฐจำนวนมากที่เดินเข้าพื้นที่เป็นขบวน มีความหมายอย่างไรต่อคนที่กำลังนอนอยู่บนทางเท้า?” มูลนิธิอิสรชนตั้งคำถาม

 

ในมุมของรัฐ นี่คือการจัดกำลังดูแลความเรียบร้อย แต่ในมุมของคนไร้บ้านที่มีสถานะและอำนาจต่อรองน้อยกว่า ภาพนั้นย่อมสื่อความหมายว่ารัฐกำลังเข้ามาหาฉัน และเมื่อถูกเจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือให้ออกจากพื้นที่ สำหรับคนที่ไม่มีบ้าน ไม่มีเงิน และไม่มีทางเลือก พวกเขาจะรู้สึกว่าตนเองเลือกได้ มากน้อยเพียงใด ความสมัครใจที่แท้จริงจึงไม่ควรวัดจากการที่พวกเขาไม่ถูกอุ้มขึ้นรถ แต่ต้องถามว่า เขามีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมและเป็นจริงหรือไม่?

 

มูลนิธิอิสรชน เน้นย้ำว่าไม่ได้คัดค้านการจัดระเบียบ แต่อยากเห็นการจัดระเบียบที่มีประสิทธิภาพ คนไร้บ้านไม่ได้เป็นปัญหาเดียวกันทั้งหมด บางคนตกงาน บางคนสูงอายุ ป่วย พิการ มีปัญหาสุขภาพจิต หรือไม่มีเงินแม้แต่จะเช่าห้องราคาถูก การมองว่าทุกคนคือปัญหาเดียวกันและใช้ยาขนานเดียวรักษา อาจเป็นการออกแบบวิธีแก้ปัญหาที่ผิดตั้งแต่ต้น เพราะสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่แค่ที่นอนหนึ่งคืน แต่มันคือ งาน รายได้ ที่อยู่อาศัย และการรักษาพยาบาล

 

คำว่า ‘เคารพสิทธิ’ ไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุดของการตรวจสอบ มันควรเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามว่า สิทธินั้นปรากฏอยู่ตรงไหน? สิทธิในการปฏิเสธมีจริงหรือไม่? เสียงของคนไร้บ้านถูกนำมาอยู่ในกระบวนการตัดสินใจมากแค่ไหน?

 

มูลนิธิอิสรชนทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาคนไร้บ้านไม่ใช่เรื่องของการควบคุมพื้นที่ หรือมิติทางความมั่นคงที่มีทหารตำรวจเป็นแกนหลัก แต่คือปัญหาเศรษฐกิจ แรงงาน และสิทธิมนุษยชน หากไม่สามารถตอบได้ว่าเมื่อเขาย้ายออกจากพื้นที่แล้วชีวิตเขาจะดีขึ้นอย่างไร การจัดระเบียบครั้งนี้ก็คงทำให้เพียงพื้นที่เปลี่ยน แต่ไม่ได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยน

 

ปัญหาโครงสร้าง ตลาดแรงงาน และข้อจำกัดของสถานสงเคราะห์

 

ในขณะที่มูลนิธิอิสรชนตั้งคำถามถึงกระบวนการและสิทธิมนุษยชน ‘มูลนิธิกระจกเงา’ เจ้าของโครงการจ้างวานข้า ผู้เข้าใจบริบทการจ้างงานคนไร้บ้านอย่างลึกซึ้ง ได้ออกมาให้ข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างที่สะท้อนความจริงอันน่าเจ็บปวด โดยเริ่มจากการตั้งคำถามตรงๆ ไปยังภาครัฐว่า “ท่านเข้าใจเรื่องคนไร้บ้านอยู่ใช่มั้ย…”

 

มูลนิธิกระจกเงาชี้แจงความจริง 3 ข้อที่รัฐต้องรู้

 

  1. สาเหตุหลักคือการตกงาน : คนไร้บ้านส่วนใหญ่คืออดีตแรงงานไร้ทักษะที่รับค่าแรงขั้นต่ำมาทั้งชีวิต ไม่สามารถสะสมทุนได้ เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ร่างกายเจ็บป่วย หรือพิการ จึงถูกเลิกจ้างและกลายมาเป็นคนไร้บ้าน

  2. ทำไมเริ่มต้นใหม่ไม่ได้: ด้วยเหตุผลเดียวกับข้อแรก เมื่ออายุมากและไร้ทักษะ ตลาดแรงงานปกติก็ปฏิเสธพวกเขา การจะหางานที่สร้างรายได้พอตั้งตัวจึงแทบเป็นไปไม่ได้

  3. ความต้องการอันดับ 1 คืองาน: คนไร้บ้านไม่ได้ต้องการแค่ที่ซุกหัวนอน แต่พวกเขาต้องการงานที่มั่นคงต่อเนื่องและรายได้ที่เหมาะสม เพื่อนำมาจัดการชีวิต อาหาร ที่พัก และการออม


 

เมื่อมองกลับมาที่โซลูชันของ กทม. และภาครัฐที่เตรียมไว้รองรับ มูลนิธิกระจกเงาชี้ให้เห็นถึงรอยรั่วและข้อจำกัดที่รุนแรง 

 

  • บ้านอิ่มใจ ของ กทม. สามารถรองรับชายได้ 100 คน หญิง 100 คน แต่ข้อมูลล่าสุดพบคนไร้บ้านบริเวณราชดำเนินถึง 250 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย จำนวนเตียงชายจึงไม่เพียงพออย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างอาคารไม่เอื้ออำนวย ผู้สูงอายุและผู้พิการทางขาไม่สามารถเดินขึ้นหอนอนชั้น 2 ได้ จนบางคนต้องไปอาศัยหลับนอนข้างแท็งก์น้ำนอกอาคาร


 

  • สถานสงเคราะห์ของ พม. แม้จะมี 11 แห่งทั่วประเทศ แต่ทุกแห่งตกอยู่ในสภาพล้นทะลัก จากที่รับได้ 300 คน กลับมีคนอยู่จริงเกินความจุไปเป็นร้อย สภาพหอนอนเบียดเสียด วางได้แค่เบาะนอนติดๆ กัน ที่หนักหนากว่านั้นคือ ผู้รับบริการ 70-80% เป็นผู้ป่วยจิตเวช การส่งคนไร้บ้านปกติเข้าไป เท่ากับบังคับให้พวกเขาต้องใช้ชีวิตกับผู้ป่วยจิตเวชตลอดเวลา ดังที่คนไร้บ้านเคยสะท้อนความปวดร้าวว่า “นอนๆ อยู่ ไอ้คนนี้ก็ลุกขึ้นมาเยี่ยวใส่ที่นอนตัวเอง คุณคิดดูผมต้องเจออะไรแบบนี้แทบทุกวัน”


 

มูลนิธิกระจกเงาสรุปบทเรียนจากอดีตว่า การจัดระเบียบที่ผ่านมาไม่เคยแก้ปัญหา เป็นเพียงการไล่คนให้กระจัดกระจาย ไปอยู่ที่อื่น บางคนเข้าสถานสงเคราะห์แล้วเหมือนไร้อิสรภาพจนขาดใจตาย หรือทนไม่ไหวจนต้องหนีกลับมาอยู่ข้างถนน ส่วนการแก้ปัญหาด้วยการฝึกอาชีพ ที่รัฐชอบทำ ก็มักเป็นทักษะที่ตลาดไม่ต้องการ หรือต้องใช้เครื่องมือต้นทุนสูงที่คนไร้บ้านไม่มี

 

ข้อเสนอเพื่อประสิทธิภาพที่แท้จริง จากมูลนิธิกระจกเงาคือ รัฐต้องออกแบบการจัดหางานที่สอดคล้องกับบริบทของพวกเขา ช่วยให้ปักหลักทำงานได้อย่างต่อเนื่อง และจัดเตรียมที่พักระยะเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย อายุ ความพิการ รวมถึงที่พักอาศัยระยะยาวสำหรับผู้ที่ดูแลตัวเองไม่ได้แล้วจริงๆ

 

การแก้ปัญหาที่ยังรอจิ๊กซอว์ตัวสุดท้าย

 

ท่าทีของ กทม. ในการพยายามจัดระเบียบถนนราชดำเนินด้วยความละมุนละม่อมและบูรณาการหลายภาคส่วน นับเป็นเจตนาดีที่สังคมมองเห็น แต่เสียงสะท้อนจากคนทำงานภาคสนามอย่างมูลนิธิอิสรชนและมูลนิธิกระจกเงา ก็ได้เผยให้เห็นความจริงอีกด้านว่า ปัญหาความเปราะบางของมนุษย์นั้น ลึกล้ำเกินกว่าจะแก้ได้ด้วยกฎหมายเทศกิจ รถกระบะ และไฟส่องสว่าง

 

ความขัดแย้งระหว่างเมืองที่เป็นระเบียบ กับชีวิตที่ไร้ทางเลือก ยังคงดำเนินต่อไป คำถามปลายเปิดที่สำคัญที่สุดในนาทีนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่า กทม. จะทำความสะอาดถนนราชดำเนินได้หมดจดเพียงใดในคืนนี้ แต่อยู่ที่ว่า

 

กระบวนการที่นำคำว่า ‘ความสมัครใจ’ มาบังหน้า แท้จริงแล้วได้มอบ ‘ทางเลือก’ ที่มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้พวกเขาจริงๆ หรือไม่? การผลักคนตกงานและคนแก่เข้าสู่สถานสงเคราะห์ที่แออัด หรือบ้านพักที่เขาเดินขึ้นบันไดไม่ไหว จะเป็นการแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ หรือเป็นเพียงแค่การกวาดฝุ่นไปซ่อนไว้ใต้พรม เพื่อรอวันหลุดลอยกลับมาบนท้องถนนอีกครั้ง

 

อ้างอิง:
https://www.facebook.com/share/p/14rriDYBJfK/

https://www.facebook.com/share/p/1CBeu4BXqy/
https://www.facebook.com/share/p/1Ht6ZkgQA8/

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising