×

เสียงสะท้อน TH-AI Passport วันแรก มีประโยชน์ แต่ยังไม่ตอบโจทย์ทุกงาน

โดย THE STANDARD TEAM
01.09.2026
  • LOADING...
ภาพหน้าจอแพลตฟอร์ม TH-AI Passport พร้อมข้อความเสียงสะท้อนการใช้งาน

วานนี้ (31 สิงหาคม) สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ BDE ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดให้บริการแพลตฟอร์ม AiPASS ภายใต้โครงการ TH-AI Passport อย่างเต็มรูปแบบเป็นวันแรก ตั้งแต่เวลา 09.00 น. หลังเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ข้อมูลระบุว่า มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 1,332,120 คน แบ่งเป็นภาคกลาง 622,222 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 293,722 คน ภาคเหนือ 136,052 คน ภาคใต้ 135,392 คน ภาคตะวันออก 95,317 คน ภาคตะวันตก 49,414 คน และไม่ระบุภูมิภาค 1 คน

 

แม้ยอดดังกล่าวยังต่ำกว่าเป้าหมายสูงสุด 5 ล้านสิทธิ์ แต่การมีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 1.3 ล้านคนภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ สะท้อนความสนใจของประชาชนต่อเทคโนโลยี AI และทำให้วันแรกของการเปิดใช้งานกลายเป็นทั้งจุดเริ่มต้นของการทดลองใช้ในวงกว้าง และบททดสอบว่าโครงการจะสามารถเปลี่ยนจำนวนผู้ลงทะเบียนให้กลายเป็นทักษะและผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากน้อยเพียงใด

 

รวมหลายโมเดลและการเรียนรู้ไว้ในที่เดียว

 

TH-AI Passport เป็นโครงการสำหรับประชาชนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีเป้าหมายเปิดโอกาสให้เข้าถึง Generative AI ระดับ Pro หรือ Premium โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 1 ปี ควบคู่กับการพัฒนาทักษะผ่านระบบ E-Learning

 

การประชาสัมพันธ์ของภาครัฐระบุว่า AiPASS รวบรวม AI จากผู้พัฒนามากกว่า 14 ราย รวมมากกว่า 30 โมเดลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ขณะที่ข้อมูลบนเว็บไซต์โครงการ ณ วันที่ 28 สิงหาคม แสดงรายชื่อ 33 โมเดลจาก 15 ผู้ให้บริการ ครอบคลุมการสนทนา เขียนโค้ด ค้นคว้าเชิงลึก สร้างภาพ วิดีโอ และเพลง

 

ตัวอย่างโมเดลที่ปรากฏบนแพลตฟอร์ม ได้แก่ GPT-5.6 Sol, GPT-5.6 Terra, o3 Deep Research, GPT Image 2, Claude Opus 5, Claude Sonnet 5, Gemini 3.1 Pro, Gemini 3.7 Flash, Nano Banana Pro, Sonar Reasoning Pro, Sonar Deep Research, Seedream, Seedance, Lyria, Grok, DeepSeek, Llama, Qwen, Mistral, Kimi, GLM และ Pathumma ThaiLLM

 

ผู้ใช้งานจึงสามารถทดลองและเปรียบเทียบโมเดลต่างๆ ผ่านบัญชีเดียว โดยไม่ต้องแยกสมัครกับผู้ให้บริการแต่ละราย ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำหรับนักเรียน นักศึกษา ครู ผู้ประกอบการรายย่อย และประชาชนที่ยังไม่เคยสมัครใช้ AI แบบเสียค่าบริการรายเดือน

 

แพลตฟอร์มยังมีพรีพรอมต์หรือชุดคำสั่งสำเร็จรูป ระบบเปรียบเทียบโมเดล แชตชั่วคราว ระบบสร้างโฟลเดอร์ และฟังก์ชันสร้าง ‘ผู้ช่วยอัจฉริยะ’ ที่ผู้ใช้งานสามารถกำหนดบทบาทหรือเพิ่มชุดความรู้ให้เหมาะกับงานของตนเองได้

 

จากผู้ทดลองสู่ผู้สร้างในวันแรก

 

ภายหลังเปิดระบบไม่นาน ผู้ใช้งานเริ่มแบ่งปันตัวอย่างการนำ AiPASS ไปทดลองใช้ในหลายรูปแบบ สะท้อนว่าแพลตฟอร์มไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อสนทนาหรือถามตอบข้อมูลทั่วไปเท่านั้น

 

ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Worrathasana Wongthai เปิดเผยว่า ได้สร้างกลุ่มผู้ช่วยชื่อ ‘Craft AI’ จำนวน 7 รายการภายใน Marketplace ของ AiPASS โดยประยุกต์ใช้โมเดลจาก GPT, Gemini และ Grok สำหรับงานด้านคอนเทนต์ เพลง ภาษา และเทคโนโลยี พร้อมเปิดให้ผู้ใช้งานรายอื่นนำไปทดลองหรือปรับใช้ต่อ

 

เขามองว่า แพลตฟอร์มมีประโยชน์ในฐานะพื้นที่ที่ช่วยให้ประชาชนทั่วไปเห็นภาพว่า AI สามารถนำไปทำอะไรได้บ้าง ก่อนพัฒนาไปสู่การสร้างเครื่องมือหรือผู้ช่วยเฉพาะทางของตัวเอง

 

ขณะที่ในกลุ่มนักเขียนโปรแกรมซึ่งมีสมาชิกมากกว่า 420,000 คน ผู้ใช้งานชื่อ Ming Li เผยแพร่วิดีโอสาธิตการสร้างเกมด้วย TH-AI Passport และได้รับคำถามต่อยอดจากสมาชิกในกลุ่ม เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ใช้งานบางส่วนเริ่มขยับจากการทดลองถามคำถาม ไปสู่การสร้างชิ้นงานด้วย AI ในวันแรก

 

ด้าน อนุศร หงษ์ขุนทด ระบุหลังทดลองใช้ครั้งแรกว่า ระบบมีเครื่องมือและโมเดลให้เลือกจำนวนมาก จุดเด่นคือการรวม AI หลายค่ายไว้ในที่เดียว ทำให้ไม่ต้องสมัครหลายบัญชี และช่วยให้ผู้เริ่มต้นมองเห็นภาพรวมของเครื่องมือ AI ได้ง่ายขึ้น

 

หลักสูตรและใบรับรองเริ่มสร้างการมีส่วนร่วม

 

นอกจากการเข้าถึงโมเดล AI แล้ว อีกส่วนที่ได้รับความสนใจคือระบบการเรียนรู้ภายใต้แนวคิด Learn • Earn • Plern ซึ่งเชื่อมการเรียนเข้ากับคะแนนและสิทธิ์ใช้งาน

 

ผู้ลงทะเบียนภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 จะได้รับการอัปเกรดเป็นผู้ใช้งานระดับ Innovator เป็นเวลา 30 วัน มีเครดิต 10,000 เครดิตต่อวัน ใช้สำหรับการสนทนา เขียนโค้ด คิดวิเคราะห์ หรือสร้างภาพ ส่วนการสร้างวิดีโอ เพลง และการค้นคว้าเชิงลึกมีโควตารายเดือน

 

หลังสิ้นสุดสิทธิ์เริ่มต้น ผู้ใช้งานต้องเรียนหรือทำภารกิจตามเงื่อนไข เพื่อสะสมคะแนนอย่างน้อย 100 คะแนนต่อเดือนและรักษาสิทธิ์ระดับดังกล่าว

 

เพจ AiPassth ได้เปิดให้ประชาชนแบ่งปันประสบการณ์หลังเรียนจบและได้รับประกาศนียบัตรดิจิทัล พบว่ามีผู้ใช้งานบางส่วนเรียนจบตั้งแต่หนึ่งหลักสูตร ไปจนถึงได้รับใบประกาศนียบัตร 4 ใบภายในวันแรก ขณะที่หลายคนแสดงความสนใจหลักสูตรของ Microsoft และพันธมิตรรายอื่น

 

ระบบดังกล่าวทำให้ AiPASS แตกต่างจากการสมัครใช้เครื่องมือ AI โดยตรง เพราะเป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่ที่การมอบสิทธิ์ใช้งาน แต่ต้องการสร้างเส้นทางจากผู้เริ่มต้นไปสู่ผู้ที่สามารถเลือกใช้ AI และสร้างผลงานได้ด้วยตัวเอง

 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจำนวนหลักสูตรที่เผยแพร่ผ่านช่องทางต่างๆ ยังไม่ตรงกันทั้งหมด โดยมีทั้งตัวเลขกว่า 56 หลักสูตร มากกว่า 96 หลักสูตร และกว่า 100 หลักสูตร ขณะที่หน้าเว็บไซต์ระบุหลักสูตรจากพันธมิตรหลักส่วนหนึ่งจำนวน 17 หลักสูตร จึงเป็นข้อมูลที่หน่วยงานควรชี้แจงให้ชัดเจนอีกครั้ง

 

ประโยชน์เด่นสำหรับคนที่ยังไม่เคยจ่ายค่า AI

 

หนึ่งในผู้ทดลองใช้ ให้ความเห็นในลักษณะบวกอย่างระมัดระวังว่า หากถามว่า AiPASS ดีกว่าเครื่องมือ AI ระดับ Pro ที่ใช้อยู่หรือไม่ คำตอบคือยังไม่ถึงระดับนั้น แต่หลายงานสามารถใช้งานได้ดี และน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับกลุ่มที่ต้องการใช้บริการฟรี

 

มุมมองดังกล่าวสะท้อนตำแหน่งของ TH-AI Passport ในระยะแรกว่า อาจยังไม่สามารถทดแทนบริการแบบเสียค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้งานมืออาชีพได้ทุกงาน แต่สามารถเป็นประตูบานแรกให้ประชาชนที่ยังไม่เคยใช้ AI ได้ทดลองหลายโมเดล เรียนรู้ความแตกต่าง และตัดสินใจได้ว่าเครื่องมือแบบใดเหมาะกับตัวเอง

 

อาจารย์วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ ผู้ก่อตั้ง Eduzones มองว่า การเปิดใช้ TH-AI Passport เป็นโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้จากทั่วโลก และช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

อย่างไรก็ตาม เขาเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงโดยไม่มีค่าใช้จ่ายให้ครูและนักเรียนควบคู่กันไป เพราะการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีไม่อาจเกิดขึ้นจากการแจกสิทธิ์ใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต และทักษะพื้นฐานของประชาชนด้วย

 

ผู้ใช้งานสะท้อนข้อจำกัดเพื่อพัฒนาต่อ

 

ขณะเดียวกัน ผู้ใช้งานและผู้เชี่ยวชาญยังสะท้อนข้อจำกัดที่ควรนำไปพัฒนาต่อ โดยเฉพาะการสร้างและส่งออกเอกสาร การทำสไลด์ การอ่านไฟล์ขนาดใหญ่ ความสามารถด้านเสียงและวิดีโอ ตลอดจนคุณภาพการประมวลผลภาษาไทย

 

ศ.ดร.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุหลังทดลองใช้ตลอดวันว่า ระบบทำงานในลักษณะ Simple Chat หรือการสนทนาถามตอบได้ จุดที่ดีกว่าคือสามารถเลือกใช้ GPT-5.6 หรือ Claude Opus 5 แต่ยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์เป็นไฟล์ Word หรือ Slides ตามที่ต้องการ

 

ศ.ดร.นพ.มานพ สรุปว่า ระบบใช้งานทั่วไปได้ แต่ยังไม่ตอบโจทย์การทำงานอย่างจริงจังในลักษณะที่ต้องการผลลัพธ์เป็นเอกสารพร้อมใช้งาน

 

การทดสอบของ Thai PBS Sci & Tech เห็นจุดเด่นด้านความหลากหลายของโมเดล การเปรียบเทียบผลลัพธ์ และระบบเรียนรู้ แต่พบว่า เมื่อนำคำสั่งเดียวกันไปทดลองกับเครื่องมือ AI รุ่นฟรีผ่านเว็บไซต์ต้นทาง ในบางกรณีผลลัพธ์ทั้งข้อความ ภาพ และวิดีโอจากแพลตฟอร์มต้นทางทำได้ดีกว่า AiPASS

 

ขณะที่ผู้ใช้บางรายเห็นว่า AiPASS มีข้อดีด้านการออกแบบหน้าจอ ความหลากหลายของโมเดล ระบบ E-Learning และการสร้างภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อทดลองกับงานจริงพบข้อจำกัดในการถอดเสียงและวิดีโอ การอ่านไฟล์ PDF ขนาดใหญ่ การวิเคราะห์เอกสารหลายไฟล์พร้อมกัน และการส่งออกผลลัพธ์เป็น Word หรือ Presentation

 

ขณะที่การแข่งขันของแพลตฟอร์ม AI ไม่ควรวัดจากจำนวนโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาฟีเจอร์ที่เป็นเสมือนแขนและขาของ AI ทั้งการเชื่อมต่อกับโปรแกรมเอกสาร ความสามารถด้าน Multimodal การรับข้อมูลขนาดใหญ่ และการทำงานแบบ AI Agent

 

ขณะที่ผู้ใช้งานบางส่วนเสนอให้เพิ่มความละเอียดของวิดีโอจาก 480p เป็นอย่างน้อย 720p และขยายโควตาจาก 10 ครั้งต่อเดือน เนื่องจากข้อจำกัดปัจจุบันยังไม่เพียงพอสำหรับการผลิตชิ้นงานจริง

 

เครดิตและเงื่อนไขการรักษาสิทธิ์

 

BT beartai ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ใช้งานต้องบริหารเครดิตรายวันและโควตารายเดือนให้เหมาะสม เนื่องจากแต่ละโมเดลและแต่ละคำสั่งใช้เครดิตไม่เท่ากัน หากเครดิตหมด ผู้ใช้ต้องรอการเติมเครดิตในรอบถัดไป หรือเรียนและทำภารกิจเพื่อสะสมสิทธิ์เพิ่มเติม

 

ข้อกำหนดของโครงการยังเปิดให้ระงับสิทธิ์กรณีผู้ใช้งานไม่ได้เข้าสู่ระบบหรือไม่มีกิจกรรมติดต่อกันเกิน 10 วัน โดยทีมงาน AiPASS ชี้แจงว่า เงื่อนไขดังกล่าวจะเริ่มนำมาใช้เมื่อจำนวนผู้ลงทะเบียนครบ 5 ล้านสิทธิ์ และจะมีการแจ้งเตือนทางอีเมลล่วงหน้า ผู้ที่ถูกระงับสามารถติดต่อขอคืนสิทธิ์ได้

 

เงื่อนไขนี้มีเป้าหมายบริหารทรัพยากรให้ตกถึงผู้ที่ต้องการใช้งานจริง แต่หน่วยงานควรสื่อสารขั้นตอนการแจ้งเตือน ระงับ และขอคืนสิทธิ์ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กลายเป็นอุปสรรคต่อผู้ใช้งานที่ไม่สามารถเข้าระบบได้อย่างต่อเนื่อง

 

ไชยชนกยืนยันดีกว่าของฟรี พร้อมพัฒนาภาษาไทยต่อ

 

ช่วงเย็นวันเดียวกัน ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงเสียงวิจารณ์ว่า ต้องการให้ประชาชนลงทะเบียนและทดลองใช้ด้วยตนเองก่อนตัดสิน พร้อมยืนยันว่าข้อกล่าวหาที่ว่า AiPASS ใช้งานได้ไม่ดีเท่าเครื่องมือ AI รุ่นฟรีนั้น “ไม่จริงแน่นอน”

 

ไชยชนกระบุว่า ปัจจุบัน AiPASS ยังให้บริการผ่านเว็บไซต์ ส่วนแอปพลิเคชันอยู่ระหว่างรอการอนุมัติจาก Google Play และ App Store คาดว่าจะเปิดให้ใช้งานได้ภายใน 1 สัปดาห์

 

ส่วนกรณียอดลงทะเบียนประมาณ 1.3 ล้านคน ซึ่งยังไม่ถึงเป้าหมาย 5 ล้านสิทธิ ไชยชนกกล่าวว่า รัฐบาลและประชาชนไม่ได้เสียประโยชน์ เนื่องจากปรับรูปแบบการจ่ายเป็นการจ่ายตามการใช้งานจริง หรือ Pay Per Use จึงไม่มีแรงกดดันว่าต้องมีผู้สมัครครบตามเป้าหมาย

 

สำหรับการประมวลผลภาษาไทยที่ยังไม่เสถียร ไชยชนกยอมรับว่าต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยจะนำข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้สนับสนุนการพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่สำหรับภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

ส่วนการพิจารณาโครงการระยะที่ 2 รัฐบาลจะไม่ดูเพียงเสียงตอบรับ แต่จะประเมินผลลัพธ์หลังครบหนึ่งปี โดยเฉพาะกรณีที่สามารถเปลี่ยนคุณภาพชีวิต เพิ่มทักษะ หรือช่วยให้ประชาชนทำงานได้ดีขึ้นจริง

 

ข้อมูลส่วนบุคคลต้องสื่อสารให้เข้าใจง่าย

 

โครงการนี้ระบุว่า ข้อมูลการลงทะเบียนและโปรไฟล์ผู้ใช้ถูกจัดเก็บในฐานข้อมูลที่เข้ารหัสภายในประเทศไทย และมีมาตรการไม่ให้ผู้ให้บริการโมเดลภายนอกนำข้อมูลของผู้ใช้งานไปฝึกโมเดลของตนเอง

 

อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดการใช้งานระบุว่า Prompt ไฟล์แนบ ประวัติการสนทนา และข้อมูลการใช้งานจำเป็นต้องถูกส่งไปประมวลผลยังโมเดลที่ผู้ใช้เลือก ขณะเดียวกันโครงการอาจนำข้อมูลที่ผ่านการลดหรือทำให้ไม่สามารถระบุตัวบุคคลไปวิเคราะห์ ปรับปรุงระบบ รวมถึงพัฒนา National LLM และโมเดลภาษาไทยของภาครัฐ

 

สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงแนะนำให้ประชาชนตรวจสอบอย่างน้อย 6 เรื่อง ได้แก่ โครงการเก็บข้อมูลอะไร Prompt ไฟล์และประวัติสนทนาถูกวิเคราะห์หรือไม่ ข้อมูลถูกส่งให้หน่วยงานหรือบริษัทใด มีส่วนใดถูกประมวลผลในต่างประเทศ เก็บรักษานานเท่าใด และผู้ใช้จะขอเข้าถึง แก้ไข ถอนความยินยอม หรือลบข้อมูลได้อย่างไร

 

ผู้ใช้งานควรหลีกเลี่ยงการอัปโหลดเลขบัตรประชาชน ข้อมูลการเงิน รหัสผ่าน ข้อมูลสุขภาพ เอกสารลับขององค์กร หรือข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยไม่จำเป็น

 

วงเงิน 1,621 ล้านบาท และการจ่ายตามการใช้งานจริง

 

ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของ BDE ระบุว่า โครงการมีวงเงินตามสัญญา 1,621 ล้านบาท โดยผู้ชนะการประกวดราคาแบบอิเล็กทรอนิกส์คือกิจการค้าร่วมทีเอช หรือ TH Consortium ซึ่งประกอบด้วยบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด และบริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ TKC

 

ตัวเลข 1,621 ล้านบาทเป็นวงเงินตามสัญญา ไม่จำเป็นต้องเท่ากับยอดเบิกจ่ายสุดท้าย เนื่องจากกระทรวงดีอีเปิดเผยภายหลังว่า ได้ปรับรูปแบบเป็นการจ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง โดยมีข้อมูลอัตรา 24.70 บาทต่อผู้ใช้งานต่อเดือน

 

ก่อนหน้านี้ นักวิชาการ นักการเมือง คณะกรรมาธิการ และเครือข่ายด้านเทคโนโลยีได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ความคุ้มค่า ความปลอดภัยของข้อมูล และนิยามของคำว่า Active User หรือผู้ใช้งานจริง

 

การตอบคำถามเหล่านี้ให้ชัดเจน สามารถเป็นกลไกช่วยให้โครงการมีความโปร่งใสและสร้างผลลัพธ์ได้ดีขึ้น โดยรัฐบาลควรเปิดเผยจำนวนผู้ใช้งานจริง หลักเกณฑ์การนับ ค่าใช้จ่ายที่เบิกจ่าย และตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์เป็นระยะ

 

ภาพรวมจากวันแรกแสดงให้เห็นว่า TH-AI Passport มีทั้งผู้ที่เริ่มสร้างผู้ช่วยเฉพาะทาง ทดลองสร้างเกม เรียนหลักสูตร และได้รับประกาศนียบัตร ขณะเดียวกันก็มีผู้ใช้งานที่นำระบบไปทดสอบกับงานจริงและพบข้อจำกัดที่ต้องเร่งปรับปรุง

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising