เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ ‘The Great Wealth Transfer’ หรือปรากฏการณ์การส่งมอบความมั่งคั่งครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ด้วยมูลค่าสินทรัพย์และธุรกิจครอบครัวสูงถึง 85 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่กำลังจะเปลี่ยนมือจากรุ่นผู้ก่อตั้งไปสู่ทายาทรุ่นถัดไปในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้า
แต่คำถามสำคัญสำหรับบริบทไทยคือ “กงสีไทยพร้อมแค่ไหนกับคลื่นยักษ์ลูกนี้?”
ข้อมูลจาก K WEALTH ธนาคารกสิกรไทย เผยอินไซต์ที่น่าตกใจว่า ครอบครัวไทยกว่า 80% ยังไม่มีแผนสืบทอดธุรกิจที่ชัดเจน มีเพียง 18.2% ของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth) เท่านั้นที่วางแผนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (26.9%) อย่างเห็นได้ชัด

คุณพีระพัฒน์ เหรียญประยูร Managing Director, Family Wealth Solution Head – Estate Planning Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย หนึ่งในผู้บุกเบิกบริการบริหารสินทรัพย์ครอบครัวในประเทศไทย ด้วยประสบการณ์การทำงานและสั่งสมความเชี่ยวชาญในกระทรวงการคลังยาวนานถึง 16 ปี ในบทบาทนิติกรที่รับผิดชอบงานด้านนโยบายและการร่างกฎหมาย จึงทำให้เขาเข้าใจโครงสร้างกฎหมาย การกำกับดูแล และบริบทการวางแผนทรัพย์สินอย่างรอบด้าน ชี้ว่า ความท้าทายนี้จะส่งผลกระทบใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ครอบครัวและธุรกิจที่เกิดความต่างทางความคิดของคนในครอบครัวที่ต่างเจนเนอเรชัน ภาครัฐและนโยบาย ภาษีมรดกและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก และระบบเศรษฐกิจภาพรวม เพราะธุรกิจครอบครัวคือกระดูกสันหลังของ GDP
“ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่ ‘จะส่งมอบอะไร’ แต่คือ ‘จะรักษา สร้างความเติบโต และส่งต่ออย่างไรให้ยั่งยืน’ ผ่านกรอบคิด 3 แกนหลัก คือ Preserve (รักษาสินทรัพย์), Grow (เติบโตชนะเงินเฟ้อ) และ Transfer (ส่งต่ออย่างเป็นระบบ) ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ต้องเดินไปพร้อมกัน”
สายเลือด หรือ ความสามารถ? โจทย์หินที่ต้องมี ‘กติกากลาง’
คุณพีระพัฒน์ชี้ว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของธุรกิจครอบครัวไม่ใช่เรื่องผลประกอบการ แต่คือเรื่อง ‘คน’ และการไม่มี ‘กติกากลาง’ ระบุสิทธิและหน้าที่ของแต่ละคนอย่างชัดเจน
เพราะทุกครั้งที่ต้องส่งต่อหรือบริหารธุรกิจ มักมีเรื่องสายสัมพันธ์ ความเป็นพ่อแม่ พี่น้อง เครือญาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องแยกให้ชัดระหว่าง ‘ครอบครัว’ กับ ‘สินทรัพย์’
“คำถามที่เรามักถามลูกค้าเสมอคือ ‘คุณจะเลือกอะไรระหว่างสายเลือดกับความสามารถ?’ เพราะต่อให้คุณเลือกคนที่เก่งที่สุดในบ้าน แต่เขาเก่งพอที่จะไปแข่งขันในตลาดจริงหรือเปล่า ถ้าคำตอบคือไม่ใช่ คุณจะยังเลือกเขาอยู่ไหม หรือเปิดทางให้มืออาชีพเข้ามาช่วยบริหาร”
พร้อมยกตัวอย่าง ครอบครัวหนึ่งมีลูก 3 คน ลูกสาวคนสุดท้องอาจเป็นคนที่มีศักยภาพสูงที่สุด จนพ่อแม่มองว่าเหมาะจะขึ้นมาเป็น CEO แต่ในขณะเดียวกัน ลูกชายอีกสองคนก็ยังต้องการได้รับการเคารพและยอมรับในฐานะทายาทเช่นกัน

คำถามง่าย ๆ ที่ครอบครัวทุกบ้านควรลองถามตัวเองคือ “วันนี้คนในครอบครัวแต่ละคนมีสิทธิและหน้าที่อะไร มีขอบเขตการตัดสินใจแค่ไหน และมีกติกาที่ทุกคนเข้าใจตรงกันจริง ๆ หรือยัง” ถ้าคำตอบยังไม่ชัด นั่นคือสัญญาณว่าควรเริ่มวางแผนตั้งแต่ตอนนี้
ในประเทศอย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจีน แนวคิดเรื่อง ‘ผู้ถือหุ้นที่ดี’ เริ่มชัดเจนขึ้น ทายาทไม่จำเป็นต้องลงมาบริหารเองหากไม่อยากทำ ส่งผลให้ Family Office เติบโตขึ้นถึง 200% ในสิงคโปร์ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อดึงมืออาชีพเข้ามาจัดการสินทรัพย์และการบริหารงาน
แนวโน้มที่เริ่มเห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ คือ คนรุ่นใหม่ไม่อยากเข้ามารับช่วงต่อ หลายครอบครัวที่ทายาทตัดสินใจเดินออกจากกงสีไปโดยไม่ได้มีเรื่องบาดหมางหรือทะเลาะเบาะแว้ง พวกเขาแค่ต้องการอิสระในการออกไปทำสิ่งที่รัก

สำหรับครอบครัวไทย KBank Private Banking ได้นำโมเดล Hybrid เข้ามาปรับใช้ โดยมององค์ประกอบ 4 ส่วนให้ชัดเจน:
- การเป็นเจ้าของ (Ownership)
- อำนาจตัดสินใจ (Decision-making)
- อำนาจบริหาร (Management)
- การจัดการงานรายวัน (Day-to-day Operation)
“ไม่ใช่ทุกคนจะเก่งเรื่องการลงทุน ยิ่งบ้านไหนมีสินทรัพย์หลากหลาย ทั้งอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์ทางการเงิน การบริหารจัดการก็ยิ่งซับซ้อน Family Office จึงถูกตั้งขึ้นมาเป็นหน่วยงานหนึ่งในครอบครัว ทำหน้าที่ดูแลเรื่องต่างๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก ตั้งแต่เรื่องพื้นฐานอย่างงานแอดมิน การจัดเก็บเอกสาร การติดต่อหน่วยงานราชการ การจัดการภาษี ไปจนถึงครอบครัวที่ให้ดูแลเรื่องการลงทุนทั้งหมด”
“เมื่อทุกคนเข้าใจตรงกันว่า ‘เจ้าของไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง’ เราจึงเข้าไปช่วยปรับ Mindset และวาง ‘ธรรมนูญครอบครัว’ เชื่อมระหว่างสภาครอบครัวและฝั่งผู้ถือหุ้น เพื่อให้ทุกคนรู้บทบาท สิทธิ และเกณฑ์การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่โปร่งใส”
กงสีที่ไร้ ‘กติกากลาง’ คือระเบิดเวลาของครอบครัว
เมื่อธุรกิจครอบครัวเจอปัญหาความสัมพันธ์ภายในลุกลามจนกลายเป็นความขัดแย้ง โจทย์ใหญ่อาจไม่ใช่แค่การบริหารตัวเลข แต่คือ “จะหาทางออกร่วมกันอย่างไรโดยไม่ทำลายความเป็นพี่น้อง”

คุณพีระพัฒน์มองว่า การบริหารสินทรัพย์ครอบครัวต้องใช้ทั้ง ‘ศาสตร์และศิลป์’ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกับ Lombard Odier พันธมิตรระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ที่มีประสบการณ์ดูแลตระกูลมหาเศรษฐีมานานกว่า 230 ปี (4 เจเนอเรชัน) โดยนำองค์ความรู้ด้านการบริหารความมั่งคั่งจาก Lombard Odier มาประยุกต์ใช้ในไทยครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การจัดสรรสินทรัพย์บนพื้นฐานความเสี่ยง, การลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก, การลงทุนเพื่อความยั่งยืน และการบริหารจัดการทรัพย์สินครอบครัวและการส่งต่อความมั่งคั่ง
โดยให้ความสำคัญกับการจัดสรรและบริหารสินทรัพย์ครอบครัวพอ ๆ กับการลงทุนเพื่อต่อยอดความมั่งคั่งให้ยั่งยืน มุ่งเน้นให้ลูกค้าสามารถลงมือทำได้จริง มากกว่าการวางแผนบนกระดาษ
สิ่งที่ KBank Private Banking ทำคือเริ่มจากการปรับ Mindset ว่าในฝั่งของธุรกิจจะเลือกใคร และในฝั่งของครอบครัวจะจัดการอย่างไร เพราะจริง ๆ แล้ว Family Governance กับ Business Governance ต้องเดินควบคู่กัน โดยมีกติกาที่เชื่อมทั้งสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน ซึ่งก็คือ ‘ธรรมนูญครอบครัว’ หรืออย่างน้อยที่สุดต้องมีข้อตกลงร่วมกันในบ้าน
KBank Private Banking ให้ความสำคัญอย่างยิ่งเรื่องการปรองดองของครอบครัวตั้งแต่ปี 2564 ได้จัดให้มี ‘บริการประสานรอยร้าว’ (Reconciliation Service) คือ การมีคนกลางเข้ามาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย โดยผสานการทำงานระหว่างทีมวางโครงสร้างธรรมนูญครอบครัว ร่วมกับ ‘นักจิตวิทยา’ มืออาชีพ เข้ามาเยียวยาจิตใจและหาทางออกร่วมกัน
“ในเคสที่พี่น้องขัดแย้งรุนแรงจนทำธุรกิจร่วมกันไม่ได้ ทางออก Win-Win คือการใช้บริษัทประเมินราคาทรัพย์สินที่เป็นกลาง เข้ามาตีมูลค่ากงสีทั้งหมด แล้วจัดสรรแบ่งกองสินทรัพย์ออกตามจำนวนพี่น้องอย่างยุติธรรม แม้ธุรกิจจะไม่ได้อยู่ในมือทุกคน แต่ทุกคนได้ประโยชน์ที่เหมาะสม และยังรักษาความเป็นพี่น้องไว้ได้”
หลังจากสมานรอยร้าวแล้ว KBank Private Banking ทำงานร่วมกับ Consulting Firm และบริษัทบัญชีชั้นนำ เข้าไปช่วยวางระบบหลังบ้านใหม่ทั้งหมด (Corporate Transformation) ตั้งแต่ระบบบัญชีไปจนถึงงาน HR เพื่อให้กงสีเดินหน้าต่อได้อย่างเป็นมืออาชีพ แม้ในวันที่ลูกหลานไม่ได้ลงมาบริหารเอง
ระบบที่ชัดเจนจะทำให้สมาชิกทุกคนรู้สิทธิและหน้าที่ของตัวเองว่าตนถือหุ้นอยู่เท่าไร มีบทบาทอะไรในธุรกิจ และถ้าวันหนึ่งอยากก้าวขึ้นมาเป็น CEO ต้องมีคุณสมบัติและผ่านเกณฑ์อะไรบ้าง เมื่อทุกอย่างมีกติกาเป็นหลักรองรับ โอกาสที่พี่น้องจะทะเลาะกันหรือเกิดความขัดแย้งระหว่างสายเลือดกับความสามารถก็ลดลง

ทางรอดเมื่อธุรกิจกงสีเข้าสู่ช่วง Sunset ฝ่าด่าน AI
นอกจากเรื่องคนแล้ว เทคโนโลยีและ AI ยังทำให้ธุรกิจเดิมของครอบครัวอาจเข้าสู่ช่วง ‘Sunset’ หรือขาลง KBank Private Banking จึงเข้ามาช่วยวางกลยุทธ์ทางเลือก เช่น
- ตั้งกองทุนกงสี (Venture Capital): กันเงินทุนก้อนหนึ่งให้ลูกหลานนำไปทดลองทำธุรกิจใหม่ ๆ โดยมีครอบครัวเป็นผู้ร่วมลงทุน
- Strategic Exit: หากธุรกิจเดิมไปต่อไม่ไหว จะช่วยหาพันธมิตรเข้ามาร่วมถือหุ้น เพื่อให้ครอบครัวค่อย ๆ ผ่องถ่ายหุ้นออกและลดบทบาทลงโดยเจ็บตัวน้อยที่สุด
- ครบวงจรด้วยศักยภาพแบงก์ใหญ่: มีทีมงานพร้อมพาธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ Private Equity รองรับการระดมทุน
“จิ๊กซอว์ทั้งหมดนี้ทำให้เราเป็น ‘One-stop Solution’ ที่มองเห็นภาพรวมและมีคำตอบพร้อมเสิร์ฟในทุกโจทย์ ยิ่งเมื่อนำความเข้าใจในบริบทคนไทย มาผสานกับองค์ความรู้ระดับโลกจาก Lombard Odier ทำให้เราวางแผนจัดการสินทรัพย์แบบองค์รวม (Comprehensive Wealth Management Services) เชื่อมโยงทั้งสินทรัพย์ในไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายและภาษีข้ามประเทศที่มีความซับซ้อนสูงได้อย่างไร้รอยต่อ”
ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งกุมความได้เปรียบ
คุณพีระพัฒน์ ทิ้งท้ายว่า ‘เวลา’ คือตัวแปรที่สำคัญที่สุด หลายครอบครัวมักรอจนผู้ก่อตั้งมีอายุมากแล้วจึงเริ่มคิด ทั้งที่เครื่องมือหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นประกันชีวิต แผนสืบทอดกิจการ หรือโครงสร้างภาษี ต้องใช้เวลาในการวางแผนและบ่มเพาะ
การตัดสินใจวางแผนและบริหารจัดการสินทรัพย์ตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่สุดที่จะช่วยพาธุรกิจครอบครัวฝ่าคลื่น The Great Wealth Transfer ได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และราบรื่นที่สุด
ติดตามรายละเอียดบริการบริหารสินทรัพย์ครอบครัว จาก KBank Private Banking ได้ที่ https://www.kasikornbank.com/k_4xQ19NQ

