วันนี้ (29 สิงหาคม) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการนำผลงานทางวิชาการไปจัดทำเป็นหนังสือและประเด็นการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยระบุว่า คณะกรรมการสอบสวนมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ข้อกล่าวหาต่อ รศ.อัศวิณีย์ หวานจริง ไม่อาจรับฟังได้ และไม่พบการกระทำผิดวินัยตามที่ถูกร้องเรียน จึงเสนอให้อธิการบดียุติเรื่อง
กรณีดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 มหาวิทยาลัยได้รับข้อร้องเรียนว่า รศ.อัศวิณีย์ นำต้นฉบับ ‘รายงานการสำรวจศิลปกรรมในอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่’ ซึ่งเป็นโครงการของคณะวิจิตรศิลป์ และมีผู้ร้องเรียนเป็นผู้เขียน ไปจัดทำเป็นหนังสือโดยไม่ได้รับความเห็นชอบ รวมถึงมีการระบุชื่อ รศ.อัศวินีย์ ไว้ในบรรทัดเดียวกับชื่อผู้เขียน จนอาจทำให้เข้าใจว่าเป็นผู้เขียนหลัก และมีข้อกล่าวหาว่านำหนังสือดังกล่าวไปประกอบการขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ
มหาวิทยาลัยจึงดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแต่งตั้งคณะกรรมการหลายชุดตามขั้นตอน โดยคณะวิจิตรศิลป์เคยรายงานว่า พฤติการณ์อาจเข้าข่ายความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และเสนอให้ตรวจสอบทั้งประเด็นการขอตำแหน่งศาสตราจารย์และการเบิกจ่ายงบประมาณจัดพิมพ์หนังสือ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมหาวิทยาลัยตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบว่า รศ.อัศวิณีย์เป็นผู้จัดทำต้นฉบับโครงการสำรวจศิลปกรรมดังกล่าว และเป็นหัวหน้าโครงการจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์เมืองฮอดในปีงบประมาณ 2565 ส่วนผู้ร้องเรียนมีสถานะเป็นผู้ร่วมโครงการ มหาวิทยาลัยจึงเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เข้าข่ายการนำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนในลักษณะความผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่บางพฤติการณ์อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดวินัยไม่ร้ายแรงขึ้นอีกชุดหนึ่ง
ผลสอบสวนซึ่งรายงานต่อมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 สรุปว่า รศ.อัศวิณีย์เป็นผู้ริเริ่มโครงการและมีส่วนร่วมตั้งแต่การลงพื้นที่สำรวจ เก็บข้อมูล ถ่ายภาพ ทำแผนผัง และสัมภาษณ์ชุมชน ขณะที่ผู้ร้องเรียนเป็นผู้ดำเนินการหลักด้านการวิเคราะห์และเรียบเรียงข้อมูลเป็นรายงาน คณะกรรมการจึงเห็นว่า รายงานดังกล่าวเป็นผลงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ร่วมกันของคณะทำงาน และบุคคลทั้งสองมีสิทธิในผลงานร่วมกันตามสัดส่วนข้อเท็จจริงในการปฏิบัติงาน ไม่ใช่ผลงานของผู้ร้องเรียนเพียงผู้เดียว
สำหรับการระบุชื่อผู้เขียนและคณะทำงานไว้ในบรรทัดเดียวกันบริเวณหน้าปกในของหนังสือ มหาวิทยาลัยชี้ว่าเป็นขั้นตอนการออกแบบและจัดหน้าภายในของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย รศ.อัศวิณีย์ไม่ได้มีส่วนร่วมออกแบบ และไม่พบเจตนาทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจว่า รศ.อัศวิณีย์หรือคณะทำงานเป็นผู้เขียนหนังสือ
หนังสือที่จัดทำขึ้นมีจำนวน 10 เล่ม เพื่อส่งมอบโครงการและเผยแพร่แก่ชุมชน โดยระบุชื่อผู้ร้องเรียนเป็นผู้เขียนเพียงคนเดียว และส่งมอบโครงการเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 ส่วนหนังสือฉบับที่มีข้อโต้แย้งเรื่องชื่อถูกยกเลิกการตีพิมพ์ ไม่เคยวางจำหน่ายต่อสาธารณะ และไม่เคยได้รับการตีพิมพ์จากสำนักพิมพ์อื่น
มหาวิทยาลัยยังตรวจสอบเอกสารขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการของ รศ.อัศวิณีย์แล้ว ไม่พบว่ามีการนำหนังสือที่ถูกร้องเรียนไปใช้ประกอบการขอตำแหน่งทางวิชาการ พบเพียงการระบุชื่อหนังสือเพื่อประกอบการเสนอขอเทียบเคียงสาขาวิชา ซึ่งไม่ใช่การนำเนื้อหาของผลงานไปประเมินเพื่อรับผลประโยชน์จากตำแหน่งทางวิชาการ
ส่วนประเด็นงบประมาณ มหาวิทยาลัยระบุว่า โครงการจัดทำหนังสือผ่านการประเมินผลสัมฤทธิ์และตรวจสอบการใช้จ่ายอย่างถูกต้อง พร้อมนำส่งเงินคงเหลือและดอกเบี้ยจากบัญชีโครงการคืนมหาวิทยาลัยครบถ้วน จำนวน 233,862.82 บาท
คณะกรรมการจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ข้อกล่าวหาที่ว่า รศ.อัศวิณีย์กระทำผิดวินัยไม่อาจรับฟังได้ และเสนอให้อธิการบดียุติเรื่อง พร้อมแจ้งผลการพิจารณาให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายทราบอย่างเป็นทางการ
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยืนยันว่า การดำเนินการเป็นไปตามกระบวนการและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจงและแสดงพยานหลักฐาน โดยยึดหลักความถูกต้อง ความโปร่งใส ความเป็นธรรม และมาตรฐานจริยธรรมทางวิชาการตลอดกระบวนการ


