×

สิงคโปร์เปลี่ยนวิธีคิดครั้งใหญ่ จากจ่ายเพื่อจูงใจให้มีลูก สู่การอุ้มพ่อแม่ตั้งแต่เกิดถึงวัยเรียน ให้เด็กคนละ 1.8 ล้านบาท ทยอยจ่ายถึงอายุ 17 ปี

28.08.2026
  • LOADING...
เด็กๆ กำลังเล่นสนุกในสวนสาธารณะที่สิงคโปร์

สิงคโปร์ประกาศปรับวิธีสนับสนุนครอบครัวครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนจากการให้แรงจูงใจเพื่อกระตุ้นให้คนมีลูก มาเป็นการช่วยเหลือพ่อแม่อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงการเลี้ยงดู ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์และแรงกดดันเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงเด็ก

 

 

นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง ประกาศมาตรการชุดใหม่ระหว่างการปราศรัยเนื่องในวันชาติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม โดยระบุว่าเป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่แค่การปรับปรุงทีละเล็กละน้อยหรือแก้ไขมาตรการรายโครงการ หากต้องการเปลี่ยนวิธีที่รัฐสนับสนุนครอบครัวในระดับรากฐาน

 

หัวใจของแพ็กเกจนี้คือเด็กสิงคโปร์แต่ละคนจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินโดยตรงรวมเกือบ 70,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1.80 ล้านบาท) จนถึงอายุ 17 ปี

 

เงินก้อนดังกล่าวประกอบด้วยเงินขวัญถุงแรกเกิด 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 257,800 บาท), เครดิตสำหรับเด็กที่จ่ายเป็นเงินสดปีละ 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 51,560 บาท) ต่อเนื่อง 16 ปี และเงินสนับสนุนการศึกษาต่ออีก 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์

 

หว่องระบุว่าแทนที่จะกระจุกความช่วยเหลือไว้ช่วงที่เด็กเกิด รัฐบาลต้องการสนับสนุนพ่อแม่อย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงที่ลูกเติบโต พร้อมย้ำว่าอยากให้ทุกครอบครัวรู้ว่าหากเลือกมีลูก รัฐบาลจะอยู่เคียงข้าง

 

นี่ไม่ใช่การจ่ายเพื่อกระตุ้นยอดเกิด

 

สิ่งที่ทำให้มาตรการรอบนี้ต่างจากเดิมคือขอบเขตผู้ได้รับสิทธิ์ เพราะการเพิ่มสวัสดิการในอดีตมักบังคับใช้กับเด็กที่เกิดหลังวันประกาศหรือวันเริ่มมาตรการเท่านั้น

 

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือการเพิ่มเงิน Baby Bonus ที่ประกาศในงบประมาณปี 2023 ซึ่งขยับเงินขวัญถุงสำหรับลูกคนที่ 1 และ 2 จาก 8,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 206,240 บาท) เป็น 11,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 283,580 บาท) โดยให้เฉพาะเด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2023 เป็นต้นไป

 

ขณะที่แพ็กเกจใหม่ครอบคลุมเด็กสิงคโปร์ทุกคนที่เกิดในปี 2026 รวมถึงเด็กที่มีอายุ 1-17 ปีในปีเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าเด็กที่เกิดไปแล้วก็ได้รับสิทธิ์ด้วย

 

หากเป้าหมายคือการเพิ่มยอดเกิดเพียงอย่างเดียว การขยายสิทธิ์ให้เด็กที่เกิดมาแล้วย่อมไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ จุดนี้จึงสะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดได้ชัดเจน

 

อีกจุดที่ต่างออกไปคือเด็กทุกคนที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินสนับสนุนเท่ากัน ต่างจาก Baby Bonus ที่ให้เงินมากขึ้นตามลำดับการเกิด โดยลูกคนที่ 3 เป็นต้นไปได้รับ 13,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 335,140 บาท) ซึ่งมากกว่าลูกคนที่ 1 และ 2 อยู่ 2,000 ดอลลาร์สิงคโปร์

 

หน่วยงานด้านประชากรและกำลังคนแห่งชาติอธิบายว่ามาตรการใหม่มุ่งทำให้เส้นทางการเป็นพ่อแม่เป็นไปได้จริงและคุ้มค่ามากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คนรอบข้างมองการมีลูกในแง่บวกตามไปด้วย

 

ลาดูแลลูกเพิ่ม ค่าเลี้ยงเด็กถูกลง และสิทธิ์ซื้อบ้านที่ง่ายขึ้น

 

นอกจากเงินสนับสนุนแล้ว รัฐบาลยังเพิ่มวันลาเพื่อดูแลบุตรอย่างมีนัยสำคัญ โดยพ่อแม่ที่ทำงานจะได้วันลา 8 วันหากมีลูก 1 คนที่อายุไม่เกิน 12 ปี, 10 วันหากมีลูก 2 คน และ 12 วันหากมีลูกตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป

 

ผลลัพธ์ที่เห็นภาพคือคู่สามีภรรยาที่ทำงานทั้งคู่และมีลูกวัยประถม 3 คน จะได้วันลารวมกัน 24 วัน จากเดิมที่ได้เพียง 4 วัน

 

ขณะเดียวกันรัฐบาลตั้งเป้าลดค่าบริการรับเลี้ยงเด็กเต็มวันที่ได้รับเงินอุดหนุนให้เหลือเดือนละ 150 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 3,867 บาท)

 

ในส่วนของภาระนายจ้าง หว่องระบุว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของวันลาที่เกี่ยวกับบุตรตามกฎหมายทั้งหมดภายในเพดานการเบิกคืน เพื่อลดภาระทางการเงินของผู้ประกอบการ พร้อมขอให้นายจ้างสนับสนุนพนักงานที่เป็นพ่อแม่ เพราะการมีลูกไม่ควรกลายเป็นข้อเสียเปรียบในเส้นทางอาชีพ

 

สำหรับสิทธิลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรที่ปัจจุบันรวมกันสูงสุด 7 เดือนครึ่งนั้น หว่องระบุว่าไม่ปิดโอกาสที่จะขยายเพิ่มในอนาคต แต่จะคงรูปแบบปัจจุบันไว้ก่อนเพื่อให้นายจ้างมีเวลาปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงที่เพิ่งเกิดขึ้น

 

อีกมาตรการที่ตอบโจทย์ความกังวลเรื่องที่อยู่อาศัยคือการให้สิทธิ์เข้าถึงก่อนแก่คู่สมรสตามจำนวนบุตรที่มีหรือกำลังจะมี ในการยื่นขอที่อยู่อาศัยของรัฐที่ได้รับเงินอุดหนุนหลังแรก ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการมีบ้านของชาวสิงคโปร์ส่วนใหญ่

 

พร้อมกันนี้ยังขยายกลุ่มผู้มีสิทธิ์ยื่นขอให้กว้างขึ้น ด้วยการปรับเพดานรายได้ครัวเรือนของผู้ที่ยื่นขอแฟลตแบบ Build-to-Order ได้ จากเดิม 14,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 16,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 412,480 บาท)

 

การปรับดังกล่าวหมายความว่าครอบครัวที่เคยมีรายได้เกินเกณฑ์จนหมดสิทธิ์ จะกลับมายื่นขอได้อีกครั้ง เช่นเดียวกับคอนโดมิเนียมแบบ Executive Condominium ที่ปรับเพดานรายได้จาก 16,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็น 18,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 464,040 บาท)

 

เหตุผลเบื้องหลัง และความจริงที่รัฐบาลยอมรับ

 

สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนแนวทางมาจากตัวเลขที่ชี้ว่าความพยายามกระตุ้นยอดเกิดตลอด 20 กว่าปีไม่สามารถต้านกระแสสังคมที่ฉุดอัตราการเกิดลงได้ ทั้งการที่คนสิงคโปร์ครองตัวเป็นโสดมากขึ้นและคู่สมรสจำนวนมากเลือกไม่มีลูก

 

อัตราการเจริญพันธุ์รวมของผู้มีถิ่นพำนักในสิงคโปร์ลดลงต่อเนื่องมาหลายทศวรรษ โดยอยู่ที่ 1.41 ในปี 2001 ซึ่งเป็นปีที่โครงการ Baby Bonus เริ่มใช้ ก่อนลดเหลือ 1.2 ในปี 2011 และแตะระดับต่ำสุดใหม่ที่ 0.87 ในปี 2025 จาก 0.97 ในปีก่อนหน้า

 

ตัวเลขดังกล่าวห่างไกลจากระดับ 2.1 ที่นักประชากรศาสตร์มองว่าจำเป็นต่อการรักษาจำนวนประชากรให้คงที่หากไม่มีผู้ย้ายถิ่นเข้ามาเพิ่ม และใกล้เคียงกับเกาหลีใต้ที่อยู่ระดับ 0.8 ซึ่งต่ำที่สุดในโลก

 

ผลการวิเคราะห์ของสำนักงานสถิติสิงคโปร์ที่เผยแพร่ในปี 2024 ระบุว่าสาเหตุหลักมาจากสัดส่วนผู้หญิงที่ครองตัวเป็นโสดเพิ่มขึ้น โดยการลดลงของอัตราการเจริญพันธุ์ระหว่างปี 2005-2023 เป็นผลจากสัดส่วนผู้หญิงที่แต่งงานลดลง ซึ่งหักล้างอัตราการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงที่แต่งงานแล้วซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

 

ด้วยเหตุนี้ คณะทำงานปฏิรูปเรื่องการแต่งงานและการเป็นพ่อแม่ที่มี อินทรานี ราจาห์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จึงวางประเด็นที่ต้องแก้ไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาวได้พบคู่ครอง หลังหลายคนสะท้อนว่าการพบคนใหม่ยากขึ้นเมื่อเริ่มทำงาน และรู้สึกไม่วางใจคนที่พบผ่านแอปหาคู่

 

อีกโจทย์คือการทำให้คนสิงคโปร์เชื่อมโยงการเป็นพ่อแม่เข้ากับความสุขของการเลี้ยงลูกมากขึ้น แทนความกลัวเรื่องการแข่งขัน ความเครียด และเรื่องเล่าน่ากลัวต่างๆ รวมถึงการปรับวัฒนธรรมที่ทำงานให้มองว่างานกับครอบครัวไปด้วยกันได้

 

อย่างไรก็ตาม หว่องยอมรับตรงไปตรงมาว่ารัฐบาลทำได้เพียงระดับหนึ่ง โดยระบุว่าต้องมองความจริงว่าอัตราการเจริญพันธุ์ยังมีแนวโน้มต่ำกว่าระดับทดแทนอยู่มาก และหากพึ่งพาการเกิดเพียงอย่างเดียว จำนวนพลเมืองจะหดตัวลง สังคมจะสูงวัยเร็วขึ้น และมีคนรุ่นใหม่น้อยลงที่จะดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น

 

ความเร่งด่วนดังกล่าวสะท้อนจากการที่สิงคโปร์กำลังจะกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอดในปีนี้ ซึ่งสหประชาชาตินิยามว่าเป็นประเทศที่มีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเกิน 21% และคาดว่าภายในปี 2030 ชาวสิงคโปร์ 1 ใน 4 จะเข้าเกณฑ์ดังกล่าว

 

รัฐบาลจึงยืนยันจะคงนโยบายเสริมการเติบโตของประชากรด้วยผู้ย้ายถิ่นเช่นเดิม โดยหว่องระบุว่าจะรับผู้มาใหม่ในจังหวะที่พอเหมาะและยั่งยืน เพื่อให้ชาวสิงคโปร์ยังเป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศของตัวเอง พร้อมยอมรับว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าทั้งจำนวนประชากรและกำลังแรงงานจะเติบโตช้าลง

 

ภาพ: Dr David Sing / Shutterstock

 

หมายเหตุ: 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.77 บาท และ 1 ดอลลาร์สิงคโปร์ เท่ากับ 25.78 บาท ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2569

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories