จากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ สู่ ‘จังหวะทอง’ เปลี่ยนผ่านพลังงาน ‘เอกนัฏ’ เร่งพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาน้ำมัน-ก๊าซนำเข้า ดัน PDP 2026 เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 60-90% พร้อมเดินหน้า Direct PPA-Solar-Smart Grid เดิมพันความมั่นคงพลังงาน
ประเด็นสำคัญ
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “New Energy for Thailand : เปลี่ยนผ่านพลังงานเดิมพันอนาคตไทย” จัดโดยหนังสือพิมพ์มติชน ว่า ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์โลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง หลายมิติ ‘จังหวะเวลานี้คือ โอกาสที่ดีที่สุดในการเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย’
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาดและการใช้พลังงานไฟฟ้า เดิมทีเป็นเพียงโจทย์สำหรับการแก้ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
“แต่ด้วยปัจจุบันความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกทำให้เกิดโจทย์ใหม่ที่เร่งด่วนขึ้น หากประเทศไทยไม่รีบปรับตัวตั้วแต่วันนี้ จะไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในอนาคตเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกด้วย”
ดังนั้น ภาครัฐและเอกชนจึงต้องเร่งตอบโจทย์เรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ท่ามกลางวิกฤตความไม่แน่นอนของอุปทานในตลาดโลก
เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมากกว่า 60% PDP 2026
เอกนัฏ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ที่กลั่นจากน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้น
โดยเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูปอาทิ ดีเซล และเบนซิน ยกตัวอย่าง ราคาน้ำมันดีเซลสิงคโปร์ ที่ไทยใช้เป็นจุดอ้างอิงราคาน้ำมันในประเทศนั้นมีราคาพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์หลังเกิดสงคราม สะท้อนว่าไทยไม่สามารถพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายวันได้อีกต่อไป
“ปัญหาแบบนี้ เป็นที่มาว่าประเทศไทยจะคิดแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้ารายวันว่า ราคาน้ำมันวันนี้จะเท่าไหร่ ราคาแก๊สที่นำเข้ามาเพื่อผลิตไฟฟ้าจะเท่าไหร่แบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เราจะเอาอนาคตของประเทศ อนาคตธุรกิจ และประชาชนไปผูกกับบ่อนำ้มันตะวันออกกลาง หรือผูกกับการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศแบบนี้ต่อไปไม่ได้”
แม้อดีตจนถึงปัจจุบันไทยเราจะโชคดีที่มีโรงกลั่นเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ทั้งดีเซล เบนซิน และก๊าซหุงต้ม แต่สุดท้ายเราก็ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90%” เอกนัฏ กล่าว
ดังนั้น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ จะต้องตอบโจทย์ทั้งเป้าหมาย Net Zero ความมั่นคงด้านพลังงาน และต้นทุนค่าไฟ
โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมากกว่า 60% และหากเทคโนโลยี Carbon Capture ยังไม่สามารถรองรับได้ อาจต้องเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดขึ้นไปถึง 80-90%
ทั้งนี้ ขอเชิญชวน ให้ทุกคนมาร่วมแสดงความเห็นแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ แผน PDP ฉบับใหม่ ที่กระทรวงพลังงานกำลังเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP ในวันที่ 8 กันยายน 2569 นี้ ซึ่งเป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะได้มามีส่วนร่วม
เอกนัฏ กล่าวว่า อีกเรื่องที่เป็นนโยบายสำคัญ คือ รัฐบาลยังเตรียมผลักดันเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นวาระสำคัญของประเทศ เพื่อใช้ทรัพยากรภาคเกษตรลดการนำเข้าน้ำมัน
โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนการผลิตเอทานอลจาก E10 เป็น E20 ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมันดิบในการผลิตเบนซิน
ขณะเดียวกันไทยสามารถผลิตเอทานอลได้ในต้นทุนต่ำกว่าน้ำมันเบนซินจากตลาดสิงคโปร์ และยังช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร
ส่วนการผลิตไฟฟ้า รัฐบาลจะเร่งเพิ่มแหล่งก๊าซในอ่าวไทย แหล่งบนบก อันดามัน และเมียนมา ควบคู่กับการเพิ่มพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์
พร้อมเปิดตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA จากเดิมที่จำกัดไว้สำหรับ Data Center 2,000 เมกะวัตต์
ขณะนี้ได้ขยายให้ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดสามารถเข้าร่วมได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านปริมาณ
ดัน พ.ร.ก.เงินกู้ หนุนติดตั้งโซลาร์ประชาชน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมนำเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้มาสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ให้ประชาชน
โดยตั้งเป้าขยายการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการประชาชนจาก 500 เมกะวัตต์ เพิ่มเป็น 1,000-3,000 เมกะวัตต์
หากติดตั้งโซลาร์ให้ประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือน หลังละ 5 กิโลวัตต์ จะมีกำลังผลิตรวมประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ ช่วยลดการพึ่งพา LNG นำเข้า และเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้า
อีกทั้งอยู่ระหว่างพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็น Smart Grid รองรับพลังงานจากหลายแหล่ง ทั้งโซลาร์เซลล์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการไฟฟ้าและลดต้นทุนในระยะยาว
“การเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องลดค่าครองชีพ แต่เป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ สร้างมูลค่าและดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย”
ทั้งนี้ ต้องเร่งดำเนินการในช่วงนี้ ทั้งการจัดทำแผน PDP การปรับโครงสร้างพลังงาน การพัฒนาโครงข่าย และการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

