ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตลอดทั้งวันจากพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมาย ความโปร่งใส และผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง โดยเฉพาะการนำเงินกู้ครึ่งหนึ่งไปใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
วันนี้ (26 สิงหาคม) เวลา 20.28 น. ในวาระพิจารณา พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากอนุมัติ พ.ร.ก. ดังกล่าว ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 285 เสียง ไม่เห็นชอบ 141 เสียง งดออกเสียง 52 เสียง
- รัฐบาลขอบคุณสภาฯ ยืนยันใช้งบประมาณอย่างสุจริต-ไม่เอื้อใคร
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวขอบคุณสภาผู้แทนราษฎรหลังการอภิปราย โดยยืนยันถึงเจตนารมณ์ที่สุจริต มุ่งเป้าทำเพื่อประเทศชาติและประชาชน พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลใด และจะร่วมกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการรั่วไหล
นายกรัฐมนตรีระบุว่ารับทราบดีว่าเงินกู้มีต้นทุน แต่ได้พิจารณาแล้วว่ามีความคุ้มค่ากับผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ และรัฐบาลสามารถกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าที่ประเมินไว้เบื้องต้น พร้อมขอบคุณทุกข้อเสนอแนะจากสมาชิกรัฐสภาที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการต่อไป
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงเป้าหมายของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ว่ามี 3 หลักคิดสำคัญ คือ
- การประคองประชาชนและเศรษฐกิจในปัจจุบัน
- การใช้โอกาสเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างรวดเร็ว โดยให้เอกชนร่วมลงทุน
- การดึงดูดการลงทุนพลังงานสะอาดจากต่างประเทศ เพื่อให้ประโยชน์ตกถึงประชาชนโดยตรง เช่น การส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้ประชาชนผลิตและขายไฟฟ้าคืนได้
เอกนิติยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้มีระเบียบกลางและเกณฑ์คัดกรองโครงการที่เข้มงวด โปร่งใส และจะไม่มีการกู้เงินนำมากองไว้ล่วงหน้า แต่จะกู้และจ่ายตามความจำเป็นจริง โดยคำนึงถึงวินัยการเงินการคลังและแบบจำลองหนี้สาธารณะตลอดเวลา
- กังขาโครงการพลังงานสะอาดส่อล็อกสเปค
ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายวิจารณ์ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ตีความความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง เปิดช่องให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายทั่วไปได้ง่ายขึ้น
ศิริกัญญาตั้งคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วน โดยระบุว่าโครงการแรกที่ผ่านการอนุมัติคือ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ซึ่งเป็นมาตรการแจกเงินร่วมจ่ายในลักษณะเดียวกับโครงการคนละครึ่ง ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริง นอกจากนี้
ศิริกัญญายังตั้งข้อสังเกตถึงการจัดซื้อจัดจ้างโครงการพลังงานสะอาดในหน่วยงานท้องถิ่นที่อาจมีการล็อกสเปคหรือกำหนดเงินทอน โดยอ้างอิงถึงหนังสือเวียนที่ส่งรายชื่อโครงการตัวอย่างไปยังท้องถิ่นก่อนที่หลักเกณฑ์จะประกาศใช้ พร้อมเรียกร้องให้ ป.ป.ช. ออกมาตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันการทุจริต
- เพื่อไทยเตือนรัฐบาลบริหารโปร่งใส อย่าซ้ำเติมหนี้ประเทศ
ด้าน สุทิน คลังแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายสนับสนุนความจำเป็นของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ โดยระบุว่ารัฐบาลจำเป็นต้องผ่าทางตันวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากปัญหาพลังงาน แม้ว่าการกู้เงินจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นและเป็นความเสี่ยงทางการเมือง แต่หากไม่ดำเนินการ เศรษฐกิจจะยิ่งหดตัวและรายได้ประเทศจะลดลง
สุทินเห็นด้วยกับโครงการแจกโซลาร์รูฟท็อปให้ประชาชนและโครงการปั๊มน้ำโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตร ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ประชาชนฐานราก พร้อมเตือนรัฐบาลว่าการดำเนินโครงการต้องมีความโปร่งใสและคุ้มค่าอย่างแท้จริง เพราะมีโอกาสทั้งประสบความสำเร็จหรือกลายเป็นวิกฤตหนี้ซ้ำเติมประเทศหากทำไม่ได้ตามแผน
- อภิสิทธิ์แนะรัฐแก้ปัญหาพลังงานที่ต้นเหตุ
ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายคัดค้าน พ.ร.ก.ฉบับนี้ ด้วย 4 เหตุผลหลัก ได้แก่
- เป็นการหลีกเลี่ยงและลดทอนอำนาจการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยอ้างอิงความเห็นผู้เชี่ยวชาญทั้ง 6 ท่านในชั้นศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นตรงกันว่า พ.ร.ก.นี้ไม่เข้าข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
- พ.ร.ก.นี้ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุของราคาพลังงาน รัฐบาลควรใช้วิธีการปรับลดกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นและบริหารจัดการค่าไฟฟ้าแทนการกู้เงินมาเยียวยา
- การกู้เงินจะทำให้หนี้สาธารณะแตะเพดาน 70% ทำให้เศรษฐกิจเปราะบางและมั่นคงน้อยลง
- แผนงาน 2 แสนล้านบาทหลัง ขาดความชัดเจนและยุทธศาสตร์ที่เป็นระบบ โดยเฉพาะเป้าหมายการติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ไม่สอดคล้องกับกำลังการผลิตจริง การพึ่งพิงอุปกรณ์นำเข้า และการละเลยบทบาทของพลังงานชีวภาพอย่างไบโอดีเซล
สำหรับการพิจารณา พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สืบเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 7 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 วินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก. ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติอนุมัติแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการส่งให้วุฒิสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ หากวุฒิสภาอนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับนี้ก็จะมีผลบังคับใช้เป็นพระราชบัญญัติต่อไป



















