×

ประเทศไทยชูการยกระดับบริการภาครัฐ เพื่อการบริหารที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

โดย THE STANDARD TEAM
25.08.2026
  • LOADING...
ผู้บริหารจาก UNDP, สภาพัฒน์ฯ และ OECD ร่วมหารือการยกระดับบริการภาครัฐ

Thailand Policy Lab หรือ ห้องปฏิบัติการนโยบายประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชวนทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพและการยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางของบริการภาครัฐไทย ผ่านโครงการเรียนรู้เมื่อวันที่ 18-19 สิงหาคม ที่ได้รวบรวมแนวปฏิบัติที่ดีและมาตรฐานจากประเทศสมาชิก OECD เพื่อสนับสนุนวาระการเปลี่ยนแปลงบริการภาครัฐของประเทศ

 

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือ ข้อเสนอแนะของ OECD ว่าด้วยบริการภาครัฐที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (OECD Recommendation on Human-Centred Public Administrative Services) ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับการออกแบบและการให้บริการของภาครัฐ โดยยึดความต้องการ สิทธิ และประสบการณ์ของประชาชนเป็นสำคัญ ครอบคลุมแนวทางดำเนินงาน 4 ด้าน ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันทั้งภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนบริการที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบัน ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็นต่อการให้บริการที่มีคุณภาพ การทำให้บริการภาครัฐเชื่อมโยงกัน เข้าถึงง่าย และครอบคลุมทุกกลุ่ม และการใช้ข้อมูล ความคิดเห็นจากประชาชน และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินผลและพัฒนาบริการให้ดียิ่งขึ้น

 

ผู้เข้าร่วมกว่า 70 คน ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภา ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานภาครัฐ และผู้ปฏิบัติงานด้านนโยบาย จะเข้าร่วมโครงการที่ขับเคลื่อนโดย Thailand Policy Lab ซึ่งผสานแนวปฏิบัติและประสบการณ์ระดับนานาชาติเข้ากับภาวะผู้นำและความเชี่ยวชาญในประเทศไทยจาก OECD, UNDP, สำนักงาน ก.พ.ร. และ Thailand Policy Lab

 

ภายในกิจกรรมสองวัน UNDP จะนำเสนอ ดัชนีการบริหารภาครัฐที่พร้อมรับอนาคต (Future-Ready Governance Index: FRGI) ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยประเมินว่า ระบบการบริหารภาครัฐมีความพร้อมเพียงใดในการรับมือและปรับตัวต่อความท้าทายในอนาคต ขณะที่ Thailand Policy Lab ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยสภาพัฒน์ฯ และ UNDP ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลไทย จะนำแนวทางการกำหนดนโยบายที่สร้างสรรค์และครอบคลุมมาใช้ เพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมเข้าใจประสบการณ์ของประชาชน วิเคราะห์ความท้าทายที่ซับซ้อนของบริการภาครัฐ และพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

 

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในระดับสูงระหว่าง องค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (OECD) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เพื่อสนับสนุนรัฐบาลในการออกแบบบริการภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีความเป็นดิจิทัล และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นการบูรณาการงานวิเคราะห์ การประเมินเปรียบเทียบ มาตรฐานสากล และการเรียนรู้ระหว่างประเทศสมาชิกของ OECD เข้ากับเครือข่ายการดำเนินงานในพื้นที่ ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของ FutureGov ซึ่งเป็นพันธมิตรเพื่อการปรับเปลี่ยนภาคสาธารณสุขและระบบราชการที่นำโดย UNDP โดยรวบรวมองค์กรในเครือสหประชาชาติ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ รวมถึง OECD และธนาคารโลก เพื่อลดการดำเนินงานแบบแยกส่วน สู่การดำเนินงานของประเทศแบบประสานกันในทุกภาคส่วน

 

ขณะที่สำนักงาน ก.พ.ร. มีบทบาทในการประสานกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐ พร้อมสนับสนุนการนำองค์ความรู้และข้อค้นพบจากโครงการเรียนรู้ครั้งนี้ไปสู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาระบบราชการ ณัฏฐา พาชัยยุทธ รองเลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการพัฒนาระบบราชการ ความร่วมมือกับ Thailand Policy Lab ภายใต้สภาพัฒน์ฯ และ UNDP รวมถึง OECD ถือเป็นกลไกสำคัญในการนำกรอบและมาตรฐานระดับนานาชาติมาปรับสู่การปฏิบัติจริงในกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐของไทย เพื่อให้บริการภาครัฐสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง”

 

นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวว่า “บริการภาครัฐที่ดีขึ้นเริ่มต้นจากการเข้าใจประชาชนว่า พวกเขาต้องการอะไร ระบบยังไม่ตอบโจทย์ตรงไหน และภาครัฐจะทำอะไรให้แตกต่างและดีขึ้นได้บ้าง ความร่วมมือครั้งนี้เป็นโอกาสในการนำองค์ความรู้ระดับโลกและนวัตกรรมในประเทศมาร่วมกันทบทวนว่า ภาครัฐจะให้บริการประชาชนได้ดีขึ้นอย่างไร การลงทุนอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยในสถาบันภาครัฐ บุคลากร และขีดความสามารถ จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนความมุ่งมั่นนี้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ด้วยบริการที่ง่ายขึ้น ตอบสนองต่อประชาชนได้ดียิ่งขึ้น และภาครัฐที่พร้อมรับมือกับอนาคต”

 

ทางด้าน สุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงานสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า “ความสำเร็จของการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยไม่ควรวัดเพียงแค่การได้เป็นสมาชิก แต่ต้องวัดจากการที่กระบวนการนี้ช่วยให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น มีความครอบคลุม ยั่งยืน และได้รับความเชื่อมั่นมากขึ้นหรือไม่ นี่คือมาตรฐานที่เรายึดถือในการปรับนโยบายและสถาบันของเราให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมกับปรับให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และสร้างผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน Thailand Policy Lab มีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้ โดยช่วยให้เรานำมาตรฐานระดับนานาชาติมาสู่การกำหนดนโยบายที่ตั้งอยู่บนความต้องการที่แท้จริงของประชาชน”

 

ขณะที่ ไซมอน คาเลอแวร์ต นักวิเคราะห์อาวุโสจาก OECD ระบุว่า “บริการภาครัฐที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางไม่ได้เป็นเพียงแค่รายละเอียดทางเทคนิคในการบริหารงาน แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องประสบในทุกๆวัน เพราะฉะนั้น การออกแบบบริการโดยยึดความต้องการของประชาชนเป็นหลัก คือหนึ่งในวิธีที่ตรงจุดที่สุดที่รัฐบาลจะสามารถสร้างความเชื่อมั่น ความครอบคลุมเท่าเทียม และความสามารถในการแข่งขันให้เกิดขึ้นได้ ความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อวาระนี้ และความร่วมมือที่อยู่เบื้องหลังโครงการนี้คือสิ่งสำคัญที่จะเปลี่ยนมาตรฐานสากลให้กลายเป็นการบริการที่ดีขึ้น ซึ่งประชาชนสัมผัสได้จริง”

 

OECD ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 38 ประเทศ และทำงานร่วมกับกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เพื่อพัฒนามาตรฐานระหว่างประเทศ แลกเปลี่ยนหลักฐาน องค์ความรู้ และประสบการณ์ ตลอดจนร่วมกันค้นหาแนวทางเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจ สังคม และธรรมาภิบาลที่ประเทศต่างๆ เผชิญร่วมกัน สำหรับประเทศไทย การร่วมมือกับ OECD เป็นโอกาสในการเปรียบเทียบนโยบายและสถาบันของประเทศกับมาตรฐานระหว่างประเทศ เรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศสมาชิก OECD เร่งการปฏิรูปภายในประเทศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตลอดจนนำมุมมองและประสบการณ์ของประเทศไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการหารือเชิงนโยบายระดับนานาชาติ

 

โครงการเรียนรู้ระยะเวลา 2 วันนี้นำโอกาสดังกล่าวมาสู่การปฏิบัติ ผ่านการเชื่อมโยงมาตรฐานระดับนานาชาติและแนวคิดการบริหารภาครัฐที่พร้อมรับอนาคตเข้ากับลำดับความสำคัญด้านการปฏิรูปของประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของสถาบันภาครัฐในการให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยในระยะยาว

 

ภาพ: UNDP ประเทศไทย

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising