หลังความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อปีที่ผ่านมา แรงงานข้ามชาติหลายแสนคนเดินทางออกจากไทย ซึ่งทำให้เห็นชัดว่าเศรษฐกิจไทยบางภาคส่วนพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านมากเพียงใด
ประเด็นสำคัญ
ไทยพยายามบรรเทาแรงกดดันด้วยการรักษาแรงงานที่อยู่ในประเทศอยู่แล้วเอาไว้ โดยเฉพาะแรงงานชาวเมียนมา แต่ตัวเลขจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และคำเตือนจากกลุ่มนายจ้างชี้ให้เห็นปัญหาที่ลึกกว่านั้น
นั่นคือกำลังแรงงานที่ก่อร่างขึ้นจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์, ความคุ้นเคย และค่าเดินทางที่ต่ำ ไม่สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้อย่างรวดเร็วเพียงแค่ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน
ขณะที่การนำแรงงานใหม่เข้ามาอย่างถูกกฎหมายกลับยากกว่าเดิมมาก เพราะติดทั้งความขัดแย้ง มาตรการควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศของเมียนมา รวมถึงค่าเดินทางและค่านายหน้าที่สูงขึ้น
ตัวเลขแรงงานกัมพูชาที่ยังไม่ลงรอยกัน
อย่างไรก็ตาม จำนวนแรงงานที่แท้จริงที่การไหลกลับนั้นยังเป็นที่ถกเถียง เนื่องจากแต่ละฝ่ายใช้วิธีคำนวณต่างกัน โดยเมื่อเดือนมีนาคม กรมการจัดหางานบันทึกจำนวนแรงงานกัมพูชาที่ได้รับอนุญาตไว้ที่ 495,271 คน
ตัวเลขดังกล่าวถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับแรงงานเมียนมาซึ่งมีถึง 2.27 ล้านคน จากแรงงานถูกกฎหมายทั้งหมด 3.14 ล้านคนที่มาจาก 9 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ต่อมาอีก 6 เดือน บทวิเคราะห์ของกระทรวงแรงงานอ้างอิงประมาณการจากฝั่งกัมพูชาที่ระบุว่ามีผู้เดินทางกลับราว 780,000 คน ซึ่งรวมทั้งแรงงานที่ไม่มีเอกสารและสมาชิกในครอบครัวด้วย
ส่วนรายงานของ Reuters เมื่อเดือนพฤษภาคม อ้างคำกล่าวของ วิบูลย์ ศุภการณ์พงกุล รองประธานหอการค้าไทย ในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (JSCCIB) ที่ระบุว่า จำนวนแรงงานกัมพูชาลดลงจาก 550,000 คน เหลือ 194,000 คน
สำหรับนายจ้างไทยนั้น คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ามีแรงงานออกไปกี่คน หากอยู่ที่ว่ายังมีใครเหลืออยู่ให้จ้างได้บ้าง
JSCCIB ซึ่งประกอบด้วยหอการค้าไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เตือนว่าการขาดแคลนแรงงานกระทบทั้งภาคเกษตรตามฤดูกาล, การผลิต, ก่อสร้าง, ท่องเที่ยว และบริการ โดยมีความเสี่ยงต่อการเก็บเกี่ยวผลไม้, ระบบขนส่งเพื่อส่งออกข้าว และผลผลิตในโรงงาน
ข้อเรียกร้องของ JSCCIB ต่อรัฐบาลจึงครอบคลุมทั้งการขยายอายุใบอนุญาตทำงาน, การลดค่าใช้จ่ายและขั้นตอนการจดทะเบียน, การแก้ปัญหาระบบใบอนุญาตทำงานอิเล็กทรอนิกส์ และการเร่งข้อตกลงจัดหาแรงงานกับศรีลังกา, บังกลาเทศ และอินโดนีเซีย
ต่อใบอนุญาตช่วยประคองได้ แต่ไม่ได้เติมคนใหม่
สอดคล้องกับข้อเรียกร้องดังกล่าว ไทยเดินหน้ารักษาแรงงานข้ามชาติที่เหลืออยู่ให้ทำงานอย่างถูกกฎหมายต่อไป โดยคณะรัฐมนตรีขยายการอนุญาตทำงานให้แรงงานเมียนมา, ลาว และเวียดนามที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ไปจนถึงวันที่ 11 ธันวาคม 2027
ทว่านโยบายนี้ก็สะท้อนการพึ่งพาแรงงานที่อยู่ในประเทศอยู่แล้วไปพร้อมกัน โดยข้อมูลของ ILO ระบุว่า ณ เดือนพฤษภาคม ไทยมีแรงงานข้ามชาติที่มีเอกสาร 4.04 ล้านคน แต่มีเพียง 545,153 คนที่เข้ามาผ่านบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้เป็นชาวเมียนมา 179,787 คน และอีก 836 คนที่ขึ้นทะเบียนภายใต้ระบบจ้างงานตามแนวชายแดน
ในทางกลับกัน แรงงานกว่า 3.5 ล้านคนทำงานภายใต้มติคณะรัฐมนตรีที่ให้หรือขยายสิทธิ์การอยู่และทำงาน ซึ่งกลุ่มนี้เป็นชาวเมียนมาเกือบ 3.3 ล้านคน
นักวิเคราะห์ด้านแรงงานมองว่าตัวเลขเหล่านี้ทำให้การต่ออายุใบอนุญาตมีประโยชน์ในฐานะมาตรการรักษาเสถียรภาพ ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ใช้ทดแทนกำลังแรงงานที่หายไป
มาตรการดังกล่าวอาจช่วยให้โรงงาน, ภาคเกษตร และธุรกิจบริการเลี่ยงแรงกระแทกระลอกที่สอง แต่ไม่ได้เติมตำแหน่งงานที่ว่างลงในพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกซึ่งแรงงานกัมพูชาหายไป
ด้านองค์กรภาคประชาสังคมอย่างเครือข่ายสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ระบุว่ามาตรการล่าสุดไม่ได้เปิดช่องทางถูกกฎหมายให้แรงงานที่สัญญาจ้าง 4 ปีหมดอายุลง หรือผู้ที่เพิ่งเดินทางเข้ามาผ่านช่องทางที่ไม่เป็นทางการ
MWRN ยอมรับว่าองค์กรไม่สามารถช่วยเหลือแรงงานกลุ่มที่ไม่มีทางเลือกหรือไม่มีสถานะทางกฎหมายให้จัดการเรื่องสถานะได้โดยตรง ทำได้เพียงให้คำแนะนำเพื่อเลี่ยงการถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ระหว่างรอให้รัฐบาลไทยเปิดช่วงจดทะเบียนรอบใหม่
หาแหล่งใหม่ก็ไม่ง่าย เพราะต้นทุนสูงกว่าเดิม
อีกทางที่ไทยพยายามคือการกระจายแหล่งที่มาของแรงงาน โดยเมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน มีรายงานว่ารัฐบาลไทยอนุมัติการรับแรงงานศรีลังกาชุดแรก 10,000 คน
ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ สถานทูตศรีลังการะบุว่าทั้งสองฝ่ายเจรจาเสร็จสิ้นแล้ว แต่การลงนามระดับรัฐมนตรีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาสเดียวกันกลับยังไม่เกิดขึ้นจริง
ILO ให้ความเห็นว่าในมุมของไทย การหาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านย่อมได้เปรียบกว่า เพราะช่องทางอื่นจะมีค่าตั๋วเครื่องบินเพิ่มเข้ามา ซึ่งในกรณีของแรงงานศรีลังกานั้นไม่ควรผลักภาระค่าตั๋วให้แรงงานรับไป แต่นายจ้างในไทยเองก็อาจไม่เต็มใจแบกค่าใช้จ่ายส่วนนี้
เมียนมาจึงยังเป็นแหล่งแรงงานที่สำคัญที่สุดของไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยวันที่ 6 สิงหาคม ไทยและเมียนมาได้ลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับปรับปรุงว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน พร้อมข้อตกลงเรื่องการจ้างงาน
อย่างไรก็ตาม MWRN มองว่าข้อตกลงดังกล่าวแทบไม่มีความหมายจริงสำหรับชาวเมียนมา โดยอ้างถึงการควบคุมการไปทำงานต่างประเทศที่เข้มงวดขึ้นและการตรวจสอบโดยคณะกรรมการระดับชาติ
เส้นทางเข้าสู่ไทยยังมีต้นทุนสูงและอันตรายกว่าเดิม โดยแรงงานหันมาเดินทางทางอากาศมากขึ้นเพราะเส้นทางชายแดนทางบกไม่ปลอดภัย ขณะที่ผู้ที่ใช้ช่องทางที่เป็นทางการไม่ได้ก็มักหันไปพึ่งนายหน้าเพื่อข้ามแดนแบบผิดกฎหมาย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นราว 30,000 บาท
นอกจากนี้ ค่าบริการของนายหน้าและเอเจนซียังเริ่มต้นที่ราว 8 ล้านจ๊าด (ประมาณ 124,600 บาท) โดยค่าใช้จ่ายสุดท้ายจะแตกต่างกันไปตามความต้องการ เช่น หากต้องการให้ช่วยหางานหรือช่วยจดทะเบียนด้วยอีกข้อจำกัดสำคัญคือผู้ชายอายุ 18-35 ปีถูกจำกัดไม่ให้เดินทางออกนอกเมียนมา ตามกฎหมายเกณฑ์ทหารของประเทศ
ILO ระบุว่างานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่าแรงงานข้ามชาติในไทยมักจ่ายค่าสรรหาและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องเฉลี่ยราว 2 เดือนของค่าจ้าง
หน่วยงานดังกล่าวยังไม่ได้ประเมินว่าข้อจำกัดและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นล่าสุดส่งผลต่อภาระหนี้สินหรือความเสี่ยงจากการบังคับใช้แรงงานอย่างไร แต่ระบุปัจจัย 2 อย่างที่น่าจะทำให้การย้ายถิ่นจากเมียนมามีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
ปัจจัยแรกคือความจำเป็นที่แรงงานต้องเดินทางทางอากาศ ส่วนอีกปัจจัยคือกระบวนการจัดสถานะที่ซับซ้อนและดำเนินการเป็นภาษาไทยเท่านั้น จนโดยทั่วไปต้องอาศัยนายหน้า
ILO ย้ำว่าค่าสรรหาและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ควรตกเป็นภาระของแรงงาน แต่กฎหมายไทยก็ไม่ได้กำหนดให้การรับผิดชอบค่าตั๋วเครื่องบินเป็นหน้าที่ของนายจ้าง
ในภาพรวม ILO เห็นว่ากระบวนการจัดสถานะเป็นเรื่องน่าชื่นชมที่เปิดโอกาสให้แรงงานที่มีคุณสมบัติได้รับเอกสารรับรอง แต่ดูเหมือนว่าการกำกับดูแลในมุมของการสรรหาแรงงานยังไม่เพียงพอ
ภาพ: Raywatta chitthipaisan / Shutterstock
อ้างอิง:

