×

เปิดแนวคิดพูดคุยชายแดนใต้ ‘ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์’ จากประสบการณ์งานข่าวกรองกว่า 3 ทศวรรษ

15.08.2026
  • LOADING...
ภาพ ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติและหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้

“สันติสุขต้องเริ่มจากความยุติธรรม ความปลอดภัย และการเคารพอัตลักษณ์”

 

จากเจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่ทำงานอยู่เบื้องหลังมานานกว่า 38 ปี สู่บทบาทสาธารณะในฐานะผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ มองว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่อาจฝากความหวังไว้กับข้อตกลงบนโต๊ะเพียงอย่างเดียว แต่ต้องกลับไปตอบโจทย์พื้นฐานของประชาชน ได้แก่ ความปลอดภัย ปากท้อง การศึกษา ยาเสพติด ความยุติธรรม และความไว้วางใจต่อรัฐ

 

เขาเสนอให้เปลี่ยนวิธีคิดจากการต่อรองเพื่อแลกกับการยุติความรุนแรง เป็นการชวนทุกฝ่ายร่วมกันค้นหาต้นตอและออกแบบทางออก โดยให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง พร้อมย้ำว่า กระบวนการพูดคุยต้องให้เกียรติภาษา วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ควบคู่กับการทำงานร่วมกันของฝ่ายพลเรือน กองทัพ และฝ่ายปกครอง เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน

 

ธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย สำนักข่าว THE STANDARD สนทนากับฐนัตถ์ถึงเส้นทางงานข่าวกรอง บทเรียนจากเหตุการณ์สำคัญในจังหวัดชายแดนใต้ โครงสร้างและข้อจำกัดของกระบวนการพูดคุย ตลอดจนโจทย์ใหญ่เรื่องความยุติธรรม การกระจายอำนาจ และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับความเห็นที่แตกต่าง

 

หมายเหตุบรรณาธิการ: บทสัมภาษณ์นี้เรียบเรียงจากบทถอดเสียง โดยตัดคำซ้ำและจัดลำดับเนื้อหาใหม่เพื่อความกระชับ แต่รักษาสาระและน้ำเสียงของผู้ให้สัมภาษณ์ เหตุการณ์ในอดีตและข้อประเมินด้านความมั่นคงบางส่วนเป็นคำบอกเล่าหรือมุมมองของผู้ให้สัมภาษณ์ จึงควรอ่านควบคู่กับหลักฐาน รายงานสอบสวน และข้อมูลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่าย

 

ภาพ ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติและหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ 1

 

จากงานข่าวกรองเบื้องหลัง สู่บทบาทที่ต้องพูดต่อสาธารณะ

 

ธนกร: งานข่าวกรองเป็นงานที่สังคมแทบไม่เห็น แต่วันนี้คุณต้องทำงานเปิดต่อสาธารณะในฐานะหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ อยากให้ย้อนเล่าเส้นทางก่อนมาถึงจุดนี้

 

ฐนัตถ์: ผมเป็นคนกรุงเทพฯ จบโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 102 และเรียนรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จากนั้นเข้ารับราชการที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติตั้งแต่อายุ 22 ปี อยู่กรุงเทพฯ ประมาณหนึ่งปี ก่อนถูกส่งไปประจำที่จังหวัดอุบลราชธานี

 

ช่วงนั้นประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแนวคิดจาก ‘สนามรบเป็นสนามการค้า’ ผมจึงได้ทำงานทั้งเรื่องเศรษฐกิจการค้าชายแดน ปัญหาเขตแดน การพัฒนาในพื้นที่ ตลอดจนติดตามสถานการณ์ในลาวและกัมพูชา รวมแล้วอยู่ในภาคอีสานตอนใต้ประมาณ 5 ปี

 

เมื่อกลับกรุงเทพฯ ผมทำงานด้านอินโดจีนและได้ร่วมทีมผู้บริหาร ทำให้ต้องมองงานความมั่นคงกว้างขึ้น ทั้งอาชญากรรมข้ามชาติ การก่อการร้าย การเปลี่ยนแปลงหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 และการแพร่กระจายของแนวคิดผ่านอินเทอร์เน็ต

 

เมื่อสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้ทวีความรุนแรงขึ้นในปี 2547 ผมถูกส่งไปทำงานกับท่านรองผู้อำนวยการกองอำนวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฝ่ายข่าวกรอง หรือ กอ.สสส.จชต. แนวคิดในเวลานั้นคือให้พลเรือน ตำรวจ ทหาร และฝ่ายข่าวทำงานร่วมกัน ผมก็เลยได้รับประสบการณ์จากพื้นที่และประสบการณ์ในฐานะฝ่ายสนับสนุนกระบวนการสร้างสันติสุข ก่อนจะมารับบทบาทหัวหน้าการพูดคุยในวันนี้

 

ภาพ ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติและหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ 2

 

สามทศวรรษในพื้นที่: จากความสัมพันธ์ในชุมชน สู่บาดแผลและความไม่ไว้วางใจ

 

ธนกร: คุณลงพื้นที่มาตั้งแต่ก่อนปี 2547 เมื่อเปรียบเทียบวันนั้นกับวันนี้ อะไรคือความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุด

 

ฐนัตถ์: ผมเริ่มลงพื้นที่ตั้งแต่ปี 2539 ตอนนั้นยะลา ปัตตานี และนราธิวาสยังมีบรรยากาศที่ชุมชนชาวพุทธและชาวมุสลิมใช้ชีวิตใกล้ชิดกัน เด็กนักเรียนเดินทางไปเรียน ผู้คนพบปะกันตามร้านน้ำชา ความสัมพันธ์ในหลายชุมชนเป็นเครือญาติและพึ่งพากัน

 

หลังจากนั้นสถานการณ์ค่อยๆ เปลี่ยนไป กระแสโลกาภิวัตน์ การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต ความขัดแย้งในต่างประเทศ และเงื่อนไขเฉพาะในพื้นที่เข้ามาซ้อนทับกัน จนถึงเหตุปล้นอาวุธปืนเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 และเหตุการณ์มัสยิดกรือเซะเมื่อวันที่ 28 เมษายนปีเดียวกัน รัฐจึงต้องทบทวนทั้งงานข่าว การบังคับใช้กฎหมาย และการพัฒนาอย่างจริงจัง

 

ผมเล่าย้อนจากความทรงจำในฐานะเจ้าหน้าที่ว่า ในเวลานั้นหลายหน่วยยังพยายามทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเกี่ยวข้อง และแนวคิดของผู้ที่เข้าร่วมเหตุการณ์เป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญคือ เหตุการณ์กรือเซะและเหตุการณ์ตากใบเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 กลายเป็นบาดแผลครั้งใหญ่ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะครอบครัวผู้เสียชีวิต แต่กระทบต่อความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐอย่างลึกซึ้ง

 

คืนหลังเหตุการณ์ตากใบ ผมอยู่ที่ค่ายอิงคยุทธบริหารและเห็นครอบครัวมารอฟังข่าวของลูกหลาน ภาพนั้นทำให้รู้ว่าแนวคิดเรื่องการ ‘เอาชนะจิตใจประชาชน’ จะไม่มีความหมาย หากรัฐไม่สามารถอธิบายความสูญเสีย อำนวยความยุติธรรม และรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้

 

จากนั้นความรุนแรงมีหลายรูปแบบ ทั้งการโจมตีประชาชน เจ้าหน้าที่ ครู พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา และผู้ทำงานให้รัฐ ตลอดจนการใช้ระเบิดลูกที่สองเพื่อโจมตีเจ้าหน้าที่ที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่ขณะเดียวกันก็มีภาพของเจ้าหน้าที่ที่ช่วยเหลือประชาชนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน ปัญหาคือความสัมพันธ์ที่ใช้เวลาสร้างอาจถูกทำลายได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดความสูญเสียหรือการใช้อำนาจที่ประชาชนมองว่าไม่เป็นธรรม

 

ธนกร: เท่ากับว่าปัญหาไม่ใช่เพียงจำนวนเหตุรุนแรง แต่คือความทรงจำต่อวิธีที่รัฐจัดการกับเหตุการณ์ด้วย

 

ฐนัตถ์: ใช่ครับ ความทรงจำของประชาชนมีผลต่อปัจจุบันเสมอ การยอมรับว่ามีบาดแผลไม่ได้แปลว่าเราปฏิเสธความสูญเสียของเจ้าหน้าที่หรือประชาชนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่หมายถึงเราต้องเห็นความสูญเสียของทุกฝ่าย และไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงของความรุนแรงรุ่นต่อไป

 

ภาพ ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติและหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ 3

 

กระบวนการพูดคุยไม่ควรเป็นเวทีที่มีเพียง ‘สองฝ่าย’

 

ธนกร: กระบวนการพูดคุยพัฒนามาอย่างไร และอะไรทำให้การพูดคุยกับ BRN ซับซ้อน

 

ฐนัตถ์: การติดต่อพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการเริ่มมานานแล้ว ประมาณปี 2550-2551 มีทั้งแนวคิดว่าฝ่ายที่ขอพูดคุยอาจกำลังเสียเปรียบ และอีกแนวคิดหนึ่งคือ ทุกฝ่ายเห็นว่าการใช้กำลังเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยุติปัญหาได้ จึงต้องหาทางเลือกทางการเมือง

 

ต่อมามีการติดต่อกลุ่มต่างๆ ในต่างประเทศ กระทั่งกระบวนการในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีมาเลเซียทำหน้าที่ผู้อำนวยความสะดวก และมีคณะพูดคุยของฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการมากขึ้น

 

จากการประเมินของฝ่ายข่าว โครงสร้างของ BRN มีหลายระดับ ทั้งองค์กรนำ ฝ่ายการเมือง และส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการ แต่ละคนอาจได้รับอำนาจมาหารือไม่เท่ากัน บางเรื่องผู้แทนต้องกลับไปขอความเห็นจากผู้มีอำนาจตัดสินใจภายใน จึงไม่ควรคาดหวังว่าการประชุมเพียงครั้งเดียวจะนำไปสู่คำตอบที่มีผลต่อทุกส่วนของขบวนการ

 

อีกข้อจำกัดคือ เราอาจเข้าใจโครงสร้างของอีกฝ่ายจากข้อมูลข่าวกรอง แต่ต้องยอมรับด้วยว่าข้อมูลนั้นมีข้อจำกัด การพูดคุยจึงต้องตรวจสอบทั้งว่าใครมีบทบาทอะไร มีอำนาจตัดสินใจเพียงใด และข้อตกลงจะสื่อสารไปถึงผู้ปฏิบัติในพื้นที่ได้จริงหรือไม่

 

ธนกร: เมื่อคุณขึ้นมาเป็นหัวหน้าการพูดคุย จึงตั้งใจเปลี่ยนรูปแบบจากโต๊ะเจรจาแบบเผชิญหน้าใช่หรือไม่

 

ฐนัตถ์: ผมไม่ต้องการให้ภาพการพูดคุยกลายเป็นการจัดฝ่ายไทยกับฝ่าย BRN ให้อยู่ตรงข้ามกัน โดยมีมาเลเซียนั่งตัดสินอยู่ตรงกลาง เพราะมาเลเซียควรเป็นผู้อำนวยความสะดวก ไม่ใช่ผู้ตัดสินว่าใครชนะหรือแพ้

 

คณะพูดคุยของฝ่ายไทยยังต้องมีหลายหน่วยร่วมกัน ทั้งกองทัพ กอ.รมน. สมช. กระทรวงยุติธรรม ตำรวจ และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ผมวางทีมสนับสนุนไว้ 4 ส่วน ได้แก่

 

1. ทีมเทคนิคและฝ่ายเลขานุการ ทำหน้าที่ศึกษากระบวนการเดิม เตรียมสารัตถะ และประสานการพูดคุย

 

2. ทีมด้านการบังคับใช้กฎหมายและความปลอดภัย ซึ่งมีหน่วยทหาร ตำรวจ และหน่วยความมั่นคง

 

3. ทีมข่าวกรอง ทำหน้าที่ติดตามข้อมูลและวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์ในอดีตส่งผลต่อสถานการณ์ปัจจุบันอย่างไร

 

4. ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้แทนประชาชน ซึ่งต้องเข้ามาช่วยสะท้อนโจทย์จากพื้นที่

 

หัวใจสำคัญคือ กระบวนการนี้ไม่ควรมีเพียงรัฐกับ BRN เพราะผู้ที่รับผลโดยตรงคือประชาชน

 

ภาพ ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติและหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ 4

 

‘ความปลอดภัย-ปากท้อง-ยาเสพติด’ เสียงจากประชาชนที่โต๊ะพูดคุยต้องได้ยิน

 

ธนกร: ในกระบวนการสันติภาพทั่วไปมักพูดถึงการลดความรุนแรง การปรึกษาหารือสาธารณะ และทางออกทางการเมือง แต่คุณเลือกลงไปคุยกับประชาชนก่อน เพราะอะไร

 

ฐนัตถ์: กรอบสากลมักประกอบด้วยอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ การยุติหรือลดความรุนแรง การปรึกษาหารือสาธารณะ และการแสวงหาทางออกทางการเมือง แต่ผมเห็นว่าการนำกรอบใดมาใช้กับประเทศไทยต้องระมัดระวัง ทั้งเรื่องสถานะของคู่พูดคุย เนื้อหาที่จะลงนาม และผลผูกพันทางการเมืองและกฎหมาย

 

ผมจึงเริ่มจากการถามประชาชนในพื้นที่ว่า เขาต้องการอะไร คำตอบที่ได้ชัดที่สุดมี 3 เรื่อง

 

1. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

 

2. ปากท้องและคุณภาพชีวิต ซึ่งครอบคลุมเศรษฐกิจ การศึกษา การจัดการทรัพยากร และการเข้าถึงโอกาส การพัฒนา

 

3. การแก้ปัญหายาเสพติด

 

เสียงเหล่านี้อาจไม่ได้ใช้ศัพท์ว่าทางออกทางการเมือง แต่แท้จริงแล้วเชื่อมโยงกับโครงสร้างการบริหารและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนทั้งสิ้น

 

ผมเคยเสนอให้ตัวแทนประชาชนร่วมเดินทางไปพบฝ่าย BRN เพื่อให้ประชาชนได้ถามโดยตรงว่า ทำไมพูดคุยแล้วเหตุรุนแรงยังเกิดขึ้น และ BRN ต้องการอะไร ขณะเดียวกัน BRN ก็จะได้ยินจากประชาชนว่า ความรุนแรงกระทบต่อการเรียน การทำมาหากิน และอนาคตของลูกหลานอย่างไร

 

ข้อเสนอนี้ย่อมมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและการชี้นำทางการเมือง แต่ผมคิดว่าประชาชนมีวิจารณญาณ เราไม่ควรปิดกั้นการรับฟังกันเพียงเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะพูดโน้มน้าว หากออกแบบเวทีอย่างปลอดภัย โปร่งใส และสมัครใจ การพบกันโดยตรงอาจช่วยลดความหวาดระแวงได้มากกว่าให้ทุกฝ่ายพูดผ่านคนกลางตลอดเวลา

 

ไม่ใช่ ‘Deal or No Deal’ แต่คือการร่วมกันหาโจทย์ที่ต้องแก้

 

ธนกร: จากการพบฝ่าย BRN คุณเริ่มเห็นความต้องการที่แท้จริงของอีกฝ่ายหรือยัง

 

ฐนัตถ์: ยังต้องค้นหาอีกมาก แต่ผมเริ่มเห็นว่าประเด็นด้านสังคม การบริหารพื้นที่ ความยุติธรรม และอัตลักษณ์ อาจมีน้ำหนักมากกว่าการต่อรองว่า “หยุดยิงแล้วรัฐจะให้อะไร”

 

ผมบอกฝ่าย BRN ว่า ผมไม่อยากใช้กรอบ’Deal or No Deal’ เพราะโจทย์ไม่ควรเป็นว่า หากคุณวางอาวุธ รัฐจะยอมอะไรบ้าง แต่ควรเป็นว่า ประชาชนกำลังเดือดร้อนตรงไหน และเราจะร่วมมือกันแก้ปัญหาเหล่านั้นอย่างไร

 

เรื่องภาษาก็เป็นข้อจำกัดสำคัญ บางครั้งฝ่ายไทยพูดภาษาไทย มีการแปลเป็นภาษามลายู แล้วแปลกลับเป็นภาษาอังกฤษ ความหมายอาจเคลื่อนไปในแต่ละชั้น สิ่งที่ฝ่ายหนึ่งตั้งใจพูดเป็นหลักการ อาจถูกอีกฝ่ายเข้าใจว่าเป็นเพียงถ้อยคำทางการทูต เพราะฉะนั้นต้องออกแบบระบบล่ามและการยืนยันความเข้าใจให้รัดกุม รวมทั้งให้เกียรติภาษาที่คู่สนทนาและประชาชนในพื้นที่ใช้จริง

 

ในช่วงที่มาเลเซียอยู่ระหว่างเปลี่ยนผู้ทำหน้าที่อำนวยความสะดวก กระบวนการอย่างเป็นทางการอาจชะลอลง แต่ทีมเทคนิคและการทำงานในพื้นที่ยังเดินต่อได้ เราไม่ควรปล่อยให้ความคืบหน้าทั้งหมดขึ้นอยู่กับบุคคลเพียงคนเดียว

 

ความยุติธรรมคือเงื่อนไขของความไว้วางใจ

 

ธนกร: ตลอดเวลากว่า 20 ปี รัฐส่งกำลังและทรัพยากรลงไปจำนวนมาก แต่ความไม่ไว้วางใจยังดำรงอยู่ ปัญหาความไม่เป็นธรรมเป็นจุดที่รัฐต้องเร่งแก้หรือไม่

 

ฐนัตถ์: ผมมีหลัก 5 ข้อที่ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการไปพูดคุย ได้แก่

 

1. ประชาธิปไตย

 

2. การอำนวยความยุติธรรม

 

3. ความเสมอภาค

 

4. สิทธิมนุษยชน

 

5. สันติวิธี

 

ข้อที่ยากที่สุดคือการอำนวยความยุติธรรม รัฐต้องไม่ใช้กฎหมายเพื่อปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ไม่เลือกปฏิบัติ และต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค หากประชาชนรู้สึกว่ากฎหมายถูกใช้ต่างกันตามตัวบุคคล ความไม่ไว้วางใจก็จะดำรงอยู่ ต่อให้รัฐใช้งบประมาณหรือกำลังมากเพียงใดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

 

ความปลอดภัยกับสิทธิมนุษยชนไม่ควรถูกทำให้เป็นคนละขั้ว เจ้าหน้าที่มีหน้าที่คุ้มครองประชาชนและป้องกันเหตุรุนแรง แต่การปฏิบัติทุกขั้นต้องตรวจสอบได้ ได้สัดส่วน และอยู่ภายใต้กฎหมาย โดยเฉพาะปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นหรือเหตุที่มีผู้เสียชีวิต เพราะทุกเหตุการณ์ที่เด็กและคนในชุมชนเห็นด้วยตาตนเองจะกลายเป็นความทรงจำ และอาจถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป

 

ธนกร: นั่นหมายความว่า ประวัติศาสตร์บาดแผลไม่ได้อยู่เพียงในหนังสือ แต่อาจถูกตอกย้ำด้วยประสบการณ์ร่วมสมัย

 

ฐนัตถ์: ถูกต้องครับ ในพื้นที่มีการเล่าประวัติศาสตร์ปาตานี ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับมลายู และความทรงจำต่อรัฐในหลายชุดเรื่องเล่า แต่สิ่งที่ผมกังวลยิ่งกว่าคือ หากเด็กเห็นการใช้กำลัง เห็นคนในชุมชนเสียชีวิต หรือรู้สึกว่าโรงเรียนและพื้นที่ชีวิตประจำวันถูกเข้าถึงโดยไม่มีความไว้วางใจ ประสบการณ์ตรงนั้นจะมีพลังมากกว่าคำบอกเล่า

 

จึงต้องถามทุกครั้งว่า การเข้าไปในโรงเรียนหรือชุมชน ประชาชนมองว่าเป็นการดูแล เป็นการเยี่ยมเยียน หรือเป็นการคุกคาม งานบางอย่างอาจเหมาะกับฝ่ายการศึกษา ฝ่ายปกครอง หรือผู้นำท้องถิ่นมากกว่ากำลังทหาร การเลือกหน่วยงานและวิธีปฏิบัติจึงสำคัญต่อความรู้สึกปลอดภัยของประชาชน

 

ให้เกียรติภาษา อัตลักษณ์ และประวัติศาสตร์ พร้อมดูแลความปลอดภัยร่วมกัน

 

ธนกร: การผลัดเปลี่ยนกำลังและการที่เจ้าหน้าที่จากนอกพื้นที่ไม่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรม มีผลต่อความสัมพันธ์กับประชาชนหรือไม่

 

ฐนัตถ์: มีผลมากครับ เวลาเจ้าหน้าที่การทูตไปประจำต่างประเทศ เขายังต้องเรียนภาษาและวัฒนธรรมของประเทศนั้น แต่เมื่อเราจัดกำลังลงจังหวัดชายแดนใต้ เจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งอาจยังไม่ได้เรียนรู้ภาษามลายูถิ่น วัฒนธรรม ศาสนา และประวัติศาสตร์ของพื้นที่อย่างเพียงพอ

 

สิ่งที่กระบวนการพูดคุยจะละเลยไม่ได้คือ การให้เกียรติและเคารพอัตลักษณ์ของผู้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกัน เราต้องทำงานร่วมกับกองทัพ ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานพลเรือนในการรักษาความสงบและความปลอดภัยของพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของประชาชนและภาคประชาสังคม และเป็นประเด็นที่ฝ่าย BRN เคยเสนอหารือกับฝ่ายไทยมาก่อน

 

การเคารพอัตลักษณ์ไม่ใช่การลดทอนอำนาจรัฐ และการรักษาความปลอดภัยก็ไม่ควรหมายถึงการลดทอนศักดิ์ศรีของประชาชน สองเรื่องนี้ต้องเดินไปด้วยกัน หากเจ้าหน้าที่สื่อสารได้ เข้าใจวันสำคัญทางศาสนา รู้จักโครงสร้างชุมชน และให้พื้นที่กับภาษาของประชาชน ความร่วมมือก็จะเกิดง่ายขึ้น

 

ภาพ ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติและหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ 5

 

หยุดวงจร ‘ก่อเหตุ-ตอบโต้-สร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่ความขัดแย้ง’

 

ธนกร: ภาพความรุนแรงในสื่อและโซเชียลมีเดีย รวมถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร ทำให้การสร้างสันติสุขยากขึ้นหรือไม่

 

ฐนัตถ์: ยากขึ้นครับ เพราะทุกฝ่ายอาจถูกดึงเข้าสู่กรอบคิดแบบเอาชนะ เมื่อเกิดเหตุรุนแรงก็มีแรงกดดันให้รัฐตอบโต้หนักขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ก่อเหตุก็อาจต้องการใช้ภาพความรุนแรงเพื่อสร้างความหวาดกลัว แสดงศักยภาพ และกระตุ้นให้รัฐตอบโต้เกินกว่าเหตุ

 

สิ่งที่ต้องระวังคือ คนที่เกี่ยวข้องกับเหตุในพื้นที่ไม่ใช่กองกำลังของรัฐต่างประเทศ แต่เป็นบุคคลที่อยู่ในสังคมเดียวกับเรา หลายคนเป็นลูกหลานของครอบครัวในพื้นที่ การบังคับใช้กฎหมายจึงต้องแยกให้ชัดระหว่างผู้ต้องสงสัย ผู้ถูกกล่าวหา ผู้กระทำผิด และประชาชนทั่วไป ไม่เหมารวมชุมชนหรือศาสนา และไม่ทำให้การเสียชีวิตกลายเป็นเรื่องที่สังคมเฉลิมฉลอง

 

หากปฏิบัติการของรัฐลงเอยด้วยการเสียชีวิต ต้องมีการตรวจสอบตามกฎหมายอย่างโปร่งใส เช่นเดียวกับเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่หรือประชาชนที่ต้องสืบสวนและนำผู้กระทำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เราต้องยืนยันหลักเดียวกันว่า ทุกชีวิตมีคุณค่าและความรุนแรงจากฝ่ายใดก็ไม่ควรถูกทำให้ชอบธรรม

 

จากการหยุดยิง สู่โจทย์การบริหารพื้นที่และการกระจายอำนาจ

 

ธนกร: หากจุดเจ็บปวด ไม่ได้อยู่ที่การหยุดยิงเพียงอย่างเดียว ทางออกที่คุณกำลังมองหาคืออะไร

 

ฐนัตถ์: ผมเห็นโจทย์อย่างน้อย 2 เรื่อง หนึ่งคือการบังคับใช้กฎหมายและความยุติธรรมในพื้นที่ เราจะดูแลประชาชนอย่างไร ไม่เปิดช่องให้ความไม่เป็นธรรมถูกใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนความรุนแรง สองคือระบบบริหารจัดการพื้นที่ เราจะออกแบบอย่างไรให้ประชาชนมีส่วนร่วมและรู้สึกว่าเป็นเจ้าของการตัดสินใจ

 

ทางออกอาจเชื่อมโยงกับการกระจายอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ยังต้องเปิดให้หลายฝ่ายช่วยกันออกแบบ ทั้งนักวิชาการด้านการกระจายอำนาจ อดีตผู้บริหารจังหวัด ผู้แทนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ฝ่ายรัฐ และผู้ที่ BRN เสนอเข้าร่วม กระบวนการต้องไม่รีบสรุปว่ามีรูปแบบเดียว และไม่ควรใช้คำว่า ‘การกระจายอำนาจ’ เป็นเพียงคำสวยหรูโดยไม่ถ่ายโอนอำนาจตัดสินใจหรือทรัพยากรจริง

 

อีกประเด็นคือมาตรการทางกฎหมายต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการนิรโทษกรรม การยกโทษ การพักโทษ หรือการลดโทษ แต่ละคำมีหลักเกณฑ์และผลทางกฎหมายต่างกัน ต้องแยกให้ชัดว่าใครอยู่ในขอบเขต ความผิดประเภทใดรวมอยู่หรือไม่ เหยื่อและครอบครัวมีส่วนร่วมอย่างไร และจะป้องกันการลอยนวลพ้นผิดในคดีร้ายแรงได้อย่างไร

 

ผมยกข้อเสนอของหะยีสุหลงขึ้นมาเป็นบทเรียนว่า ข้อถกเถียงเรื่องรูปแบบการปกครองที่เหมาะสมกับพื้นที่มีรากทางประวัติศาสตร์ เราจึงไม่ควรปิดประตูไม่ให้พูด แต่ต้องนำมาพิจารณาภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ หลักสิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม

 

สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง ไม่ควรถูกตีความเท่ากับการแบ่งแยกดินแดนโดยอัตโนมัติ

 

ธนกร: เมื่อมีการพูดถึง Right to Self-Determination หรือสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง ฝ่ายความมั่นคงมักกังวลว่าจะนำไปสู่การแยกดินแดน คุณมองประเด็นนี้อย่างไร

 

ฐนัตถ์: ประเด็นนี้อ่อนไหวและต้องนิยามให้ตรงกันก่อน การพูดถึงสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเองอาจครอบคลุมได้ตั้งแต่การมีส่วนร่วมทางการเมือง การกำหนดนโยบายท้องถิ่น การจัดการภาษา วัฒนธรรม การศึกษา และทรัพยากร ไปจนถึงข้อเสนอที่ไกลกว่านั้น เราไม่ควรด่วนสรุปว่าทุกครั้งที่ใช้คำนี้หมายถึงการแบ่งแยกดินแดน แต่ก็ต้องถามให้ชัดว่าผู้เสนอหมายถึงอะไร และอยู่ในกรอบกฎหมายใด

 

บทเรียนจากติมอร์-เลสเตทำให้ฝ่ายความมั่นคงไทยจำนวนมากระมัดระวังเรื่องการลงประชามติ แต่บริบทของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญคืออย่าใช้ความกลัวปิดกั้นการสนทนา เพราะเมื่อไม่เปิดพื้นที่ให้พูดอย่างสันติ ข้อเสนอทุกอย่างก็จะถูกผลักไปอยู่ใต้ดินและตรวจสอบไม่ได้

 

ภาพ ฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติและหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ 6

 

ภาษา การศึกษา และเศรษฐกิจ คือส่วนหนึ่งของกระบวนการสันติสุข

 

ธนกร: นอกจากโครงสร้างการเมือง ยังมีปัญหาใดที่โต๊ะพูดคุยไม่ควรมองข้าม

 

ฐนัตถ์: การศึกษากับภาษาสำคัญมาก เด็กจำนวนหนึ่งใช้ภาษามลายูถิ่นที่บ้าน เรียนภาษาอาหรับเพื่อศึกษาศาสนา จากนั้นต้องเรียนภาษาไทย และยังมีภาษาอังกฤษอีกชั้น หากระบบการศึกษาไม่เข้าใจภาระและศักยภาพด้านภาษาของเด็ก เด็กบางคนอาจหลุดจากระบบก่อนเวลา

 

เราควรมองความสามารถหลายภาษาเป็นทุน ไม่ใช่ปัญหา ภาษามลายูเชื่อมโยงผู้คนกับเศรษฐกิจในมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน สิงคโปร์ และภูมิภาคอื่น หากออกแบบการศึกษาให้เด็กมีพื้นฐานภาษาแม่ที่แข็งแรง ควบคู่กับภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เขาจะมีโอกาสทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยไม่ต้องละทิ้งอัตลักษณ์ของตน

 

เช่นเดียวกับการจัดการทรัพยากร โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต้องรับฟังคนในพื้นที่อย่างจริงจัง ไม่ใช่ตัดสินจากส่วนกลางว่าชุมชน ‘ต้องการ’ อะไร เพราะความรู้สึกว่าไม่มีอำนาจกำหนดอนาคตของตนเองคือหนึ่งในเงื่อนไขที่ทำให้ความไม่ไว้วางใจดำรงอยู่

 

เป้าหมายหนึ่งปี: ค้นหา ‘ความต้องการที่แท้จริง’ แล้วส่งต่อให้ระบบการเมือง

 

ธนกร: คุณวางกรอบเวลาการทำงานไว้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อใกล้เกษียณจากราชการ

 

ฐนัตถ์: ตำแหน่งหัวหน้าการพูดคุยเป็นหน้าที่เฉพาะตัว แต่กระบวนการต้องไม่ผูกกับตัวบุคคล ผมวางเป้าหมายว่าช่วงประมาณหนึ่งปีแรกควรใช้เพื่อค้นหาโจทย์และทางออกที่ทุกฝ่ายสามารถนำไปทำต่อได้ หลังจากนั้นการดำเนินการและติดตามผลต้องส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น กระทรวงยุติธรรม ฝ่ายปกครอง กองทัพ หน่วยงานพัฒนา รัฐบาล และรัฐสภา

 

หลักคิดที่ผมใช้คือแยก Position, Interest และ Need ออกจากกัน

 

Position คือจุดยืนที่แต่ละฝ่ายประกาศ

 

Interest คือผลประโยชน์หรือความกังวลที่อยู่เบื้องหลังจุดยืนนั้น

 

Need คือความต้องการพื้นฐานที่หากไม่ถูกตอบ ปัญหาจะย้อนกลับมาอีก

 

ถ้าเราพบเพียงจุดยืน เราก็จะต่อรองกันไปไม่จบ แต่ถ้าพบความต้องการพื้นฐาน ทั้งของประชาชน ฝ่ายรัฐ เจ้าหน้าที่ และผู้เห็นต่าง เราจะออกแบบทางออกที่ตรงจุดขึ้น

 

สุดท้ายผมไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจแทนรัฐบาลหรือรัฐสภา หน้าที่ของผมคือรวบรวมให้ได้ว่า ความต้องการที่แท้จริงคืออะไร มีทางเลือกใดบ้าง และแต่ละทางเลือกต้องแก้กฎหมายหรือปรับนโยบายอย่างไร จากนั้นสังคมและสถาบันการเมืองต้องร่วมกันตัดสินใจ

 

ธนกร: หากต้องสรุปให้เหลือประโยคเดียว อะไรคือเงื่อนไขที่ทำให้สันติสุขเกิดขึ้นได้จริง

 

ฐนัตถ์: ต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่า เขาจะปลอดภัย ได้รับความยุติธรรม มีศักดิ์ศรี และมีส่วนกำหนดอนาคตของบ้านตนเอง หากรัฐและผู้เห็นต่างยอมเริ่มจากตรงนี้ การพูดคุยก็จะไม่ใช่เพียงการต่อรองของคนสองกลุ่ม แต่เป็นกระบวนการที่ประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกัน

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising