วันนี้ (11 สิงหาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวเลขาธิการ สมช. ว่า เป็นเรื่องของรัฐบาล ซึ่งได้ยินข่าวนี้มาเหมือนกัน แต่ยังไม่มีสัญญาณมา ตอนนี้ยังทำงานปกติ เต็มที่เหมือนเดิม ยังไปพบกับนายกรัฐมนตรีเป็นระยะ ตามภารกิจหน้าที่
ส่วนหากในอนาคตมีการปรับเปลี่ยน พร้อมทำงานหรือไม่ ฉัตรชัยกล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณ ยังไม่ตอบเรื่องนี้ดีกว่า ถือว่ายังทำงานปกติดีกว่า ยังเดินหน้าตามปกติ
ฉัตรชัยย้ำว่า ข่าวนี้ไม่น่าจะบั่นทอนการทำงาน เพราะส่วนตัวอยู่ที่ สมช. ย่างเข้าสู่ปีที่ 35 อยู่ที่นี่มาอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นปกติถ้าได้เกษียณในตำแหน่ง สมช. เนื่องจากเราก็ผูกพันกับหน่วยงานมายาวนาน ไม่เคยย้ายไปไหนเลย ยอมรับว่า หากเลือกได้ก็อยากเกษียณในตำแหน่งนี้ เป็นธรรมดาของข้าราชการ ซึ่งได้เข้ามาตั้งแต่ปี 2535 และจะเกษียณในปี 2570 ก็ครบ 35 ปี พร้อมย้ำว่า ยังไม่มีสัญญาณอะไร ยังทำงานปกติ ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
ฉัตรชัยยังเปิดเผยถึงสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามในแต่ละเหตุการณ์ ขณะที่การประชุมคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลช่วงบ่ายวันนี้ จะหารือเรื่องการขับเคลื่อนงานให้มีเอกภาพ และการควบคุมพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ ในวันที่ 17-18 สิงหาคมนี้ ตนมีกำหนดการเดินทางไปประเทศมาเลเซีย เพื่อขอความร่วมมือติดตามบุคคลและการประสานงานในช่องทางต่างๆ
ฉัตรชัยยอมรับว่า ปัญหาบุคคลสองสัญชาติเรื้อรังมานาน ที่ผ่านมามีความพยายามตรวจสอบและจัดทำฐานข้อมูลส่วนบุคคล แต่มีอุปสรรคจากการเปลี่ยนชื่อและการตรวจสอบอัตลักษณ์เมื่อเดินทางเข้าออก ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยความร่วมมือจากมาเลเซีย
“ปกติแล้วตามกฎหมายควรถือสัญชาติเดียว ซึ่งก็จะเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามนั้น” ฉัตรชัยระบุ พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการทำฐานข้อมูลร่วมกับมาเลเซียเพื่อให้ชัดเจนว่าใครเป็นใคร
เมื่อถามว่าบุคคลสองสัญชาติเชื่อมโยงกับการก่อเหตุในพื้นที่หรือไม่ ฉัตรชัยยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ เนื่องจากมีการเปลี่ยนชื่อและขาดข้อมูลอัตลักษณ์ ทำให้ยากต่อการพิสูจน์ทราบตัวบุคคลเวลาเข้าออกประเทศ
ส่วนกรณีการถอนสัญชาติหากพิสูจน์ตัวตนได้แล้ว ฉัตรชัยชี้แจงว่า หากเป็นคนที่เกิดในประเทศไทยและมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด ไม่สามารถถอนสัญชาติได้ แต่ทั้งนี้ต้องไปดูข้อกฎหมายอีกครั้ง ยกเว้นกรณีที่เป็นการแปลงสัญชาติมาจึงจะสามารถดำเนินการได้


