×

‘เอกนิติ’ เผยยอด BOI ช่วงไตรมาส 2 รวมกว่า 2.55 แสนล้านบาท โต 31% จากปีก่อน

14.08.2026
  • LOADING...
ภาพเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พร้อมข้อความสรุปยอด BOI ไตรมาส 2 เติบโต 31% รวม 2.55 แสนล้านบาท

เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ตัวเลขการลงทุนจริงผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในไตรมาส 2/2569 ที่มีเงินลงทุนจริงรวมกว่า 2.55 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และครึ่งแรกของปี 2569 มีเงินลงทุนจริง รวมกว่า 5.3 แสนล้านบาทนั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2569 ยังสามารถเติบโตได้ จากเดิมที่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอาจจะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม และสถานการณ์ล่าสุดยังยืดเยื้อ

 

นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเร่งผลักดันการลงทุนเพื่อให้เป็นตัวนำเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ เพราะมองว่าการลงทุนจะมีส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และส่งผลต่อการเติบโตในระยะยาว ทั้งการเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

 

ส่วนแนวโน้มการลงทุนในไตรมาส 3/2569 นั้น เชื่อว่าโครงการ Thailand FastPass จะยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะโครงการมีเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดว่าเอกชนที่ได้รับบัตร FastPass จะต้องลงทุนให้ได้ 20% ในปีแรก ด้วยปัจจัยดังกล่าวทำให้เชื่อมั่นว่าในปี 2569 รัฐบาลจะสามารถผลักดันการลงทุนภาคเอกชนให้เติบโตได้เป็นตัวเลข 2 หลัก

 

“การลงทุนขณะนี้เติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว โดยการเติบโตดังกล่าวต่อเนื่องมาจากไตรมาส 4/2568 ที่การลงทุนภาคเอกชนโต 9% สูงสุดในรอบ 44 ไตรมาส ส่วนการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 1/2569 ขยายตัว 10% กว่า ขณะที่ภาพรวมการลงทุนในไตรมาส 2 ของปีนี้ ยังต้องรอตัวเลขที่ชัดเจนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์อีกครั้ง แต่เราเชื่อว่าวันนี้การลงทุนจะมีส่วนสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจในระยะสั้นได้” เอกนิติ ระบุ

 

สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การลงทุนจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญที่ช่วยเพิ่มการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ไทยได้ใน 2 ระดับ คือ ในระดับระยะสั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือการเพิ่มระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ซึ่งจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่วางไว้ว่าในระยะยาวตัวเลขจีดีพีของไทยจะต้องกลับไปเติบโตที่ระดับ 3% พลัส ซึ่งการเติบโตของเศรษฐกิจหลังจากนี้จะมาควบคู่กับการลงทุน และเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องการ นั่นคือการเติบโตในระยะยาวมากกว่าการกระตุ้นเพียงระยะสั้นเท่านั้น

 

“เศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่ประเมินไว้คือต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับวิกฤตจากสถานการณ์สงคราม ซึ่งทำให้เกิดวิกฤตน้ำมันและพลังงาน ตรงนี้เข้ามากระทบกับเศรษฐกิจทุกประเทศ ดังนั้น จึงไม่แปลกใจนักถ้าเรื่องท่องเที่ยวและการบริโภคจะแย่ลง ซึ่งสะท้อนจากเครื่องชี้ดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลการค้าในไตรมาส 2/2569 ที่ติดลบเป็นประวัติการณ์ เพราะส่วนใหญ่มาจากการขาดดุลพลังงาน ดังนั้นจึงต้องกลับมาที่ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลวางไว้ว่าจะต้องเน้นการลงทุนให้มากที่สุดเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และสร้างสมดุลการเติบโตจากปัจจัยกดดันดังกล่าว” สันติธารกล่าว

 

สำหรับประเด็นเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะปัจจุบันปัญหาสงครามในตะวันออกกลางยังไม่จบ และสถานการณ์ยืดเยื้อกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก ดังนั้นราคาพลังงานจึงปรับตัวผันผวนอยู่ตลอดเวลา จึงมองว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเป็นการลดจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยจากปัจจัยลบดังกล่าวได้ และต้องรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด

 

ภาพ: Tavarius / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories