กระทรวงมหาดไทยยังเดินหน้าจัดระเบียบจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปราบปรามผู้มีอิทธิพล ธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้คนไทยเป็นนอมินีแทนชาวต่างชาติ รวมถึงเร่งแก้ปัญหาใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตที่ค้างสะสมมานานกว่า 6-7 ปี
ในวันนี้ (7 สิงหาคม) วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา พร้อมยืนยันนโยบายรัฐบาลว่า ‘ไม่มีใครใหญ่กว่ากฎหมาย’ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด
วรศิษฎ์เปิดเผยว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญคือการเร่งจัดการคำขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตที่ค้างพิจารณาอยู่ประมาณ 400-500 คำขอ จากเดิมที่สะสมมานานกว่า 7 ปี ปัจจุบันเหลือเพียง 117 คำขอ และตั้งเป้าว่าภายในเดือนกันยายน 2569 จะดำเนินการให้แล้วเสร็จทั้งหมด เพื่อให้ระบบกลับมาเป็นปัจจุบัน ลดอุปสรรคของผู้ประกอบการ และเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีเข้าสู่รัฐ
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยระบุว่า การเร่งออกใบอนุญาตครั้งนี้ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญ เนื่องจากที่ผ่านมาในรอบ 1 ปี อาจสามารถออกใบอนุญาตได้เพียงประมาณ 30 ใบ แต่ภายในระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถดำเนินการได้เกือบ 300 คำขอ เหลือเพียงกว่า 100 คำขอ
พร้อมย้ำว่า หากผู้ประกอบการรายใดยังติดขัดข้อกฎหมายหรือระเบียบ กระทรวงมหาดไทยจะรวบรวมปัญหาเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง และขั้นตอนการอนุญาต เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงใบอนุญาตได้ง่ายขึ้น โดยต้องปราศจากการเรียกรับผลประโยชน์
นอกจากการจัดระบบใบอนุญาตธุรกิจโรงแรมแล้ว กระทรวงมหาดไทยยังเดินหน้ากวาดล้างเครือข่ายนอมินีต่างชาติในจังหวัดภูเก็ต โดยปฏิบัติการเฟส 4 ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคมที่ผ่านมา พบผู้กระทำผิดรวม 16 ราย แบ่งเป็นคนไทย 10 ราย และชาวต่างชาติ 6 ราย ได้แก่ ชาวแคนาดา 2 ราย ชาวรัสเซีย 3 ราย และชาวคาซัคสถาน 1 ราย
ได้ประกอบธุรกิจที่กฎหมายสงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น อาทิ รถเช่า รถจักรยานยนต์เช่า คาร์แคร์ โรงเรียนนานาชาติ ร้านอาหาร บริษัทพัฒนาแอปพลิเคชันด้านไอที ร้านจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และร้านขายยาแพทย์แผนไทยประยุกต์ โดยเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว
ส่วนการตรวจสอบการถือครองที่ดินผ่านบริษัทนอมินี พบว่ามีบริษัทเข้าข่ายต้องดำเนินการทั้งหมด 361 บริษัท ปัจจุบันแจ้งความแล้ว 149 คดี ส่งฟ้องศาล 4 คดี และศาลมีคำสั่งปรับแล้ว 4 คดี โดยกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนต่างชาติ และรักษาความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย
ขณะเดียวกัน ยังมีการจัดระเบียบธุรกิจเจ็ตสกีในพื้นที่เกาะสิเหร่ หลังได้รับร้องเรียนว่ามีการลักลอบให้บริการในพื้นที่ไม่ได้รับอนุญาต กระทบต่อชาวประมง ทรัพยากรทางทะเล และนักท่องเที่ยว จากการตรวจสอบพบผู้กระทำผิด 1 ราย ถูกปรับ 10,000 บาทตามกฎหมาย แม้ผู้ประกอบการขอต่อรองลดเหลือ 5,000 บาท แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันไม่มีการผ่อนปรน นอกจากนี้ยังพบเจ็ตสกีไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีก 5-6 ลำ และดำเนินการตามกฎหมายแล้ว
ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ภูเก็ตมีเจ็ตสกีให้บริการประมาณ 700 ลำ แบ่งเป็นลำที่ได้รับอนุญาตถูกต้องประมาณ 300 ลำ และลักลอบประกอบกิจการประมาณ 400 ลำ กระทรวงมหาดไทยจึงเปิดให้ผู้ประกอบการนำเจ็ตสกีเข้าสู่ระบบทะเบียน พร้อมศึกษาการติดตั้งระบบติดตาม เพื่อควบคุมพื้นที่ให้บริการและลดผลกระทบต่อความปลอดภัยทางทะเล
วรศิษฎ์ย้ำว่า รัฐบาลพร้อมเปิดรับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง แต่จะไม่ยอมให้มีการใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย หรือสร้างผลกระทบต่อประชาชน พร้อมระบุว่า การแก้ปัญหาที่ภูเก็ตครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเฉพาะจังหวัดเดียว แต่ต้องการวางเป็นต้นแบบการจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวและระบบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมให้กับจังหวัดอื่นทั่วประเทศ โดยยึดหลักความปลอดภัย ความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม


