วันนี้ (22 กันยายน) คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยความคืบหน้าการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี สมชาติ เตชถาวรเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งปรากฏพยานหลักฐานในชั้นสืบสวนว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเป็นนอมินี หรือตัวแทนอำพรางให้แก่ชาวต่างชาติในการถือครองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต
ล่าสุด สมชาติได้ประสานขอเข้าให้ข้อมูลชี้แจงในฐานะพยานต่อคณะพนักงานสืบสวน ในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 หลังจากมีการขอเลื่อนหมายเรียกมาแล้วถึง 3 ครั้ง
รายงานข่าวระบุถึงพฤติการณ์ที่เป็นข้อสงสัยว่า สมชาติมีชื่อเข้าไปถือหุ้นและเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในนิติบุคคลกว่า 30 บริษัท โดยพบว่าบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบธุรกิจจริง แต่ทำหน้าที่ถือครองที่ดินหรืออาคารชุดร่วมกับชาวต่างชาติรวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบว่าสมชาติมีการถือหุ้นในสัดส่วนสูงถึง 99.99% ในบริษัทที่ไม่มีการประกอบธุรกิจจริงเหล่านั้น นำไปสู่ข้อสงสัยเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินทุน เส้นทางการเงิน และการทำสัญญาเช่าที่ผิดปกติ ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน
สำหรับการเข้าให้ปากคำในวันที่ 28 กันยายนนี้ คณะพนักงานสืบสวนได้เตรียมประเด็นซักถามไว้อย่างรัดกุม โดยมุ่งเน้นไปที่ลักษณะและวัตถุประสงค์ของการประกอบธุรกิจ หน้าที่การบริหารงานภายในบริษัท การเปิดสำนักงานกฎหมาย (ซึ่งใช้เป็นที่ทำการพรรค) รวมถึงแหล่งที่มาของเงินทุน
สมชาติจะต้องนำเอกสารที่เกี่ยวข้องมาประกอบการชี้แจง เช่น เอกสารจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท โครงสร้างผู้บริหาร และรายการเดินบัญชี เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่าเส้นทางการเงินที่ใช้หมุนเวียนและครอบครองอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับชาวต่างชาตินั้น มีที่มาที่ไปอย่างถูกต้อง และไม่ได้เป็นการทำธุรกิจในรูปแบบนอมินี
ก่อนหน้านี้ DSI ได้ออกหมายเรียกสมชาติในฐานะพยานมาแล้ว 3 ครั้ง
- ครั้งที่ 1 (31 ส.ค. 69): สมชาติระบุว่าไม่ได้รับเอกสารหมายเรียกที่บ้านพัก
- ครั้งที่ 2 (7 ก.ย. 69): ขอเลื่อนโดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 และติดภารกิจลงพื้นที่ โดยขอขยายเวลาไปถึงสิ้นเดือนกันยายน
- ครั้งที่ 3 (14 ก.ย. 69): ขอเลื่อนอีกครั้งโดยให้เหตุผลว่าติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด
ทั้งนี้ กองคดีความมั่นคง DSI ย้ำว่า กระบวนการในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนรวบรวมข้อเท็จจริงจากพยานบุคคลและพยานเอกสาร เพื่อตรวจสอบว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ยังไม่ได้เป็นการมุ่งเน้นดำเนินคดีหรือสรุปว่าบุคคลใดเป็นผู้กระทำความผิด โดยทางเจ้าหน้าที่จะนำคำชี้แจงของสมชาติไปประกอบกับคำให้การของพยานบุคคลอื่นที่ได้สอบสวนไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อพิจารณาเสนออธิบดี DSI รับเป็นคดีพิเศษต่อไป


