วันนี้ (6 สิงหาคม) พ.อ. พงศกร แสงกุล รองผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผบ.กกล.ทพ.จชต.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ในพื้นที่ว่า เจ้าหน้าที่พยายามควบคุมสถานการณ์อย่างเต็มที่ แต่ยอมรับว่าความไม่สงบเกิดจากขบวนการ BRN ซึ่งเป็นองค์กรลับใต้ดินที่มีลักษณะคล้ายผู้ก่อการร้ายต่างประเทศ แต่ไทยยังเรียกว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง เพราะเป้าหมายของกลุ่มดังกล่าวกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันยังต้องใช้งบประมาณจากคนอีก 74 จังหวัดมาช่วยพัฒนา
พ.อ. พงศกร ระบุอีกว่า สถานการณ์ขณะนี้ไม่ต่างจาก 2 ปีที่แล้ว แม้หน่วยงานจะใช้วิเคราะห์งานข่าวตามหลัก IPB และหาข่าวทั้งระบบปิด-เปิด โดยมีจุดแข็งที่เป็นทหารประจำถิ่น แต่การทำงานค่อนข้างยากเพราะ BRN เป็นองค์กรลับ ข้อมูลจากสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติพบว่า มีแนวร่วมที่พิสูจน์นิติวิทยาศาสตร์และ DNA ได้ประมาณ 1,800 คน ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีทั้งในประเทศและนอกประเทศ แต่เชื่อว่ามีจริงมากกว่านั้น
ทั้งนี้ ยอมรับว่าคุณภาพการศึกษาที่ยังต่ำ และมีโรงเรียนบางแห่งบิดเบือนศาสนาเพื่อบ่มเพาะเด็ก การแก้ไขเรื่องนี้เป็นเรื่องภายในประเทศที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ไม่ใช่การกำจัดอริราชศัตรูเหมือนกรณีประเทศกัมพูชา พร้อมยอมรับว่ากำลังพลทำงานบนความเสี่ยง แต่มีมาตรการป้องกันและฝึกฝนอย่างเข้มแข็ง
ขณะที่ แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่ระบุว่า ยุทธวิธีของ BRN ในรอบ 20 ปีไม่ต่างจากเดิม แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเน้นดิสเครดิตกองกำลังรัฐ มีการใช้สื่อโซเชียลมีเดียทำ IO ชี้นำสังคม และการใช้คำว่า ผู้เห็นต่าง ถือเป็นประโยชน์ต่อ BRN ในการสร้างความรู้สึกร่วมเพื่อเป้าหมายแบ่งแยกดินแดน ด้านโครงสร้างแกนนำเริ่มส่งผ่านจากรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่ เปลี่ยนจากการใช้ศาสนาเป็นหลักมาเป็นการดึงฮอร์โมนและธรรมชาติของวัยรุ่นมาเร่งการต่อสู้ แต่กลุ่มนี้มักเข้ามาไม่นานก็เลิก เว้นแต่คนที่มีหมายจับจนต้องเข้าขบวนการถาวร
สำหรับการก่อเหตุที่ด่านตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส กลุ่มผู้ก่อเหตุจะแบ่งเป็น ทหารหลักบนภูเขา และทหารบ้านที่คอยวางแผนและดูต้นทาง จัดตั้งไว้หมู่บ้านละ 2 คน ส่วนท่อน้ำเลี้ยงพบว่ามาจากการเรี่ยไรและบริจาคของสมาชิกประมาณปีละ 2,000 บาทต่อคน คาดว่ามีเงินบริจาคสูงถึงปีละ 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ BRN พยายามแสดงศักยภาพก่อเหตุกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทหารพรานและ อส.ทพ. ในพื้นที่ยังคงต้องระมัดระวังและปฏิบัติหน้าที่เต็มกำลัง แม้ปัจจุบันจะยังบรรจุกำลังพลไม่ครบ 80% ก็ตาม


