THE STANDARD สรุปผ่าแผนปฏิรูปราชการไทยยุคใหม่: ‘รัฐจิ๋วแต่แจ๋ว’ ในแบบฉบับที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ผู้รับผิดชอบการปรับโครงสร้างข้าราชการไทยตามที่เคยได้นำเสนอในการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา โดยนำเสนอยุทธศาสตร์ 4 ข้อ เพื่อขับเคลื่อนระบบราชการให้มีประสิทธิภาพ ทันสมัย โปร่งใส เพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่และลดภาระทางการคลังของประเทศในระยะยาว
ข้อแรกคือการ ‘รีดไขมันส่วนเกิน’ รัฐบาลตั้งเป้าลดจำนวนข้าราชการจาก 3 ล้านคน ให้เหลือประมาณ 2 ล้านคน โดยใช้มาตรการ ‘ตรึงกำลังคน’ ไม่รับบุคลากรเพิ่ม และยุบตำแหน่งที่ว่างลงหลังเกษียณอายุ พร้อมกับปัดตกร่างแนวคิดขยายอายุเกษียณเกิน 60 ปี เพราะมองว่าเป็นการยืดปัญหาและปิดกั้นโอกาสของคนรุ่นใหม่ แต่จะกระตุ้นด้วยระบบ ‘เออร์ลี่รีไทร์’ (Early Retirement) จ่ายเงินก้อนจูงใจ 8-12 เท่าของเงินเดือน สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 หรือ 50 ปีขึ้นไป เพื่อนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปปรับเพิ่มฐานเงินเดือนและสวัสดิการให้ข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบ
ภารกิจต่อมาคือ ‘ยุบและรื้อทิ้งสิ่งที่ซ้ำซ้อน’ เตรียมกวาดล้างหน่วยงานที่หมดความจำเป็น โดยจะประเดิมยุบสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) ตามด้วย ป.ย.ป. และองค์การมหาชนที่ไม่ผ่านการประเมิน รวมถึงการเดินหน้ายุบ ‘สำนักงานสาขาในภูมิภาค’ ของส่วนกลางที่ทำงานทับซ้อนกับผู้ว่าราชการจังหวัด
นอกจากนี้ ปกรณ์ยังเตรียมรื้อโครงสร้างค่าตอบแทนผู้บริหารท้องถิ่นเพื่ออุดช่องโหว่ความเหลื่อมล้ำระดับประเทศ โดยเปิดเผยว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ปลัดเทศบาลมีเงินเดือนและค่าตอบแทนเยอะกว่าปลัดกระทรวง ซึ่งดูแลคนทั้งประเทศและรับผิดชอบภารกิจมหาศาล
รัฐบาลจึงเตรียมให้กรมบัญชีกลางเข้ามาคุมมาตรฐานบัญชีให้มีความโปร่งใส พร้อมดัน ‘นโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน’ เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนนำเงินมาบริจาคช่วยท้องถิ่นขนาดเล็ก แลกกับการลดหย่อนภาษี
ปรับสวัสดิการของข้าราชการอย่างค่ารักษาพยาบาล ก็เล็งเปลี่ยนไปใช้รูปแบบ ‘ระบบประกันสุขภาพ’ แทน เพื่อให้รัฐสามารถคุมเพดานงบประมาณรายจ่ายในแต่ละปีได้อย่างชัดเจน
จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายคือ Better Regulation for Better Life หรือการมีกฎหมายที่สมเหตุสมผลและมีเท่าที่จำเป็น รัฐบาลจะนำ AI และระบบออนไลน์มาทำงานธุรการแทนคนเพื่อความรวดเร็ว พร้อมมุ่งแก้ไขกฎกระทรวงที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจมากเกินความจำเป็น ซึ่งเป็นต้นตอหลักของการเรียกรับสินบน
ภาพ: ณัฏฐ์กานต์ ดวงมาตย์พล



