×

‘จากผู้ใช้ สู่ผู้สร้าง’ โจทย์ใหญ่ท่ามกลางคลื่น AI จีน ไทยพร้อมแค่ไหน?

05.08.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงอนุทิน ชาญวีรกูล คู่กับหุ่นยนต์และชิป AI ท่ามกลางฉากหลังเทคโนโลยีจีน

ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่ดุเดือดระดับโลก ‘กระแสคลื่น AI จีน’ กำลังก่อตัวและถาโถมเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ความก้าวหน้าทางวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค ‘การทูต AI’ (AI Diplomacy) อย่างเต็มรูปแบบ

 

 
 

ปัจจุบันจีนกำลังยกระดับตัวเองจากผู้ผลิตเทคโนโลยี (AI Producer) ขึ้นเป็น ‘ผู้กำหนดกติกา’ (Rule Shaper) ด้านปัญญาประดิษฐ์ของโลก ผ่านการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘AI Vision 2030’ และการก่อตั้งองค์การด้าน AI ระดับโลกที่เป็นรูปธรรมอย่าง ‘องค์การความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์โลก’ (World Artificial Intelligence Cooperation Organization: WAICO)

 

ปรากฏการณ์นี้จึงเป็นทั้ง ‘โอกาสครั้งสำคัญ’ และ ‘โจทย์ท้าทาย’ ที่ยากจะหลีกเลี่ยงสำหรับประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ว่าจะเลือกขยับตัวอย่างไรเพื่อป้องกันการเป็นเพียงแค่ ‘ทางผ่าน’ และยกระดับประเทศขึ้นในระบบนิเวศเทคโนโลยีใหม่ที่จีนกำลังพยายามก้าวเข้ามาเป็นผู้ร่วมกำหนดกติกานี้

 

สีจิ้นผิงกับ ‘การทูต AI’

 

สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน นำ ‘การทูต AI’ มาใช้สร้างพันธมิตรในประชาคมโลก เพื่อปูทางไปสู่เป้าหมายหลัก นั่นคือ การก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านธรรมาภิบาล AI (AI Governance) ซึ่งจะทำให้จีนมีอำนาจในการจัดระเบียบและตั้งกฎกติกาการใช้งานเทคโนโลยีแห่งอนาคต ซึ่งมีแนวทางสำคัญ คือ การผลักดัน AI ให้เป็น ‘สินค้าสาธารณะ’ และต่อต้านการผูกขาด รวมถึงการใช้ AI เป็นข้อเสนอทางการทูตใหม่ เพื่อดึงดูดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) ให้เข้ามาอยู่ในวงโคจรทางเศรษฐกิจของจีน

 

ผศ.ดร.ชาดา เตรียมวิทยา อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD ว่า การทูตของจีนในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านจากการเน้นโครงสร้างพื้นฐานหรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น รถไฟ ถนน ท่าเรือ ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ไปสู่การเชื่อมโยงด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล มาตรฐานทางเทคโนโลยี และมาสู่การทูต AI ในท้ายที่สุด

 

จีนได้ปรับแนวคิดจาก ‘Made in China’ หรือ ‘Made by China’ มาเป็น ‘Build with China’ ซึ่งหมายถึงการที่จีนไม่ได้แค่นำ AI ของตนมาขาย แต่เข้าไปช่วยประเทศอื่นสร้าง AI หรือ AI Agent ของตนเองขึ้นมา

 

อาจารย์ชาดายังมองอีกว่า AI กำลังกลายเป็น ‘Soft Power’ รูปแบบใหม่ของจีน เพราะเป็นเทคโนโลยีและเครื่องมือที่คนทั่วโลก รวมถึงนักศึกษาในทวีปต่างๆ ต้องใช้งานทุกวัน โดยมีวิศวกรหรือคนเขียนโค้ดชาวจีนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ AI ระดับโลกหลายตัว

 

ขณะที่ มาร์โก เฉิน (Marco Chen) ที่ปรึกษาบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ให้บริการด้านธุรกิจ กฎหมาย และดิจิทัลชั้นนำระดับโลกอย่าง Corporation Service Company (CSC) แสดงความเห็นผ่าน THE STANDARD ว่า อาจจะต้องระวังเล็กน้อยกับการเรียก AI ทั้งหมดว่าเป็น ‘Soft Power’ เพราะตัวเทคโนโลยีเองไม่จำเป็นต้องเป็น Soft Power แต่เมื่อ AI ทำให้คนต่างชาติรู้สึกว่าเทคโนโลยีจีน ‘ใช้งานได้จริง ราคาเข้าถึงได้ และช่วยแก้ปัญหาได้’ ตรงนี้จะเริ่มกลายเป็น ‘อำนาจดึงดูด’ (Attraction) ซึ่งเข้าใกล้แนวคิด Soft Power มากขึ้น เมื่อต่างชาติเข้ามาใช้งานอย่างแพร่หลาย จะนำไปสู่การผูกพันในระบบนิเวศ (Ecosystem) ทางเทคโนโลยีของจีน ที่มีความลึกซึ้งมากกว่าแค่การซื้อขายสินค้า

 

มาร์โก เฉินยังระบุว่า นอกเหนือจากการแข่งขันระหว่าง DeepSeek Vs ChatGPT ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพแทนของการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาแล้ว ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ บริษัทด้านเทคโนโลยี AI ของจีน ไม่ว่าจะเป็น Alibaba, ByteDance, Tencent, Baidu, DeepSeek และ AI สตาร์ทอัพอื่นๆ ก็กำลังแข่งขันกันเองภายในจีนด้วย โดยเขามองว่า การแข่งขันภายในจีนนี่เองที่เป็นหนึ่งใน ‘เครื่องเร่งนวัตกรรมของจีน’ ในปัจจุบัน

 

WAICO: องค์การ AI โลก ภายใต้การนำของจีน

 

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับรายงานสรุปผลการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม 2026

 

โดยระบุว่า ในการเยือนครั้งนี้ผู้นำรัฐบาลของไทย ได้เข้าร่วมการประชุมปัญญาประดิษฐ์โลก (WAIC 2026) ที่เซี่ยงไฮ้ ซึ่งสีจิ้นผิงได้ประกาศจัดตั้งองค์การ AI โลกอย่าง WAICO ขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จีนจะให้โควตาฝึกอบรมด้าน AI จำนวน 5,000 คนแก่ประเทศกำลังพัฒนา และเตรียมจัดตั้งศูนย์ประยุกต์ใช้ AI ระหว่างประเทศสำหรับอาเซียน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยอย่างมาก

 

อนุทินยังได้แสดงความยินดีและสนับสนุนข้อริเริ่มของจีนในการจัดตั้งองค์การ WAICO โดยพร้อมร่วมมือกับจีนในการสร้างระบบ ‘ธรรมาภิบาล AI ระดับโลก’ ที่เปิดกว้าง ยุติธรรม และสมเหตุสมผล ทั้งยังกล่าวว่า การพัฒนา AI ควรอยู่บนพื้นฐานของหลักการ 3 ประการ ได้แก่ การคุ้มครองประชาชน การปลดปล่อยศักยภาพ และการร่วมกันสร้างความเจริญรุ่งเรือง ซึ่ง ‘สอดคล้อง’ กับความคิดริเริ่มของสีจิ้นผิง ที่มุ่งเน้นให้การพัฒนา AI มีความปลอดภัย ควบคุมได้ ครอบคลุมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

 

โดยอนุทินและสีจิ้นผิง ‘เห็นพ้อง’ ที่จะยึดมั่นในความเปิดกว้าง และความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ร่วมกัน ลดช่องว่างทางดิจิทัลผ่านความร่วมมือพหุภาคี และสร้างระบบธรรมาภิบาล AI ระดับโลกที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผลร่วมกัน

 

WAICO มีสมาชิกก่อตั้ง 29 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศโลกใต้ โดย 5 จากทั้งหมด 11 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เมียนมา สปป.ลาว และกัมพูชา เข้าเป็นสมาชิกองค์การนี้แล้ว ขณะที่ปัจจุบันไทยยังไม่ได้เข้าร่วมองค์การ WAICO ภายใต้การนำของจีน

 

THE STANDARD พูดคุยกับ อาจารย์ ดร. ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศจีนและเจ้าของเพจ ‘อ้ายจง’ ถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระแสคลื่น AI จีน และองค์การ WAICO

 

อาจารย์ภากรมองว่า จีนแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่อง และได้วางยุทธศาสตร์ ‘AI Vision 2030’ มาตั้งแต่ปี 2017 โดยมีเป้าหมายค่อยๆ ลดช่องว่างและก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลกด้าน AI ภายในปี 2030 ซึ่งในทางปฏิบัติถือว่า ‘มีการแบ่งขั้วแล้ว’ ระหว่าง 2 ค่ายยักษ์ใหญ่นี้ แม้จีนจะบอกว่า เป็นการพัฒนาแบบพหุภาคี (Multilateral) ที่ร่วมมือกันได้หมด แต่ความจริงคือ จีนกำลังเดินรอยตามสหรัฐฯในอดีต โดยพยายามสร้างและ ‘จัดระเบียบโลกด้านธรรมาภิบาล AI’ (Global AI Governance) ของตนเอง เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นแกนกลางและคานอำนาจกับฝั่งตะวันตก

 

องค์การ WAICO เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรมของยุทธศาสตร์ ‘AI Vision 2030’ ของจีน ซึ่งจีนพยายามใช้ AI เป็นเครื่องมือทางการทูต โดยดึงกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศโลกใต้ เข้ามาร่วมก่อตั้งองค์การนี้ เพื่อแสดงศักยภาพให้เห็นว่า จีนคือผู้นำอย่างแท้จริงในกลุ่มประเทศเหล่านี้

 

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้งองค์การ WAICO นั้น อาจารย์ภากรระบุว่า การที่ไทยยังไม่เข้าร่วมในทันที อาจเป็นเพราะว่าไทยต้องการ ‘การคานอำนาจ’ (Balancing) ระหว่างมหาอำนาจ เนื่องจากในความเป็นจริง ไทยก็ยังต้องพึ่งพาและมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตกในมูลค่ามหาศาล

 

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ภากรคาดว่า ในอนาคตไทยมีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมองค์การนี้ เพราะไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย แม้ปัจจุบันไทยจะยังไม่ได้เป็นสมาชิกก่อตั้ง แต่ก็อาจสามารถอยู่ในสถานะ ‘ผู้สังเกตการณ์’ (Observer) หรือ ‘พันธมิตรหุ้นส่วน’ (Partner) ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติ จีนก็ไม่ได้รอให้ไทยต้องเข้าเป็นสมาชิกก่อน เพราะปัจจุบันทุนจีนได้เข้ามาเตรียมลงทุนสร้าง AI Data Center ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เช่น ชลบุรี และระยอง

 

โอกาส และความท้าทายของไทย ท่ามกลางคลื่น AI จีน

 

อาจารย์ชาดามองว่า การเข้ามาของกระแสคลื่น AI จีน ทำให้ไทยมีทางเลือกในการเป็น ‘ผู้บริโภค’ ที่หลากหลายมากขึ้น และเป็นโอกาสที่ไทยจะดึงบริษัทจีนเข้ามาร่วมพัฒนา AI หรือทำวิจัยเพื่อฝึกฝนบุคลากรของเราให้มีความรู้ความสามารถทางด้าน AI เพิ่มมากยิ่งขึ้น

 

ขณะที่ มาร์โก เฉิน มองเห็นโอกาสจากสงครามราคา AI โดย ประเมินว่าการแข่งขัน AI ในปัจจุบันไม่ใช่แค่แข่งว่า “ใครมีโมเดลที่ฉลาดที่สุด” แต่เป็นการแข่งขันด้าน ความฉลาด (Intelligence) × ความเร็ว (Speed) × ต้นทุน (Cost) พร้อมกัน โดยทิศทางของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งกันสร้างโมเดล ไปสู่สงครามราคา และการนำ AI ไปติดตั้งใช้งานจริงในวงกว้าง นำไปสู่การเปลี่ยนคำถามครั้งสำคัญในโลกธุรกิจ

 

การปรากฏตัวของโมเดล AI จีนอย่าง DeepSeek, Qwen และ Kimi ได้สร้างมาตรฐานใหม่ที่ว่า AI ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเสมอไป หากโมเดลสามารถทำงานได้เก่งระดับ 90-95% ของโมเดลแนวหน้า แต่มีต้นทุนที่ถูกกว่าหลายเท่า ย่อมเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่ามาก นี่จึงเป็นโอกาสทองที่องค์กรในไทยจะสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงได้ในราคาที่ต่ำลง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เร็วที่สุด เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่แข่งขันกันว่า “ใครสามารถเปลี่ยน AI ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมได้เร็วกว่ากัน”

 

เมื่อ AI ราคาถูกลง องค์กรจะไม่ถามว่า “ควรใช้ AI หรือไม่” แต่จะถามว่า “จะเอา AI ไปแทรกในกระบวนการทำงานตรงไหนได้บ้าง” มาร์โกมองว่า โอกาสของภาคธุรกิจและภาครัฐไทยคือ การนำ AI ราคาถูกเหล่านี้ไปใช้เพื่อจัดการงานที่เป็นลำดับขั้นตอนและมีปริมาณมหาศาล (Complete Multi-Step Workflows at Scale) เช่น ระบบบริการลูกค้า การวิเคราะห์เอกสาร การแปลภาษา งานบัญชี โลจิสติกส์ และการศึกษา แทนที่จะใช้เป็นแค่แชตบอตถาม-ตอบทั่วไป

 

ส่วนประเด็นเรื่องความท้าทายในมุมมองของอาจารย์ชาดานั้น ปัญหาหลักคือ คนไทยเป็นเพียง ‘ผู้ใช้’ (User) แต่ไม่เคยเป็น ‘ผู้สร้าง’ (Creator) เมื่อเทียบกับระบบการศึกษาในทั้งสองประเทศ จีนมุ่งเน้นพัฒนา Soft Skill ให้เด็กกล้าตั้งคำถามและถกเถียง ซึ่งจำเป็นมากสำหรับการป้อนคำสั่ง Prompt ให้ AI ในขณะที่เด็กไทยส่วนใหญ่ยังมีจุดอ่อนเรื่องการตั้งคำถาม และมักใช้ AI เป็นเพียงแชตบอตไว้คุยเล่นหรือดูดวง มากกว่าที่จะใช้เพื่อการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือเขียนโค้ด

 

ปัจจุบันประเทศจีนได้พัฒนาจากประเทศที่เคยรับเทคโนโลยีจากประเทศอื่นในยุคทศวรรษ 1980s มาสู่การเป็นผู้สร้าง และกำลังมุ่งสู่การเป็นผู้กำหนดกติกา AI ของโลก

 

มาร์โก เฉินยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศที่น่าลงทุน แต่ปัจจุบันกระแสการลงทุนด้านเทคโนโลยีจากต่างชาติกลับเทน้ำหนักไปที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและสิงคโปร์มากกว่า สาเหตุสำคัญมาจากประเทศเหล่านั้นมีความพร้อมด้านทรัพยากรบุคคลและระบบที่ตรงไปตรงมา ในขณะที่ไทยกำลังเผชิญปัญหาด้านภาพลักษณ์จากกระแส ‘ธุรกิจสีเทา’ ซึ่งทำให้กลุ่มนักลงทุนรู้สึกว่า สภาพแวดล้อมอาจมีความเสี่ยงในการลงทุน

 

ด้านอาจารย์ภากร ยังมองว่า หาก AI จีนเข้ามาทำตลาดด้วยราคาที่ถูกและเข้าถึงง่าย (Low Cost / Open Source) จะมีความเสี่ยงที่สตาร์ทอัพไทยอาจจะพึ่งพาจีนมากเกินไป คล้ายกับกรณีอุตสาหกรรม EV ที่จีนใช้กลยุทธ์ข้อได้เปรียบด้านราคา (Absolute Advantage) เข้ามาเจาะตลาดแข่งกับเจ้าอื่นๆ ในประเทศกำลังพัฒนา

 

ไทยควรรับมือกับ ‘คลื่น AI จีน’ อย่างไร

 

อาจารย์ภากรเสนอว่า ทางออกคือ ไทยไม่จำเป็นต้องต่อต้านคลื่น AI จีน แต่ต้อง ‘รักษาสมดุล’ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจากทั้งจีนและตะวันตก ควบคู่ไปกับการเร่งสร้างผู้ประกอบการและสร้างโมเดล AI ของตนเอง เพื่อไม่ให้ขาดดุลทางเทคโนโลยี เช่นเดียวกับอีกหลายประเทศในอาเซียนที่ก็กำลังดำเนินการในเรื่องนี้

 

อาจารย์ยังได้เผยถึงข้อมูลเชิงลึกจากการเข้าร่วมการประชุมเครือข่ายคลังสมองอาเซียน-จีน (Network of ASEAN-China Think Tanks: NACT) ที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับการประชุม World AI ที่เซี่ยงไฮ้ โดยเป็นการพูดคุยในมิติของการกำกับดูแลดิจิทัล (Digital Governance) และการกำกับดูแลธรรมาภิบาล AI (AI Governance)

 

อาจารย์พบว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่างอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เริ่มมีการวางนโยบายที่ชัดเจนและจริงจังแล้วว่าจะร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนอย่างไรในด้าน AI โดยเฉพาะอินโดนีเซีย มีการจัดทำแผนงานและแผนแม่บท (Master Plan) รองรับอย่างเป็นระบบว่า ตนเองจะนำระบบ AI เข้าไปเชื่อมโยงกับอาเซียนและจีนอย่างไร อีกทั้งยังใช้วิธีบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ โดยไม่ยอมปล่อยให้เรื่องของ AI เป็นหน้าที่หรือความรับผิดชอบของกระทรวงดิจิทัล (DE) หรือกระทรวง ICT เพียงอย่างเดียว ซึ่งเหมือนกับการทำงานแบบไซโล (Silo) อย่างในอดีตที่ต่างคนต่างทำ แยกกันทำงานอย่างชัดเจน

 

อาจารย์ภากรมองว่า ไทยยังคงขาดการวางนโยบายและแผนการเชื่อมโยงที่เป็นเอกภาพ รวมถึงยังขาดการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเหมือนอย่างที่อินโดนีเซียทำ ไทยจึงจำเป็นต้องหันมาให้ความสำคัญกับการทำงานแบบบูรณาการข้ามกระทรวง และต้องเร่งวางนโยบาย กฎระเบียบ เพื่อให้ไทยสามารถรับประโยชน์และถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) จากทุนจีนได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียง ‘ผู้ให้เช่าที่ดิน’ หรือเป็นแค่ ‘ทางผ่าน’ ของการลงทุนเท่านั้น แต่ต้องมีการตั้งเงื่อนไขที่ไทยจะได้ประโยชน์ เช่น การตั้งศูนย์วิจัยในไทย การจ้างนักวิจัยชาวไทย การร่วมพัฒนาโมเดล AI และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ไทยเป็นเจ้าของร่วมด้วย

 

อาจารย์ยังเสนอแนะว่า การตั้ง Data Center ใช้พลังงานสูงและมีผลต่อสิ่งแวดล้อม รัฐบาลควรจัดโซนนิ่ง (Zoning) ให้ชัดเจนว่า พื้นที่ใดเหมาะสมและปลอดภัย เช่นเดียวกับจีนที่นำ Data Center ไปตั้งในเขตภูเขาตะวันตก เพื่อใช้พลังงานสะอาด และเลี่ยงพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ ทั้งยังจะต้องพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงาน (Upskill / Reskill) รวมถึงพัฒนาบุคลากรเฉพาะกลุ่ม (Segment) อย่างชัดเจน ทั้งการต่อยอดให้กับผู้เชี่ยวชาญ AI เดิม และการสอนผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพอื่นให้นำ AI ไปประยุกต์ใช้ในสายงานของตน (Domain Expert) รวมถึงการที่ไทยต้องสร้าง AI ของตัวเอง เพื่อนำไปต่อยอด ‘จุดแข็ง’ เดิมของประเทศ เช่น ด้านการเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยว

 

‘สอดคล้อง’ กับความเห็นของอาจารย์ชาดาที่มองว่า ไทยต้องนำ AI มาเชื่อมโยงกับจุดแข็งของประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดและมีเทคโนโลยีที่เป็นของตัวเอง ควรเรียนรู้จากจีนที่นำ AI มาผูกกับชีวิตประจำวันของคนได้อย่างไร้รอยต่อ โดยไทยต้องกลับมาทบทวนความพร้อมของตัวเองก่อนว่า ระบบคอมพิวเตอร์ เครือข่าย และบุคลากรของเราพร้อมที่จะไปร่วมพัฒนา AI ในระดับนั้นแล้วหรือไม่ ไทยต้องพัฒนาทักษะและฝีมือแรงงานให้มีความพร้อมมากยิ่งขึ้น ทั้งยังต้องเล่นบทบาทในการเป็น ‘สะพานเชื่อม’ (Bridge) ระหว่างจีน ตะวันตก และอาเซียน ซึ่งจะเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญ

 

อาจารย์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากคนไทยยังคงใช้ AI เป็นเพียงแค่แชตบอต อีก 10 ปีข้างหน้าเราก็จะยังเป็นแค่ ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ ต่อไป ไทยต้องถอดบทเรียนจากจีน ที่เมื่อกว่า 40 ปีก่อนเคยเป็นเพียงประเทศยากจนที่ต้องรับเทคโนโลยีจากต่างชาติ แต่ปัจจุบันจีนสามารถยกระดับเป็นผู้ผลิต ผู้สร้าง และผู้กำหนดกติกาโลกได้

 

เป้าหมายสำคัญ ‘ไม่ใช่’ การปรับตัวเพื่อเป็นแบบจีน แต่เพื่อเปลี่ยนตัวเองจาก ‘ผู้ใช้’ (User) ให้กลายเป็น ‘ผู้สร้าง’ (Creator) เด็กไทยรุ่นใหม่จะต้องเป็นผู้สร้างนวัตกรรมให้ได้ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้บริโภคอย่างที่ผ่านมา

 

แฟ้มภาพ: Reuters / Shutterstock

 
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising