เมื่อวานนี้ (4 สิงหาคม) สำนักข่าว Reuters รายงานว่า คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐอเมริกา (FCC) กำลังร่างมาตรการแบนการนำเข้าอุปกรณ์ศูนย์ข้อมูล (Data Center) รุ่นใหม่จากจีน
ประเด็นสำคัญ
มาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่ ‘อุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัล’ (Optical Transceivers) ซึ่งทำหน้าที่ส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วแสงผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงภายใน Data Center โดยเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ คาดการณ์ว่า จะประกาศใช้มาตรการแบนนี้ภายในปี 2026 อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการร่างและอาจถูกปรับเปลี่ยนหรือระงับในภายหลังได้
การร่างมาตรการดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ FCC ได้ประกาศสั่งห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์) หุ่นยนต์สี่ขา และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Power inverters) รุ่นใหม่จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีน เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยไม่มีผลย้อนหลังกับหุ่นยนต์รุ่นเก่าที่ได้รับอนุญาตหรือกำลังใช้งานอยู่แล้วในสหรัฐฯ
สหรัฐฯ เตรียมสั่งแบนอุปกรณ์ Data Center จีน เพราะอะไร
Data Center ของสหรัฐฯ เป็นสถานที่จัดเก็บและรันชิปสำคัญที่ใช้สำหรับฝึกฝนโมเดล AI รัฐบาลสหรัฐฯ จึงต้องการปกป้องระบบโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ทั้งยังมองว่า อุปกรณ์รับส่งสัญญาณเหล่านี้มีความเสี่ยง โดยอาจเปิดโอกาสให้บริษัทจีนสามารถขโมยข้อมูล ติดตั้งมัลแวร์ หรือขัดขวางการทำงานของ Data Center ในสหรัฐฯ ได้
ดิฟยานช์ คอชิก ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย AI จาก Beacon Global Strategies ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาในสหรัฐฯ ระบุว่า อุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลนั้น ‘มีความเสี่ยงอย่างแน่นอน’ พร้อมชี้แนะว่า ในขณะที่การก่อสร้าง Data Center กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว สหรัฐฯ จำเป็นต้องทำให้แน่ใจว่า ซัพพลายเชนของ Data Center มีความปลอดภัยมาตั้งแต่เริ่มต้น
อีกทั้งยังมีแรงกระเพื่อมจากกลุ่ม ‘China Hawks’ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ‘สายเหยี่ยวต่อจีน’ ในรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีแนวคิดแข็งกร้าวและผลักดันนโยบายสกัดกั้นอิทธิพลทางเทคโนโลยีของจีน โดยเจ้าหน้าที่กลุ่มนี้คือผู้อยู่เบื้องหลังการยกกรณีศึกษาของ Huawei มาเปรียบเทียบ โดยชี้ว่าในอดีตอุปกรณ์ของ Huawei เคยเข้าไปฝังลึกในโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ จนทำให้การรื้อถอนในภายหลังทำได้ล่าช้า มีค่าใช้จ่ายสูง และไม่สามารถทำได้สมบูรณ์ พวกเขาจึงผลักดันให้ต้องรีบสกัดกั้นอุปกรณ์ Data Center รุ่นใหม่ของจีนในทันทีก่อนที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
นอกจากนี้ยังมีเหตุผลด้านความก้าวหน้าของจีนในด้าน AI, การผลิตชิป และหุ่นยนต์ ทำให้ตลาดเกิดความปั่นป่วนและสร้างความกังวลด้านความมั่นคงและซัพพลายเชนให้แก่สหรัฐฯ อีกด้วย
หากสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการแบนนี้ จะส่งผลกระทบอย่างไร?
หน่วยงานวิจัยอย่าง Counterpoint Research เปิดเผยข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดที่ระบุว่า บริษัท Zhongji Innolight ของจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ขายอุปกรณ์รับส่งสัญญาณรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยครองส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์รับส่งสัญญาณออปติคัลสำหรับ Data Center ทั่วโลกสูงที่สุดถึง 27% และมีรายได้ที่พึ่งพาตลาดนอกประเทศสูงถึง 90% อีกทั้งบริษัทนี้เพิ่งถูกจัดอยู่ในรายชื่อบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพจีนโดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หากสหรัฐฯ ประกาศใช้มาตรการแบนในอนาคต มาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อบริษัทนี้โดยตรง
ขณะที่รายงานจาก Foundation for American Innovation (FAI) ชี้ว่า ผู้ผลิตฝั่งสหรัฐฯ อย่าง Coherent และ Lumentum ยังขาดกำลังการผลิต (Scale) ที่จะเข้ามาแทนที่คู่ค้าจากจีนได้ทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาด้านกำลังการผลิตทดแทนตามมาในสหรัฐฯ
อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มต้นทุนให้บริษัทคลาวด์ของสหรัฐฯ อีกด้วย โดยบริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon Web Services (AWS) อาจเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น เนื่องจากถูกบังคับให้เปลี่ยนไปใช้ผู้ผลิตรายอื่น เช่น Coherent หรือ Lumentum ของสหรัฐฯ แทน
มาตรการแบนนี้ยังจะส่งผลกระทบต่อซัพพลายเออร์ประเทศอื่นๆ โดย FCC มีแผนที่จะประกาศแบนอุปกรณ์รับส่งสัญญาณรุ่นใหม่ทั้งหมดก่อน แล้วจึงจะทยอยยกเว้นข้อจำกัดให้กับผู้จัดจำหน่ายจากประเทศอื่นที่ไม่ได้มาจากจีนในภายหลัง
ส่วนท่าทีและการตอบโต้จากรัฐบาลจีนนั้น สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตอบโต้ว่า สหรัฐฯ ควรหยุดใส่ร้ายและข่มขู่บริษัทจีน พร้อมเตือนว่า จีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อตอบสนองต่อการกระทำใดๆ ที่สร้างความเสียหายต่อผลประโยชน์ของตน
แฟ้มภาพ: Tayibaa / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.reuters.com/world/trump-administration-drafting-ban-chinese-data-center-devices-sources-say-2026-08-04/
- https://www.theguardian.com/technology/2026/aug/04/fcc-ban-china-datacenter-devices
- https://www.reuters.com/world/trump-administration-ban-new-chinese-robots-inverters-protecting-us-ai-buildout-2026-07-28/


