Spicy Cat F&B Group เจ้าของร้านหม่าล่าจีน ‘ล่าเมียว’ เดินหน้าปั้นอาณาจักรธุรกิจอาหารจีนให้ครอบคลุมทั้งอาหารคาว ของหวาน และเครื่องดื่ม ตั้งเป้าเพิ่มแบรนด์ในเครือ ทั้งแบรนด์ที่พัฒนาขึ้นเองและแบรนด์ที่เข้าซื้อกิจการ ก่อนเตรียมระดมทุนผ่าน LiVE Exchange พัฒนาระบบรองรับการเติบโต ก่อนมุ่งสู่ตลาด mai ในอนาคต
ประเด็นสำคัญ
รัตตรุจน์ ทองประดิษฐ์ ผู้บริหาร Spicy Cat F&B Group กล่าวว่า ผู้บริโภคไทยมีพฤติกรรมเบื่อง่ายและชอบทดลองสิ่งใหม่ สังเกตได้จากวันที่แบรนด์ใหม่เปิดให้บริการ มักมีลูกค้าต่อคิวยาว แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 6 เดือน กระแสความนิยมก็อาจเริ่มจางลง ด้วยเหตุนี้ ตลาดอาหารไทยจึงขึ้นชื่อว่าเป็นตลาดที่ปราบเซียนสำหรับแบรนด์ใหม่ๆ
อีกความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาคือ การทยอยเข้ามาทำตลาดในไทยของแบรนด์อาหารจีน ทั้งกลุ่มเครื่องดื่มและเบเกอรี่ หลายแบรนด์ที่เลือกขยายเข้ามาอาจเป็นแบรนด์ที่ตลาดในจีนเริ่มอิ่มตัวแล้ว เพราะหากยังเติบโตได้ดีในจีน ก็อาจยังไม่มีเหตุผลจำเป็นต้องขยายมายังประเทศไทย
ขณะเดียวกัน บางแบรนด์อาจมองไทยเป็นพื้นที่สร้างการรับรู้และสร้างภาพลักษณ์ รวมถึงใช้แสดงศักยภาพของแบรนด์ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและราคาหุ้นได้
จับตาอาหารจีนมีโอกาสแซงอาหารเกาหลีใน 3-4 ปี
รัตตรุจน์กล่าวว่า เทรนด์การบริโภคอาหารในไทย ปัจจุบันอาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยอาหารเกาหลีและอาหารจีนตามลำดับ แต่ส่วนตัวแล้วคาดการณ์ว่า ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า อาหารจีนอาจแซงอาหารเกาหลีขึ้นมาเป็นอันดับสองได้
เหตุผลหนึ่งคือความนิยมอาหารและการท่องเที่ยวเกาหลีในหมู่คนไทยเริ่มเข้าสู่จุดอิ่มตัว สะท้อนจากข่าวสายการบินยกเลิกเที่ยวบินกรุงเทพฯ–โซลเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี หลังจำนวนคนไทยที่เดินทางไปเกาหลีลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ในทางกลับกัน คนไทยเดินทางไปจีนมากขึ้น โดยเฉพาะเมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้และฉงชิ่ง
เรียกได้ว่า ความสนใจในจีนยังไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องอาหาร แต่ครอบคลุมไปถึงวิถีชีวิตและสินค้าแฟชั่นที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้ง Gen Z และ Gen Y ไม่ว่าจะเป็นรองเท้า กระเป๋า หรือชุดกีฬา สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าทัศนคติของคนไทยที่มีต่อแบรนด์จีนเปลี่ยนไปมากเมื่อเทียบกับช่วง 7-8 ปีก่อน ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจอาหารจีนได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย
ทุนใหญ่ยังเมินตลาดอาหารจีน
ขณะเดียวกัน กลุ่มทุนรายใหญ่ในไทยยังไม่ได้เข้ามาทำตลาดอาหารจีนอย่างจริงจัง โดยส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่เชนอาหารไทย ญี่ปุ่น และเกาหลี จึงเป็นโอกาสให้ Spicy Cat F&B Group เข้ามาบุกตลาดอาหารจีนเต็มตัว
ปัจจุบันแบรนด์ในเครือมีหลากหลาย ครอบคลุมอาหารและเครื่องดื่ม ประกอบด้วย
ล่าเมียว แบรนด์เรือธงสไตล์ Modern Chinese Dining อาหารจีนสไตล์หูหนาน–เสฉวน รวมถึงหม่าล่าบาร์แบบตักเอง ปัจจุบันมี 15 สาขา โดยเน้นทำเลในศูนย์การค้าและบริเวณหน้าซูเปอร์มาร์เก็ต
ตามด้วยโมหยู เมียว (MoYu Meow) ร้านอาหารบริการด่วน หรือ QSR ในกลุ่ม Chinese Comfort Food มุ่งเจาะกลุ่ม Gen Z และ First Jobber
รวมถึง คีปอินทัช ร้านปิ้งย่างหมุนๆ สไตล์เซี่ยงไฮ้ ถัดมาคือ มอร์ โยเกิร์ต แบรนด์เครื่องดื่มโยเกิร์ตปั่น และCraze Mama แบรนด์ร้านอาหารแนวซีฟู้ด
ปั้นอีก 8-12 แบรนด์ 80 สาขาใน 3 ปี ดัน ‘เป่าเบส’ บุกไทยปีหน้า
สำหรับทิศทางธุรกิจต่อจากนี้ รัตตรุจน์มองว่า การสร้างความแปลกใหม่เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการทำธุรกิจในระยะยาว เพราะผู้บริโภคไทยมีตัวเลือกมากและเปลี่ยนความสนใจได้เร็ว ธุรกิจจึงต้องสร้างความแตกต่างควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานอาหารให้ได้
บริษัทจึงเตรียมใช้โมเดลแฟรนไชส์แบบ FOCO ซึ่งนักลงทุนเป็นผู้ลงทุนและเป็นเจ้าของสาขาเอง ขณะที่บริษัทเป็นผู้บริหารจัดการร้านให้ โดยตั้งเป้าว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า จะมีแบรนด์ในพอร์ตเพิ่มเป็น 8–12 แบรนด์ รวมประมาณ 80 สาขา ครอบคลุมทั้งแบรนด์ที่พัฒนาขึ้นเองและแบรนด์ที่เข้ามาผ่านการร่วมทุน หรือ Joint Venture
โดยปัจจุบันบริษัทได้รับสิทธิ์ Master Franchise ของ เป่าเบส (Bao Best) แบรนด์เบเกอรี่จีน ซึ่งมีสินค้ายอดนิยมอย่างขนมปังหมูหย็องน้ำสลัดและขนมปังไก่หย็องสาหร่าย โดยมีแผนเปิดสาขาแรกในปีหน้าที่เซ็นทรัล พหลโยธิน นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างเจรจาแฟรนไชส์แบรนด์ไอศกรีมและบุฟเฟต์จีนเพิ่มเติม
ต้องบอกว่าการเพิ่มแบรนด์มีเป้าหมายเพื่อกระจายรูปแบบรายได้และตอบสนองลูกค้าหลายกลุ่ม แต่หัวใจสำคัญของการขยายพอร์ตธุรกิจต้องอาศัยระบบสนับสนุนร่วมกัน ทั้งด้านการจัดซื้อ, การควบคุมคุณภาพ, การฝึกอบรมบุคลากร, การบริหารสาขา และระบบข้อมูล บริษัทจึงให้น้ำหนักกับการลงทุนในระบบหลังบ้านควบคู่ไปกับการขยายสาขา
เตรียมระดมทุน พัฒนาระบบรับการเติบโต
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมระดมทุนประมาณ 25 ล้านบาทผ่าน LiVE Exchange โดยเงินที่ได้รับจะไม่ได้นำไปใช้เปิดสาขาโดยตรง แต่จะนำไปพัฒนาระบบที่รองรับการเติบโตของธุรกิจหลายแบรนด์ เช่น แพลตฟอร์มหลังบ้าน, ครัวกลาง, ระบบซัพพลายเชนและคลังสินค้า ระบบ ERP การนำ AI มาใช้ ตลอดจนงานวิจัยและพัฒนา หรือ R&D
ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทยังระบุว่ามีนักลงทุนเชิงกลยุทธ์รายใหญ่ 3 รายเข้ามาถือหุ้นในส่วนบุคคล โดยเป็นผู้ประกอบการจากธุรกิจศูนย์การค้า, ธุรกิจโรงพยาบาลหรือคลินิกความงาม และธุรกิจด้านการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับเด็กหลอดแก้วและความงาม
สุดท้ายแล้วการลงทุนทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว ก่อนเดินหน้าสู่ตลาด mai ต่อไปในอนาคต
“ฝันใหญ่ของเราอยากให้แบรนด์สามารถยืนระยะได้ 10–20 ปี ไม่ใช่เพียงได้รับความนิยมในช่วงเปิดตัว แล้วผู้บริโภคค่อยๆ ลดความสนใจลง” รัตตรุจน์ย้ำ

