วันนี้ (4 สิงหาคม) วิปฝ่ายค้าน นำโดย พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และ พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ร่วมกันจัดกิจกรรม ‘ครบรอบ 2 ปี เลือก สว.-เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว. (ภาคพิเศษ): เราไว้ใจ กกต. ได้แค่ไหน?’ เพื่อเปิดเผยเบื้องหลังและหลักฐานความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการเลือกกันเองของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา โดยมีทั้งอดีตผู้สมัคร สว. พยานในเหตุการณ์ และนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองเข้าร่วมถ่ายทอดข้อมูล
ในเวทีเสวนา ศรินทร สนธิศิริกฤตย์ สว.สำรอง กลุ่มการสาธารณสุข ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงในห้องเลือกระดับประเทศว่า มีกระบวนการส่งสัญญาณและลอกโพยกันอย่างเปิดเผย มีผู้สมัครบางคนถือแฟ้มเอกสารและกระเป๋าติดตัวตลอดเวลา โดย กกต. มีการประกาศห้ามนำเอกสารเข้าก่อนเวลาจริงถึง 4 ชั่วโมง จนเปิดช่องให้มีการเตรียมตัว
นอกจากนี้เมื่อนำเรื่องไปแจ้ง แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลับได้รับคำตอบในลักษณะว่าใครๆ ก็ทำกัน ทำให้เกิดข้อสงสัยอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการเปิดชื่อวันนี้ไม่คิดว่าจะต้องโดนฟ้องอะไร เพราะพูดความจริงปกติและสามารถพิสูจน์ได้โดยกล้อง ไม่ได้บอกว่าท่านโกง แต่บอกว่าพบเห็นอะไรบ้างในระหว่างนั้น
ขณะที่ พ.ต.ต. บัญญัติ เพียรสวัสดิ์ อดีตผู้สมัคร สว.เพชรบุรี ได้นำคลิปวิดีโอเหตุการณ์จดโพยและการเก็บโพยเต็มกระเป๋าในวันเลือก สว. มาเปิดเผยต่อสาธารณชน พร้อมระบุถึงการจ้างคนไปสมัครหัวละ 5,000 บาทเพื่อโหวตพลีชีพ และการปล่อยให้ผู้ขาดคุณสมบัติเข้ามาใช้สิทธิ
“ผมมองว่าข้าราชการที่เกียร์ว่างถือเป็นการตัดตอนกระบวนการยุติธรรม และการรวมอำนาจไปไว้ที่ กกต.กลาง ทำให้เกิดความล่าช้า ดังนั้นความช้าก็คือความไม่ยุติธรรม อีกทั้งการที่ตนมาพูดวันนี้ขอรัฐบาล และ กกต. อย่ามาฟ้อง เพราะผมไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร ไม่ได้แบ่งแยกว่าใครเป็นสีไหน แต่ที่ผมมาพูดวันนี้เพราะตนคือสีทนไม่ได้” พ.ต.ต. บัญญัติกล่าว
พ.ต.อ. มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวเพิ่มว่า ตนเคยนำข้อมูลไปแจ้งเลขาธิการ กกต. แต่กลับได้รับคำตอบว่า แม้จะรู้ แต่ทำอะไรเขาไม่ได้ เขาก็คิดวางแผนกันมาแบบนี้แหละ ซึ่งคำพูดนี้อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157
ด้าน นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร จากเครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในการทำงานของ กกต. ผ่าน 4 จังหวะ คือ ‘ปล่อย-เข้ม-เร่ง-เบลอ’ ทั้งการปล่อยให้นิยามกลุ่มอาชีพคลุมเครือ จนถึงการออกระเบียบแนะนำตัวที่เข้มงวดขัดต่อกฎหมายจนศาลปกครองสั่งเพิกถอน รวมถึงการเปลี่ยนบัตรเลือกตั้งกลางอากาศและการจำกัดการสังเกตการณ์ของประชาชน
“มันมีความเข้มแปลกๆ ในการแนะนำตัว การแนะนำตัวควรเป็นเครื่องมือหนึ่งให้ประชาชนได้เห็นผู้สมัคร และเห็นกระบวนการร่วมอยู่ในสายตาตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตัวกฎหมายให้อำนาจไว้แล้วว่าพอทำได้ยังไง แต่ทำไม กกต. ถึงออกระเบียบให้ขัดกับกฎหมายเสียเองจนศาลปกครองต้องมาเพิกถอนระเบียบ คุณควรทำให้ถูกระเบียบแต่แรก หรือคุณกำลังจงใจให้ประชาชนอยู่ห่างกระบวนการนี้รึเปล่า ถ้าสิ่งที่เราพูดหรือที่เราสื่อสารไม่เป็นความจริง ถ้าไม่มีการฮั้ว ไม่มีพรรคการเมืองสีโทนเย็นหรือสีอะไรก็ตามมาเกี่ยวข้องในกระบวนการนี้ สิ่งที่ง่ายในการยืนยันว่าท่านสุจริตเที่ยงธรรม คือการสั่งฟ้อง สว. ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด” นันทวัฒน์กล่าว
ส่วน รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า กกต. มีหน้าที่รวบรวมหลักฐานส่งศาลฎีกาวินิจฉัย ไม่ใช่ผู้มีอำนาจตัดสินใจเอง แต่ปัจจุบันกลับตั้งกรรมการหลายชุดจนล่าช้า ทั้งที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์นับพัน
“ผมมองไม่เห็นเหตุผลเลยว่าทำไม กกต. ต้องเอาตัวเองมารับคมหอกคมดาบแทนคนเหล่านี้ ทั้งที่จริงการให้เขาไปพิสูจน์ในชั้นศาล แล้วคลายข้อคลางแคลงใจของสังคมจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด” รศ.ดร.มุนินทร์กล่าว
ขณะที่ ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขบวนการนี้เกิดจากโครงสร้างรัฐธรรมนูญ ปี 60 และระบอบธนาธิปไตยที่มีนักการเมืองใหญ่คุ้มหัว พร้อมเสนอฝ่ายค้านให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยเฉพาะที่มาของ สว. รวมถึงควบคุมให้ประชาชนเลือก สว. ได้เพียงคนเดียวเพื่อให้ สว. ที่ดีงามเข้ามาทำหน้าที่ได้มากขึ้น
“ถ้า กกต. ไม่ส่งคดีขึ้นศาลฎีกา ก็ต้องเล่นงาน กกต. ให้ติดคุกให้ได้จะข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ นักกฎหมายไปดูว่าจะเล่นงานอย่างไร และผมอยากเห็น กกต. เหมือน กกต.ชุดแรก ท่านมีประโยคหนึ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ท่านบอกว่าท่านจะไม่ยอมให้นักเลือกตั้งสกปรกเหยียบตีนบันไดรัฐสภา ฉะนั้นอย่าไปรับรองก่อนสืบสวนสอบสวน” ธีรภัทร์กล่าว
พริษฐ์ได้สรุป 5 พฤติกรรมของ กกต. ที่ทำให้ประชาชนหมดความไว้วางใจ ได้แก่ 1. การออกระเบียบที่ไม่รัดกุมเปิดช่องให้ทำโพย 2. การตรวจคุณสมบัติหลวมจนมีผู้ขาดคุณสมบัติหลุดเข้ามา 3. การปล่อยปละละเลยความผิดปกติในวันเลือกจริง 4. การตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมาส่อแววเตะถ่วงและเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน และ 5. ความกังวลเรื่องการเตรียมเป่าคดี โดยอ้างหลักฐานไม่เพียงพอ
พริษฐ์กล่าวทิ้งท้ายว่า หลักฐานที่มีในปัจจุบัน ทั้งโพย เส้นทางการเงิน คลิปเสียง และพยานบุคคล นั้นมีน้ำหนักมากพอตามกฎหมายที่ กกต. จะต้องสั่งฟ้องต่อศาลฎีกา การนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณชนครั้งนี้ก็เพราะไม่มั่นใจในความตรงไปตรงมาของ กกต. และหวังว่า กกต. จะทำหน้าที่อย่างถูกต้องด้วยการส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยตามมติของคณะอนุไต่สวนชุดเดิม เพื่อคืนความกระจ่างให้แก่สังคม








