วันนี้ (3 สิงหาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยระบุว่า จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา ให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ดำเนินการโอนทรัพย์สินและหนี้สินของรถไฟฟ้าสายสีเขียวกลับคืนให้แก่รัฐบาล เพื่อบูรณาการการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมและอัตราค่าโดยสารให้เป็นเอกภาพนั้น ขณะนี้ กทม. กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามมติดังกล่าว
ชัชชาติ มองว่าการโอนสายสีเขียวคืนให้รัฐบาลถือเป็นการปลดเปลื้องภาระทางการเงินที่สำคัญของ กทม. หากสามารถลดภาระในส่วนนี้ลงได้ กทม. จะมีเม็ดเงินเหลือกลับมาเพื่อใช้ดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน กทม. ไม่สามารถนำงบประมาณภาพรวมทั้งหมดมาอุดหนุนส่วนต่างค่าโดยสารให้กับรถไฟฟ้าเพียงเส้นทางเดียวได้
สำหรับผลกระทบต่อบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ผู้รับสัมปทานเดินรถนั้น ผู้ว่าฯ กทม. ประเมินว่าไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวคู่สัญญาจาก กทม. เป็นรัฐบาลกลาง โดยเงื่อนไขในสัญญายังคงเดิม ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อการเดินรถ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องหารือกับรัฐบาลอย่างรอบคอบ คือการประเมินมูลค่าทางบัญชี หรือมูลค่าที่แท้จริงของโครงการ เนื่องจากรัฐบาลจะได้รับโครงการรถไฟฟ้าไปบริหารจัดการ 1 เส้นทาง จึงต้องมีการเจรจาว่ารัฐบาลจะชดเชยให้แก่ กทม. ในรูปแบบใด ซึ่งหากตกลงกันได้ จะเป็นผลดีอย่างยิ่งในการลดภาระผูกพันของ กทม. ในอนาคต
ชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมถึงประเด็นค่าก่อสร้างส่วนต่อขยายที่ กทม. ยังค้างชำระว่า เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะหนี้สินส่วนนี้จะถูกนำไปรวมคำนวณหักลบกับมูลค่าทางบัญชีอยู่แล้ว และหากโอนโครงการกลับไป ทรัพย์สินส่วนนี้ก็จะตกเป็นของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ตามเดิม
โจทย์ที่ท้าทายในขณะนี้คือ การประเมินมูลค่าโครงการในปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากสัญญาสัมปทานเดิมจะสิ้นสุดลงในปี 2572 ซึ่งหลังจากนั้นรายได้จากรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งหมดจะตกเป็นของ กทม. 100% ดังนั้น จึงต้องมีการคำนวณอย่างรัดกุมว่า มูลค่าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเป็นเท่าใด รวมไปถึงทรัพย์สินที่ กทม. ได้ลงทุนจ่ายไปแล้วบางส่วน ทั้งค่าขบวนรถและค่าดำเนินการตลอดอายุสัมปทาน
ปัจจุบัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการตีมูลค่าเพื่อใช้เป็นฐานในการต่อรอง พร้อมทั้งมีการหารือล่วงหน้าถึงแนวทางการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) สำหรับช่วงหลังปี 2572 ควบคู่กันไป
ทั้งนี้ ผู้ว่าฯ กทม. ย้ำทิ้งท้ายว่า แม้การดำเนินการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อ กทม. แต่ท้ายที่สุดแล้ว เนื่องจากรถไฟฟ้าสายสีเขียวถือเป็นทรัพย์สินขนาดใหญ่ กระบวนการทั้งหมดจึงต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมสภากรุงเทพมหานคร (สภา กทม.) เพื่อพิจารณาและขอความเห็นชอบตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป


