วันนี้ (31 กรกฎาคม) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีที่ประชาชนผู้ใช้แอปพลิเคชันหมอพร้อม ร้องเรียนผ่านโซเชียลมีเดียว่าพบประวัติการรักษาที่ตนเองไม่เคยไปรับบริการ บางรายมีประวัติเบิกจ่ายยา หรือถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงในโรงพยาบาลที่ไม่เคยไป ทำให้เกิดความกังวลอย่างหนักถึงการถูกสวมสิทธิรักษาพยาบาลบัตรทอง และผลกระทบต่อการทำประกันสุขภาพส่วนบุคคลที่กรมธรรม์อาจเป็นโมฆะ
ประเด็นสำคัญ
📌 ยอดร้องเรียนพุ่ง 1.3 หมื่นครั้ง
นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัด สธ. ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบฯ ได้อธิบายให้เห็นถึงการทำงานของแอปพลิเคชัน ว่า แอปพลิเคชันนี้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปี ตั้งแต่ช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งในขณะนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการบันทึกข้อมูลการฉีดวัคซีนมากกว่า 140 ล้านโดส ด้วยความแม่นยำในระดับที่สูงมาก
ปัจจุบันทีมพัฒนาได้นำข้อมูลสุขภาพอื่นๆ ของประชาชนเข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำถึงกลไกการทำงานของระบบเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันว่าข้อมูลที่อยู่บนแอปพลิเคชัน เกิดขึ้นจากการรับบริการที่หน่วยบริการ ตัวแอปไม่ได้เป็นคนบันทึก เราเป็นหน้าต่างหรือกระจกบานที่ 2 ให้เห็นว่าข้อมูลเกิดขึ้นที่หน่วยบริการแล้วมาปรากฏอยู่ในมือของเราบนมือถือ
ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา มีประชาชนตื่นตัวและตรวจสอบข้อมูลของตนเองเป็นจำนวนมาก โดยมียอดการร้องเรียนแจ้งปัญหาเข้ามาประมาณ 13,000 ครั้ง ซึ่งขณะนี้ได้สั่งการให้ทุกจังหวัดเร่งตรวจสอบเป็นรายพื้นที่แล้ว พร้อมมองว่าวิกฤตครั้งนี้คือโอกาส เพราะประชาชนมีเครื่องมือที่ทรงพลังคือสามารถดูข้อมูลตนเองได้ ถือเป็นโอกาสดีที่กระทรวงสาธารณสุขจะยกระดับคุณภาพข้อมูลสุขภาพของประชาชนทั้งระบบ
📌 เคส ‘ร้อยเอ็ด-ปทุมธานี’ ยันเป็น Human Error ไร้ทุจริตเบิกงบ
ในการแถลงได้มีการยกกรณีศึกษาจาก 2 จังหวัดที่ถูกร้องเรียนมาเปิดเผยข้อเท็จจริง
กรณี จังหวัดร้อยเอ็ด นพ.พิทักษ์พงศ์ พายุหะ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด ชี้แจงว่า เป็นข้อมูลเก่าตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งเกิดจากความคลาดเคลื่อนในการบันทึกข้อมูลของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากผู้รับบริการตัวจริง มีชื่อเดียวกัน และตัวอักษรตัวแรกของนามสกุลเหมือนกัน ประกอบกับในยุคนั้นยังไม่มีระบบเสียบบัตรประชาชน (Smart Card) ยืนยันตัวตนที่เริ่มบังคับใช้ในปี 2564 จึงทำให้เกิดความหละหลวม ล่าสุด ทางหน่วยบริการได้สื่อสารทำความเข้าใจและขออภัยผู้เสียหาย พร้อมแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูลให้ถูกต้องแล้ว
ส่วนกรณี จังหวัดปทุมธานี กรณีผู้ร้องเรียนพบประวัติการรับยาที่โรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง ทั้งที่ไม่เคยไปใช้บริการ นพ.นนท์ จินดาเวช นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี อธิบายว่า เป็นโครงการคัดกรองสุขภาพเชิงรุกในชุมชน 3 โครงการ ได้แก่ 1. คัดกรองมะเร็งลำไส้ (ตรวจอุจจาระ) 2. คัดกรองมะเร็งปากมดลูก และ 3. โครงการสาวไทยแก้มแดง (แจกยาธาตุเหล็ก) ซึ่ง อสม. เป็นผู้จดรายชื่อประชาชนมาให้เจ้าหน้าที่คีย์ข้อมูลเข้าระบบ แต่เกิดการสื่อสารคลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่า ไม่มีการเบิกจ่ายยาธาตุเหล็กออกจากคลังยาจริง และโรงพยาบาลไม่สามารถเคลมเบิกงบประมาณใดๆ จาก สปสช. ได้ เนื่องจากอายุของผู้ป่วยไม่เข้าเกณฑ์
นพ.โสภณ ยังกล่าวด้วยว่า “ดังนั้นก็จะตัดประเด็นเรื่องของการทุจริตออกไป เพียงแต่ว่าเกิดความผิดพลาดในการบันทึกข้อมูล ซึ่งก็จำเป็นที่จะต้องดำเนินการแก้ไข”
ส่วนกรอบระยะเวลาในการทำงานนั้น นพ.โสภณ ระบุว่า ปลัดกระทรวงฯ ได้กำหนดเวลาให้สถานบริการตรวจสอบและรายงานผลกลับมาภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยย้ำว่าทีมงานจะต้องใช้เวลาในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์นี้เร่งตรวจสอบข้อมูล เนื่องจากแต่ละรายจำเป็นต้องดูรายละเอียดค่อนข้างลึก เพื่อไม่ให้การสรุปผลคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง
อย่างไรก็ตาม นพ.โสภณ คาดการณ์ว่าในช่วงต้นสัปดาห์หน้า ทางกระทรวงฯ น่าจะสามารถสรุปภาพรวมได้ชัดเจนขึ้นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่มาจากสาเหตุใดเป็นหลัก ระหว่างความผิดพลาดจากตัวบุคคล (Human Error) แรงกดดันจากตัวชี้วัด (KPI) หรือเรื่องของการลงข้อมูลเพื่อการเบิกจ่าย
📌 จ่อรื้อระบบ KPI – ยืนยันข้อมูลไม่รั่วไหลถึงบริษัทประกัน
สำหรับประเด็นที่สังคมสงสัยว่า ความกดดันจากตัวชี้วัด (KPI) ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทำข้อมูลขึ้นมาหรือไม่นั้น นพ.โสภณ กล่าวว่า ปลัดกระทรวงฯ ได้มอบหมายให้ทบทวนเรื่องนี้แล้ว เรากำลังตรวจดูด้วยเช่นเดียวกัน ว่ามีส่วนที่เป็นเหตุทำให้เกิดการบันทึกข้อมูลที่ไม่ถูกต้องด้วยหรือไม่ รวมถึงปรับจำนวน KPI ที่เหมาะสม และไม่เป็นภาระ
ส่วนข้อกังวลเรื่องการเคลมประกันสุขภาพ นพ.วิจักษณ์ กาญจนอุทัย ผู้อำนวยการสำนักสุขภาพดิจิทัล กระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า ระบบรักษาความปลอดภัยด้วย Health ID ให้สิทธิเฉพาะเจ้าของข้อมูลเท่านั้นที่เข้าถึงได้ เราไม่มีการส่งข้อมูลไปให้หน่วยบริการ บริษัทประกัน หรือที่ใดๆ เนื่องจากเป็นข้อมูลสุขภาพของประชาชนซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหว
สอดคล้องกับที่ นพ.โสภณ กล่าวยืนยันว่า กระทรวงฯ มีระบบ Cyber Security ที่ได้รางวัลระดับประเทศ ไม่มีข้อมูลรั่วไหลแน่นอน และการแก้ไขเวชระเบียนที่ผิดพลาด จะมีการบันทึกประวัติการแก้ไขไว้ชัดเจน จึงไม่กระทบต่อการรักษาในอนาคต
📌 สธ. สรุป 5 มาตรการ พร้อมเปิด 3 ช่องทางให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ
ในช่วงท้าย นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา โฆษก สธ. ได้สรุปสาระสำคัญ 5 ประการ คือ
- สธ. รับทุกข้อร้องเรียนและตรวจสอบเชิงรุกทั่วประเทศ
- เบื้องต้นพบว่าเป็นความคลาดเคลื่อนจากการบันทึกข้อมูลและกระบวนการทำงาน
- ยังไม่พบหลักฐานการเบิกจ่ายงบประมาณโดยมิชอบ หรือการแสวงหาผลประโยชน์
- กำหนดมาตรการระยะยาว ทั้งมาตรฐานการแก้เวชระเบียน และทบทวน KPI
- เปิดช่องทางให้ประชาชนแจ้งแก้ไขข้อมูลหากพบความผิดปกติผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1. ผ่านเว็บไซต์/แอปหมอพร้อม (เมนูตรวจสอบและแก้ไขข้อมูล) 2. แจ้งโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนโดยตรง และ 3. แจ้งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
“เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อน แต่เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับระบบข้อมูลสุขภาพของประเทศไทยให้มีมาตรฐานสูงขึ้น โปร่งใส และตรวจสอบได้” นพ.เอกชัย กล่าว


