×

ทำไมสหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีน หลังจีนครองเจ้าตลาดรายใหญ่

30.07.2026
  • LOADING...
ภาพหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในสภาพแวดล้อมอุตสาหกรรม

วันนี้ (30 กรกฎาคม) รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ และคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้ประกาศสั่งห้ามนำเข้าหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์) หุ่นยนต์สี่ขา และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Power inverters) รุ่นใหม่จากต่างประเทศ โดยมาตรการนี้มุ่งเป้าไปที่ผู้ผลิตจากจีนเป็นหลัก แต่จะไม่มีผลย้อนหลังกับหุ่นยนต์รุ่นเก่าที่ได้รับอนุญาตหรือกำลังใช้งานอยู่แล้วในสหรัฐฯ

 

 
 

สถานการณ์ตลาดปัจจุบันนี้ จีนถือเป็นเจ้าตลาดและผู้ส่งออกหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รายใหญ่ที่สุด โดยครอบครองสัดส่วนการจัดส่งทั่วโลกสูงถึง 85-90% ในขณะที่บริษัทคู่แข่งในสหรัฐฯ อย่าง Tesla และ Figure AI ยังคงประสบปัญหาเรื่องการเริ่มต้นสายการผลิตแบบจำนวนมาก

 

แม้สหรัฐฯ จะเป็นตลาดบริโภคที่ใหญ่ที่สุดและเป็นจุดหมายปลายทางการส่งออกหุ่นยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีน แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า คำสั่งแบนนี้จะมีผลกระทบ ‘น้อยมาก’ ในระยะยาว เพราะจีนมีฐานการผลิตที่ใหญ่ ลดต้นทุนได้เร็ว และบริษัทจีนหลายแห่งเริ่มเบนเข็มไปทำตลาดในยุโรปแทนแล้ว

 

Omdia เปิดเผยข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงช่องว่างด้านความสามารถในการผลิตที่ชัดเจนมาก โดยระบุว่าจากยอดจัดส่งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ทั่วโลกประมาณ 15,000 ตัวในปี 2025 บริษัทจีนอย่าง Unitree และ AGIBOT จัดส่งได้มากกว่า 5,000 ตัวต่อบริษัท ในขณะที่บริษัทสหรัฐฯ อย่าง Tesla และ Figure AI สามารถจัดส่งได้เพียงหลักร้อยตัวหรือน้อยกว่านั้น

 

ทางด้านองค์กร Morgan Stanley คาดการณ์ว่า ตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนจะเติบโตจนมีมูลค่าสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030

 

ทำไม สหรัฐฯ ถึงสั่งแบนหุ่นยนต์จากจีน?

 

  • ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และการจารกรรม

 

รัฐบาลสหรัฐฯ มีความกังวลว่าหุ่นยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอาจลักลอบเก็บข้อมูล ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีหรือหน่วยข่าวกรองของรัฐบาลต่างชาติใช้ เพื่อสอดแนมชาวอเมริกัน หรือแม้กระทั่งเข้ายึดและควบคุมหุ่นยนต์จากระยะไกล

 

อีกทั้งกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ระบุว่า บริษัทผลิตหุ่นยนต์รายใหญ่ของจีนอย่าง Unitree มีความเชื่อมโยงและให้ความช่วยเหลือแก่กองทัพจีน ส่งผลให้บริษัทถูกรัฐบาลสหรัฐฯ มองว่า เป็นความเสี่ยงและถูกสั่งห้ามทำสัญญาใดๆ กับกระทรวงกลาโหม

 

  • ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานระดับชาติ

 

FCC กังวลว่า การพึ่งพาอุปกรณ์ต่างชาติ ทั้งหุ่นยนต์และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลและระบบโซลาร์เซลล์ จะเป็น ‘จุดอ่อนของห่วงโซ่อุปทาน’ ซึ่งสามารถถูกโจมตีทางไซเบอร์ สั่งปิดการทำงาน หรือคุกคามโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศและเศรษฐกิจได้

 

  • การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ

 

คังยู่เซียว หลี่ นักวิเคราะห์จาก Morningstar บริษัทวิจัยและจัดอันดับทางการเงินระดับโลก จากสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการยอมรับและมีอิทธิพลอย่างมากในโลกการลงทุน มองว่า นี่คือความพยายามของสหรัฐฯ ในการปกป้องบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง ไม่ให้ต้องเผชิญกับการแข่งขันด้านราคา (Price Competition) เนื่องจากผู้ผลิตจีนสามารถขยายขนาดการผลิตและลดต้นทุนได้เร็วกว่าคู่แข่งทั่วโลกมาก

 

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า การสั่งแบนนี้จะไม่ทำให้การพัฒนาหุ่นยนต์ของจีนชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะจีนยังมีฐานการผลิตในประเทศที่ใหญ่มากและมีตลาดส่งออกอื่นๆ รองรับ

 

  • การรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)

 

ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สหรัฐฯ ต้องการรักษาสถานะความเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี AI และต้องการชะลอการพัฒนาทางทหารของจีน ประกอบกับเทคโนโลยี AI ของจีนกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและสามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว

 

นอกจากนี้ ซูเมน มอนดอล นักวิเคราะห์จากสถาบันวิเคราะห์ตลาดเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Counterpoint Research ตั้งข้อสังเกตว่าช่วงเวลาของการสั่งแบนครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดขึ้นในขณะที่ผู้ผลิตหุ่นยนต์จีนหลายราย รวมถึง Unitree กำลังเตรียมตัวเสนอขายหุ้น IPO ในปีนี้ ซึ่งการ ‘สกัดดาวรุ่ง’ นี้จะสร้างผลประโยชน์อย่างมากให้กับบริษัทคู่แข่งในสหรัฐฯ อย่าง Tesla, Figure และ Boston Dynamics

 

ทางด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า สหรัฐฯ กำลังนำเรื่องความมั่นคงของชาติมาใช้เป็น ‘ข้ออ้างเกินจริง’ เพื่อกลั่นแกล้งและกีดกันทางการค้า พร้อมเตือนว่า ทางการจีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน

 

แฟ้มภาพ: IM Imagery / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising