อายิโนะโมะโต๊ะ ประเทศไทย เผยภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมา มีรายได้รวมราว 34,000 ล้านบาท มีแนวโน้มโตต่อเนื่อง โดยสินค้าเรือธงยังเป็นเครื่องปรุงรสกลุ่มรสดีที่มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 90% ตามด้วยผงชูรสที่ถือส่วนแบ่งตลาดราว 80% และกาแฟกระป๋องภายใต้แบรนด์เบอร์ดี้มีส่วนแบ่งตลาดราว 50% สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ต่างๆของบริษัทยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง
ซาโตชิ อุตากาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภายใต้สภาพเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้ภาพรวมบริษัทในครึ่งปีแรกมีความท้าทายคล้ายๆ กับอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นถึง 30–50% ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบหลักอย่างแป้งมันสำปะหลังซึ่งใช้ในการผลิตผงชูรสก็มีการขึ้นราคาในปีนี้ ส่งผลให้บริษัทต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด
เพื่อรับมือกับปัจจัยดังกล่าว บริษัทจึงนำมาตรการลดภาระต้นทุนมาใช้หลายด้าน เริ่มตั้งแต่การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต ตามด้วยการควบคุมการใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการด้านการขนส่ง รวมถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเสริมกระบวนการทำงาน เพื่อให้การดำเนินงานทั้งห่วงโซ่มีความคล่องตัวและคุ้มค่ามากขึ้น
เมื่อมองไปข้างหน้า ซาโตชิเน้นว่า ตลาดประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของอายิโนะโมะโต๊ะ แต่ต้องจับตามองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยพบว่าผู้บริโภคประมาณ 2 ใน 3 คนเริ่มเปรียบเทียบราคาเป็นปัจจัยก่อนตัดสินใจซื้อ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้น ดังนั้นบริษัทจึงยังคงเดินหน้าพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะในตลาดกาแฟที่มีการแข่งขันสูง บริษัทจะเน้นสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์เบอร์ดี้เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจกาแฟ นอกจากนี้ยังมีแผนขยายไปยังกลุ่มธุรกิจใหม่ ได้แก่ อาหารเพื่อสุขภาพและโภชนาการ อาหารแช่แข็ง และอาหารเสริม ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักจากกลุ่มธุรกิจเหล่านี้
สำหรับประเด็นราคาสินค้า ซาโตชิยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่บริษัทอาจต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเพื่อรักษาคุณภาพและให้สามารถจัดหาสินค้าเข้าสู่ตลาดได้อย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพยายามตรึงราคาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค
อีกหนึ่งแนวทางที่บริษัทให้การสนับสนุนคือการช่วยยกระดับร้านอาหารและสตรีทฟู้ดไทย ผ่านการเปิดตัวโครงการ ‘อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน’ ซึ่งเป็นพันธกิจใหม่ที่มุ่งเสริมศักยภาพให้กับร้านอาหารและพ่อครัวแม่ครัวทั่วประเทศ จุดเด่นของโครงการนี้คือช่วยลดต้นทุน ลดขั้นตอนการทำอาหาร และประหยัดเวลา เนื่องจากปัจจุบันเกือบ 50% ของคนไทยบริโภคอาหารพร้อมทานจากร้านอาหารทั้งในรูปแบบการนั่งทาน ซื้อกลับบ้าน และเดลิเวอรี
ท้ายที่สุด มร.ซาโตชิย้ำว่า บริษัทตั้งเป้าเติบโตของรายได้ในปี 2569 ให้เป็นตัวเลขหลักเดียว แม้ว่าจะไม่สามารถเปิดเผยสัดส่วนรายได้เป็นตัวเลขที่ชัดเจนได้ แต่ยืนยันว่ากลุ่มสินค้าเครื่องปรุงรสยังคงเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้ใหญ่ที่สุด รองลงมาคือกลุ่มกาแฟ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในแกนหลักของการเติบโตในระยะต่อไป

