รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่ในอัตรา 10% และ 12.5% กับสินค้าจาก 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมเป็นต้นไป เพื่อแทนที่มาตรการภาษีนำเข้าชั่วคราว 10% ที่กำลังหมดอายุ พร้อมให้เหตุผลว่า หลายประเทศยังบังคับใช้กลไกห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับได้ไม่เข้มงวดเพียงพอ
ประเด็นสำคัญ
ขณะที่ไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า 12.5% เนื่องจากสหรัฐฯ เห็นว่า เป็นหนึ่งในประเทศที่ยังไม่มีข้อห้ามหรือกลไกบังคับในการสกัดกั้นสินค้านำเข้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ
สหรัฐฯ เก็บภาษี 10-12.5% ทดแทนภาษีเดิมที่กำลังหมดอายุ
วันนี้ (24 กรกฎาคม) ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้ารอบใหม่กับสินค้าจาก 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก โดยให้เหตุผลว่า หลายประเทศยังไม่ปฏิบัติตามมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในเงื่อนไขข้อตกลงการค้าที่ทรัมป์ทำกับประเทศต่างๆ
ทั้งนี้ แถลงการณ์จากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (United States Trade Representative: USTR) ระบุว่า จนถึงขณะนี้มีคู่ค้า 10 ประเทศที่ตกลงจะบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับดังกล่าว โดยประเทศคู่ค้าที่ให้คำมั่นจะนำมาตรการดังกล่าวมาใช้อย่างเข้มงวด จะเสียภาษีในอัตรา 10% ส่วนประเทศที่ยังไม่ปฏิบัติตามมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ จะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าคือ 12.5%
USTR ได้เริ่มการสอบสวนหลายประเทศตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 โดยมีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบว่า ประเทศเหล่านี้ออกข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับหรือไม่
โดย USTR วินิจฉัยว่า การกระทำ นโยบาย และแนวปฏิบัติของทั้ง 60 ประเทศและเขตเศรษฐกิจดังกล่าวไม่สมเหตุสมผล สร้างภาระหรือข้อจำกัดต่อการค้าของสหรัฐฯ จึงเห็นว่า สามารถดำเนินมาตรการตอบโต้ตามมาตรา 301 และเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมกับประเทศและเขตเศรษฐกิจ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มดังต่อไปนี้
- กลุ่มที่ถูกเก็บภาษี 10%: ประเทศที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับแล้ว แต่ยังบังคับใช้ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา สหราชอาณาจักร และตรินิแดดและโตเบโก
- กลุ่มที่ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 12.5%: กลุ่มประเทศและเขตเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ เห็นว่า ยังไม่มีข้อห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับอย่างเพียงพอ คือ แอลจีเรีย, แองโกลา, ออสเตรเลีย, บาฮามาส, บาห์เรน, บราซิล, ชิลี, จีน, โคลอมเบีย, คอสตาริกา, สาธารณรัฐโดมินิกัน, อียิปต์, กายอานา, ฮ่องกง, อิรัก, อิสราเอล, คาซัคสถาน, คูเวต, ลิเบีย, โมร็อกโก, นิวซีแลนด์, นิการากัว, ไนจีเรีย, นอร์เวย์, โอมาน, เปรู, ฟิลิปปินส์, กาตาร์, รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, สิงคโปร์, แอฟริกาใต้, ไทย, ตุรกี, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อุรุกวัย, เวเนซุเอลา และเวียดนาม
เจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการบิดเบือนการค้า โดยหวังยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานทั่วโลก
อนึ่ง การประกาศดังกล่าวถือเป็นการ ‘ต่ออายุ’ นโยบายภาษีของทรัมป์ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสิน 6 ต่อ 3 ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจใช้กฎหมายว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉิน (IEEPA) เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้า เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจดังกล่าวเป็นของสภาคองเกรส
ในช่วงที่ผ่านมา ทรัมป์ได้หันไปใช้กฎหมายฉบับอื่น เช่น มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน ซึ่งกำลังหมดอายุลงในวันนี้
หลายประเทศไม่เห็นด้วย วิจารณ์ทรัมป์ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือบ่อนทำลาย
The Guardian รายงานว่า แคนาดาเป็นหนึ่งในประเทศที่ออกมาตอบโต้ทันที เพราะเป็นกลุ่มที่ถูกตั้งเป้าเก็บภาษีนำเข้า 10% โดยยืนยันว่า แคนาดาคือประเทศที่มีบทบาทนำในการต่อต้านการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับ
ทั้งนี้ แมทธิว โฮล์มส์ (Matthew Holmes) รองประธานบริหารหอการค้าแคนาดา กล่าวว่า หากเป้าหมายของสหรัฐฯ คือการแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับ ก็ควรดำเนินการผ่านกลไกพหุภาคี โดยตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงเวลาการประกาศมาตรการน่าสงสัย เพราะเกิดขึ้นก่อนที่มาตรการภาษีก่อนหน้านี้จะหมดอายุ
ขณะที่ออสเตรเลียยังออกมาคัดค้านมาตรการดังกล่าว โดย ดอน ฟาร์เรลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าออสเตรเลีย ระบุว่า มาตรการดังกล่าวไม่มีเหตุผลรองรับอย่างสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาทาสและแรงงานทาสยุคใหม่อย่างจริงจัง
ฟาร์เรลล์ยังระบุว่า รัฐบาลออสเตรเลียจะเดินหน้าหารือกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เพื่อเรียกร้องให้ยกเลิกภาษีนำเข้าที่ใช้กับสินค้าออสเตรเลียทั้งหมด อย่างไรก็ดี สินค้าบางประเภทได้รับการยกเว้นจากภาษีรอบใหม่นี้ เช่น เนื้อวัว ทองคำ และทองแดง
ขณะที่รัฐบาลบราซิลวิจารณ์ว่า มาตรการของสหรัฐฯ เป็นไปตามอำเภอใจและไม่มีเหตุผลรองรับ พร้อมประกาศเตรียมใช้กฎหมายว่าด้วยการตอบแทนทางการค้า ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีตอบโต้ และยื่นเรื่องต่อองค์การการค้าโลก
ส่วนชิลียืนยันว่า ประเทศมีสถาบันด้านแรงงานและกรอบกฎหมายที่เข้มแข็ง ตลอดจนมีความมุ่งมั่นในการป้องกันและขจัดแรงงานบังคับ พร้อมวิจารณ์ว่า การนำมาตรการดังกล่าวมาใช้กับชิลีไม่สอดคล้องกับข้อมูลด้านเทคนิค การเมือง และกฎหมายที่รัฐบาลชิลีเสนอระหว่างกระบวนการสอบสวน
ผู้เชี่ยวชาญคิดเห็นอย่างไร
อลัน วูล์ฟ (Alan Wolff) นักวิจัยอาวุโสของสถาบัน Peterson Institute for International Economics และอดีตรองผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) ระบุผ่าน The Guardian ว่า มาตรการดังกล่าวทำให้เกิดคำถามขึ้นอีกครั้งว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดนโยบายภาษีได้มากน้อยเพียงใด ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจด้านภาษีเป็นของสภาคองเกรส
วูล์ฟมองว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจในวงกว้างเช่นนั้น เพราะสภาคองเกรสไม่เคยมอบอำนาจดังกล่าวให้ โดยตามหลักรัฐธรรมนูญ สภาก็ไม่อาจโอนอำนาจให้ฝ่ายบริหารได้ ขณะที่ภาษีชุดใหม่อาจเข้าข่ายการใช้อำนาจฝ่ายบริหารเกินขอบเขต ซึ่งหากมีการฟ้องร้อง ก็มีความเป็นไปได้ที่ศาลสูงสหรัฐฯ จะวินิจฉัยให้เป็นโมฆะอีกครั้ง
ส่วน The Wall Street Journal ระบุว่า ภาษีชุดใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนภาษีนำเข้าทั่วโลกชั่วคราว ซึ่งหมดอายุลงในวันนี้ แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะอ้างว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายแก้ไขปัญหาแรงงานบังคับก็ตาม
เบลก ฮาร์เดน (Blake Harden) อดีตที่ปรึกษาด้านการค้าของคณะกรรมาธิการ Ways and Means แห่งสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ระบุว่า แม้ USTR จะดำเนินกระบวนการสอบสวนอย่างรอบคอบ แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐบาลทรัมป์ยังคงพยายามสร้างระบอบภาษีทั่วโลกขึ้นมาใหม่
อย่างไรก็ตาม ทิม ไบรต์บิลล์ (Tim Brightbill) หุ้นส่วนของสำนักงานกฎหมาย Wiley Rein กล่าวว่า ภาษีชุดใหม่น่าจะสามารถผ่านการตรวจสอบทางกฎหมายได้ เนื่องจากมาตรา 301 ให้อำนาจประธานาธิบดีค่อนข้างกว้างในการเรียกเก็บภาษี หลังผ่านกระบวนการสอบสวนแล้ว
ไบรต์บิลล์ยังระบุช่องโหว่ว่า กฎหมายการค้าไม่ได้กำหนดว่า การคำนวณอัตราภาษีจะต้องมีความแม่นยำในระดับที่คำนวณได้อย่างละเอียดทางคณิตศาสตร์ จึงจะถือว่าชอบด้วยกฎหมาย
ภาพ: Jonathan Ernst / Reuters
อ้างอิง:
- https://apnews.com/article/trump-tariffs-supreme-court-forced-labor-4ea091eeee3fa1bfbe55af3f482e6bc1
- https://www.theguardian.com/us-news/2026/jul/23/trump-administration-trade-tariffs
- https://www.wsj.com/politics/policy/trumps-trade-wars-are-backdespite-the-supreme-court-7a889f9a
- https://www.reuters.com/world/us/trump-impose-forced-labor-duties-friday-temporary-10-us-tariffs-expire-2026-07-23/
- https://www.whitehouse.gov/presidential-actions/2026/07/actions-by-the-united-states-in-the-investigations-under-section-301-of-the-trade-act-of-1974-of-the-acts-policies-and-practices-of-60-economies-related-to-the-failure-of-each-economy-to-impose-and/


