‘ดร.เอกนิติ’ รองนายกฯ และ รมว. คลัง สั่ง BOI หารือ ตลท. เตรียมเดินหน้า ‘BOI to IPO’ เพิ่มหุ้น New Economy สู่ตลาดทุนไทย พร้อมเผยเร่งดัน TISA เสร็จทันกันยายนนี้ ยันยกเลิกตัวคูณ ‘0.7-1.3’
วันนี้ (21 กรกฎาคม) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเผยว่า รัฐบาลต้องการดำเนินยุทธศาสตร์ ‘Investment-Led Growth’ ที่ดึงการลงทุนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จึงเตรียมผลักดันโครงการ ‘BOI to IPO’ เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดบริษัทในกลุ่ม New Economy ให้เข้ามาระดมทุนในตลาดหุ้นไทย
โดยรัฐบาลต้องการเชื่อมบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ให้เข้าจดทะเบียนในตลาดทุนไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศให้การลงทุนอยู่กับประเทศไทยในระยะยาว
ดร.เอกนิติกล่าวว่า จากการเดินทางเยือนประเทศจีนเมื่อเร็วๆ นี้ ได้เชิญชวนผู้ประกอบการจีน ให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพื่อสร้างฐานอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้มหาวิทยาลัยไทย
ตลอดจนเชิญชวนผู้ประกอบการจีนให้เข้าร่วมโครงการ ‘BOI to IPO’ เพื่อให้บริษัทที่เข้ามาลงทุนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนไทยได้ในอนาคต และตลาดทุนไทย จะได้มีสินค้าใหม่ๆ ที่น่าสนใจในกระดานหุ้น
“วันนี้โลกยุคใหม่ ใครๆ ก็ใช้ AI ทั้งนั้น วันนี้หุ้น AI ทั้งโลกถึงขึ้น ไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศที่จะเกาะกระแสนี้ไปได้ ถ้าทำได้สำเร็จ ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านได้” ดร.เอกนิติกล่าว
ทั้งนี้ ดร.เอกนิติได้มอบหมายให้ นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment) หรือ บีโอไอ กับ อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) หารือแนวทางในการดำเนินโครงการร่วมกัน
ดัน TISA เสร็จทันกันยายนนี้ พร้อมยกเลิกตัวคูณ ‘0.7-1.3’
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติยังระบุว่า ตลาดทุนจะมีกลไกส่งเสริมการลงทุนให้ประชาชนรายย่อย เพื่อให้มีการลงทุนในระยะยาว รองรับการก้าวสู่สังคมสูงวัย ผ่าน 2 มาตรการ คือ ‘ออม พลัส’ และ ‘โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล’ (Thailand Individual Savings Account) หรือ TISA
สำหรับ โครงการ ‘ออม พลัส’ ได้มีการเพิ่มจุดเด่นหลัก 4 พลัส ได้แก่ พลัสจำหน่ายทุกเดือน พลัสดอกเบี้ยสูงกว่าตลาด พลัสช่องทางจำหน่าย และพลัส ‘กลไกตลาดรอง’
ส่วน TISA ดร.เอกนิติระบุว่า จะเร่งผลักดันให้เสร็จสิ้นภายในปีงบประมาณ 2569 หรือภายในเดือนกันยายนนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจในการออมระยะยาวให้กับประชาชน ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี พร้อมกับมอบอิสระการลงทุน ให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และเป้าหมายการลงทุน
ทั้งนี้ ดร.เอกนิติระบุว่า ตัวรายละเอียดโครงการทั้งหมดได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว แต่กระทรวงการคลังพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะที่เกิดขึ้นในสังคม จึงได้ยกเลิกเงื่อนไขบางประการ เช่น เงื่อนไขตัวคูณ 0.7 และ 1.3
“จริงๆ ทำเสร็จแล้ว แต่ข้อสังเกตทางสังคม ไม่อยากให้มี เงื่อนไขตัวคูณ 0.7 กับ 1.3 เลยคิดว่าจะไม่มี ไม่ว่าใครก็จะให้สิทธิเท่าเทียมกัน” ดร.เอกนิติกล่าว

