เคาะแล้ว ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ รัฐช่วยค่าที่พักแบบจ่ายตามจริงสูงสุดคืนละ 1,500 บาท พร้อมแจก Voucher สูงสุด 2,000 บาท เตรียมเปิด 1 ล้านสิทธิ์ 1 คนใช้ได้สูงสุด 5 สิทธิ
ประเด็นสำคัญ
เมื่อวันที่ 8 กันยายน สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯ และกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือรายละเอียดโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ ซึ่งที่ประชุมเห็นพ้องแนวทางของโครงการ ให้มีการสนับสนุนใน 2 ส่วน ได้แก่ การอุดหนุน ‘ค่าที่พัก’ และ ‘Voucher’ สำหรับใช้จ่ายในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ
สำหรับวงเงินโครงการจะมาจาก เงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท โดยกำหนดไว้ไม่เกิน 3,500 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากกรอบเดิมที่ราว 4,000 ล้านบาท
โดยการประชุมดังกล่าว มี ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าร่วม
หนุนค่าที่พักสูงสุด 1,500 บาทต่อคืน-แจก Voucher สูงสุด 2,000 บาท
การอุดหนุนด้านที่พัก รัฐจะสนับสนุนแบบจำนวนคงที่ (Flat Rate) โดยจ่ายตามจริง สูงสุดไม่เกิน 1,500 บาทต่อคืน ประชาชน 1 คนใช้สิทธิ์ได้สูงสุด 5 คืน หรือคิดเป็นเงินสนับสนุนค่าที่พักสูงสุด 7,500 บาทต่อคน หากใช้สิทธิ์ครบทั้ง 5 คืน
ส่วนการให้ Voucher จะเป็นการให้คูปองดิจิทัลสำหรับใช้ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ สปา นวด ทำเล็บ รถรับจ้าง ร้านของที่ระลึก ฯลฯ โดยมีลักษณะการใช้ในรูปแบบของการร่วมจ่าย (Co-pay) แบบ 50:50 คล้ายโครงการ ‘คนละครึ่ง’
โดย Voucher จะมีวงเงินเริ่มต้นที่ 1,500 บาท สำหรับการใช้จ่ายใน ‘เมืองหลัก’ แต่ถ้าใช้จ่ายใน ‘เมืองรอง’ รัฐจะเพิ่มวงเงิน Voucher จาก 1,500 บาท เป็น 2,000 บาท เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนกระจายการเดินทางไปยังเมืองรองมากขึ้น
ทั้งนี้ โครงการกำหนดไว้ที่ 1 ล้านสิทธิ์ ไม่ใช่ 1 ล้านคน เนื่องจากประชาชน 1 คนสามารถใช้ได้สูงสุด 5 สิทธิ์ โดยหากใช้สิทธิ์ครบ 5 คืนและใช้ Voucher ในเมืองรองเต็มจำนวน มูลค่าสิทธิประโยชน์สูงสุดต่อคนจะอยู่ที่ 17,500 บาท แบ่งเป็นค่าที่พัก 7,500 บาท และ Voucher 10,000 บาท
เตรียมเปิดลงทะเบียนตุลาคมนี้
ขั้นตอนต่อไป กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จะเสนอรายละเอียดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยเร็วที่สุด เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการและประชาชนลงทะเบียนได้ในเดือนตุลาคม
เบื้องต้น ผู้ประกอบการจะเริ่มลงทะเบียนตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ขณะที่ประชาชนจะทยอยลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ได้หลังวันที่ 25 ตุลาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์เดินทางได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ จะมีช่วงงดใช้สิทธิ์ หรือ ‘Blackout Period’ ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม 2569 – 15 มกราคม 2570 เพื่อป้องกันการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ ก่อนกลับมาใช้สิทธิ์ได้อีกครั้งจนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2570
คุมราคาห้องพัก-จับตาทุจริต ใช้ระบบตรวจสอบ พร้อมขึ้น Blacklist
ทั้งนี้ ได้มีมาตรการกำหนดให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ต้องแจ้งราคาห้องพักด้วยระหว่างขั้นตอนลงทะเบียน เพื่อให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบกับข้อมูลราคาในอดีตได้ และป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาห้องพัก
สุรศักดิ์ระบุว่า ภาครัฐจะติดตามราคาและตรวจสอบย้อนหลัง รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน หากพบพฤติกรรมทุจริตหรือการขึ้นราคาไม่เหมาะสมจะดำเนินการตรวจสอบและลงโทษ โดยที่ผ่านมาในโครงการลักษณะเดียวกัน มีโรงแรมที่ถูกตัดสิทธิ์จากโครงการ (Blacklist) แล้ว มากกว่า 1,400 แห่ง
นอกจากนี้ ระบบการใช้สิทธิผ่าน ‘เป๋าตัง’ จะช่วยติดตาม Transaction ของผู้ใช้สิทธิ์และตรวจสอบการใช้สิทธิ์ของแต่ละบุคคล รวมถึงป้องกันการนำสิทธิ์ไปใช้แทนกันหรือการฮั้วระหว่างผู้ใช้สิทธิ์กับผู้ประกอบการได้อีกด้วย
หวังดันเงินหมุนเวียน 5.8-6 หมื่นล้าน ดึงการใช้จ่ายลงธุรกิจบริการ
ด้านผลต่อเศรษฐกิจ ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินว่าโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทย พลัส’ จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 58,000-60,000 ล้านบาท จากการกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวไทย
นอกจากนี้ ททท. ยังประเมินอีกด้วยว่า มาตรการดังกล่าวอาจช่วยให้ ค่าใช้จ่ายต่อทริป (Spending per Trip) ของตลาดท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นได้ราว 20% ไม่เพียงเท่านั้น ฐาปนีย์ยังระบุด้วยว่าเงินที่ภาครัฐใส่ลงไป 1 บาท สามารถสร้างการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้ประมาณ 2.5 เท่าอีกด้วย
ภาพ: shutterstock / Nelson Antoine

