หากถามว่าทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในจีน ซึ่งเป็นผู้นำตลาด EV ของโลกกำลังมุ่งไปทางไหน ส่วนหนึ่งเราอาจจับเทรนด์ได้จากงาน Auto China (Beijing Auto Show) ที่จัดไปเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยปีนี้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานด้วย และได้เห็นพัฒนาการเทคโนโลยีใหม่ๆ เกี่ยวกับ EV, AI และหุ่นยนต์ที่จีนให้ความสำคัญอย่างมาก และอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ของจีนด้วย
ประเด็นสำคัญ
- โชว์เคส ‘รถใหญ่พลังงานทางเลือก’ แบตเตอรี่เล็กลง วิ่งได้ไกลกว่า
- AI พลิกโฉมยานยนต์: จากห้องโดยสารอัจฉริยะ สู่ Digital Chassis
- สงครามชิปประมวลผล: สมองกลที่ค่ายรถจีนเริ่มซุ่มพัฒนาเอง
- จีน vs สหรัฐฯ: ใครคือผู้นำสมรภูมิยานยนต์ยุคใหม่?
- EV ยังอยู่ในแผนพัฒนาของจีนหรือไม่ แล้วโอกาสของไทยอยู่ตรงไหนในซัพพลายเชน
- เมื่ออนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ ไทยและอาเซียนควรขยับอย่างไร?
จากแผนที่โลก เราจะเริ่มที่ปักกิ่งเพื่อหาคำตอบว่า จีนกำลังเดิมพันกับอะไร แผนยุทธศาสตร์ใหม่ของรัฐบาลจีนมองอุตสาหกรรม EV อย่างไร จะไปต่อหรือไม่ ก่อนจะย้อนกลับมาดูกรุงเทพฯ ว่าไทยอยู่ตรงไหนในสมการ และจะคว้าโอกาสอย่างไรในสายพานการผลิตที่ทอดยาวสู่อนาคต ในวันที่ความมั่นคงทางพลังงานและเทคโนโลยีสีเขียวเป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ
โชว์เคส ‘รถใหญ่พลังงานทางเลือก’ แบตเตอรี่เล็กลง วิ่งได้ไกลกว่า
ปูพื้นฐานก่อนว่างาน Auto Show หรืองานแสดงรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของจีนจะจัดที่กรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้สลับกันแบบปีเว้นปี แต่ก็มีงานย่อยๆ เล็กลงมาอย่างเช่นที่เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน และเมืองอื่นๆ ซึ่งแบรนด์ที่เข้าร่วมจัดแสดงก็จะน้อยกว่างานหลักๆ
สิ่งที่เราจะเห็นใน Auto China แต่ละปีก็จะแตกต่างกัน โดยในปีก่อนๆ เราอาจเห็นเทคโนโลยีหนึ่ง แต่ปีต่อๆ มาก็อาจได้เห็นอีกเทคโนโลยีหนึ่ง ก็คล้ายกับงาน CES (Consumer Electronics Show) งานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกาที่มีการอัปเดตเทคโนโลยีใหม่ๆ และทำให้เราได้เห็นเทรนด์ว่าเทคโนโลยีกำลังขยับไปทางไหน

สำหรับ Auto China 2026 อรรถพล ทะแพงพันธ์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ iMoD สื่อด้านยานยนต์ชั้นนำและผู้เชี่ยวชาญด้าน EV ที่เดินทางไปกับคณะครั้งนี้ด้วย บอกว่า โมเดลรถ EV ขนาดใหญ่กำลังได้รับความสนใจและกลายเป็นไฮไลต์ของงานปีนี้
จีนแบ่งรถออกเป็นซีรีส์ไล่จาก 3 ไปถึง 9 ซึ่งสามารถจัดเป็นกลุ่มย่อย ได้แก่ ซีรีส์ 3 เป็นรถขนาดเล็ก ซีรีส์ 5 ขนาดกลาง ซีรีส์ 7 ขนาดใหญ่ และซีรีส์ 9 ขนาดใหญ่มาก
ในงานปีนี้ แบรนด์ EV ค่ายยักษ์ใหญ่ของจีนต่างนำรถซีรีส์ 8-9 มาเปิดตัวกันมากเป็นพิเศษ มีคำถามว่าทำไมเทรนด์ถึงมาทางนี้ แล้วรถขนาดใหญ่เหล่านี้ขนเทคโนโลยีอะไรน่าสนใจมา?
อรรถพลอธิบายว่า เดิมหากคนอยากได้รถ EV ที่วิ่งได้ไกล ก็ต้องใช้แบตเตอรี่ลูกใหญ่ ระดับ 150-200 kWh แต่ถ้าแบตใหญ่ แปลว่าน้ำหนักรถก็ยิ่งมาก ทำให้วิ่งได้ระยะทางไม่ไกลตามที่ต้องการ อีกปัญหาคือ เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว แบตเตอรี่จะมีปัญหาหดตัว ทำให้รถไม่สามารถวิ่งได้ตามระยะทาง 100%
เพื่อแก้ปัญหาข้างต้น จีนจึงหันมาพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกอื่นในรถขนาดใหญ่เพื่อให้วิ่งได้ไกลขึ้นและใช้แบตเตอรี่ขนาดเล็กลงแทน ซึ่งเราได้เห็นโมเดล ‘รถปลั๊กอินไฮบริด’ หรือ PHEV ซึ่งค่าย BYD เรียก ‘ซูเปอร์ไฮบริด’ มีแบตเตอรี่ขนาด 800-900 โวลต์และชาร์จเร็วเท่ากับรถยนต์ไฟฟ้า และอีกโมเดลคือกลุ่ม REEV (Range-Extended EV) ซึ่งกลายเป็นดาวเด่นของ Auto China ปีนี้
REEV คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 100% แต่มีเครื่องยนต์สันดาปติดตั้งมาด้วย แต่เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันนี้ไม่ได้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อโดยตรง แต่เป็นเหมือน ‘เครื่องปั่นไฟ’ เพื่อผลิตกระแสไฟไปเก็บในแบตเตอรี่อีกทีหนึ่ง ดังนั้นเมื่อขับขี่ก็ยังมีความเงียบ ให้ความรู้สึกเหมือนขับ EV เช่นเดิม
“REEV คือพระเอกของรถไซส์ใหญ่ในตอนนี้ ระบบนี้จะลดขนาดแบตเตอรี่ลงเพื่อคุมต้นทุน แต่ยังให้แบตเตอรี่มาในปริมาณที่มากพอที่จะทำให้ผู้ขับขี่ได้ประสบการณ์ใช้งานเหมือนรถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยที่เครื่องยนต์ทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟกลับเข้าแบตเตอรี่เท่านั้น ไม่ได้ส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อโดยตรง” ซีอีโอ iMoD กล่าว
“นอกจากนี้ REEV ยังลดความซับซ้อนของระบบเกียร์และเครื่องยนต์ลงเมื่อเทียบกับ PHEV แบบเดิม และช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลเรื่องระยะทางหรือการหาที่ชาร์จเวลาเดินทางไกลอีกต่อไป”
อีกจุดเด่นหนึ่งคือเมื่อมีไฟฟ้าเหลือเฟือจากเครื่องยนต์ปั่นไฟ รถขนาดใหญ่เหล่านี้จึงสามารถใส่ฟีเจอร์เพิ่มเข้ามาได้มากมายแบบรถไฟฟ้าทั่วไป เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย เช่น ฟีเจอร์ Camp Mode ที่สายผจญภัยมองหา
อรรถพลกล่าวอีกว่า REEV ได้เปิดรูปแบบการเซ็ตอัพใหม่ที่ดึงพลังแรงม้าได้สูงระดับ 800 ถึง 1,000 แรงม้าได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบเพลา ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือเกียร์ที่ซับซ้อนเหมือนกับรถเครื่องยนต์สันดาปในอดีต
ที่ Beijing Auto Show ปีนี้มี REEV และ PHEV หลายโมเดลที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงาน โดย OMODA & JAECOO ในเครือ CHERY ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองอู๋หู มณฑลอันฮุย ได้เปิดตัวรถยนต์ SUV โมเดล JAECOO 6T REEV ส่วน AION จากค่าย Guangzhou Automobile Group (GAC) นำรถ SUV โมเดล AION i60 ที่ขยายระยะทางเป็น REEV มาโชว์ ขณะที่ Geely ก็ส่ง PHEV โมเดล Starray EM-i และอีกหลายโมเดลเข้าประกวด
ในงาน TECH DAY ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งจัดโดย OMODA & JAECOO และมีการเปิดตัวรถ JAECOO 6T REEV ด้วยนั้น เซดริก ชุย ประธาน OMODA & JAECOO (Thailand) ย้ำแผนกลยุทธ์ว่า บริษัทกำลังโฟกัสไปที่การพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่ที่นำ AI มาบูรณาการบนแพลตฟอร์ม ซึ่งการนำรถโมเดล J6T นี้มาทำการตลาดในไทยนั้น ก็ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนไทยที่สอดคล้องกับเทรนด์ EV ในจีนด้วย คือ ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าขนาดครอบครัวที่ขับได้ไกลขึ้น โดยไม่ต้องพะวงกับการที่ต้องคอยชาร์จไฟ ขณะเดียวกันก็มีระบบอัจฉริยะที่ช่วยให้การขับขี่สะดวกสบายและปลอดภัยขึ้น

AI พลิกโฉมยานยนต์: จากห้องโดยสารอัจฉริยะ สู่ Digital Chassis
หากย้อนไปปีก่อนๆ เทคโนโลยี AI ในรถยนต์อาจจำกัดการใช้งานอยู่แค่ในห้องโดยสาร (Cabin) เช่น ระบบสั่งการด้วยเสียงอัจฉริยะที่สามารถโต้ตอบกับคนได้อย่างเป็นธรรมชาติ หรือระบบความบันเทิงภายในรถ แต่ในช่วงปีหลังๆ โดยเฉพาะปี 2026 นี้เทคโนโลยี AI ได้ถูกฝังเข้าไปควบคุมระบบโครงสร้างส่วนล่างของรถยนต์ จนเรียกว่า ‘ดิจิทัลแชสซี’ (Digital Chassis) รวมถึงเข้าไปควบคุมระบบขับขี่ เช่น มอเตอร์และเครื่องยนต์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นด้วย
อรรถพลอธิบายเสริมว่า ค่ายรถยนต์จีนได้นำ AI มาประสานการทำงานร่วมกับเซนเซอร์ กล้อง เรดาร์ และไลดาร์ (ตัววัดระยะทาง) เพื่อวิเคราะห์สภาพพื้นผิวถนน สิ่งกีดขวาง และพฤติกรรมการขับขี่แบบเรียลไทม์ โดย AI จะคำนวณ ประมวลผล และสั่งการปรับแต่งระบบช่วงล่างแบบมิลลิวินาที เช่น การยืด-ยุบของโช้คอัพอัจฉริยะ หรือการปรับสมดุลตัวรถขณะเข้าโค้งบนถนนที่ลาดเอียง ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลและปลอดภัยสูงสุด
นอกจากนี้ ระบบช่วยขับขี่อัตโนมัติทั้งการขับ จอดรถ และเรียกรถมารับ (Autonomous Driving) ก็ล้วนเป็นส่วนที่นำ AI มาช่วยประมวลผลและควบคุมมากขึ้น ซึ่งในปีนี้ ค่ายรถยนต์จีนต่างก็ขยับไปพูดถึงมาตรฐาน Level 3 และ Level 4 ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นกันแล้ว
“การพัฒนาซอฟต์แวร์อัจฉริยะเหล่านี้มีความก้าวหน้าเร็วมากจนสามารถไล่บี้ผู้นำระดับโลกอย่าง Tesla ได้อย่างน่าจับตา” ซีอีโอ iMoD กล่าว
Geely อีกค่ายรถยักษ์ใหญ่ของจีนได้โชว์รถต้นแบบ Galaxy Light Gen II ในงาน Auto China ซึ่งก็ชูจุดเด่นเรื่องเทคโนโลยี AI ตั้งแต่ระบบภายในห้องโดยสาร (AI Cabin) การบริหารพลังงานและสมรรถนะการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า (AI Hybrid) ไปจนถึงการควบคุมการขับขี่และการตอบสนองของตัวรถช่วงล่าง (AI Digital Chasis/Off-road)
ซึ่งในภาพรวมนั้นจะเห็นว่า Geely กำลังผลักดันแนวคิดการใช้ AI ครอบคลุมทั้งคันรถ (Full-Domain AI) เหมือนกับค่ายรถอื่นๆ ที่พยายามประสานการทำงานของ AI กับยานยนต์แห่งอนาคต

บนเวทีแสดงวิสัยทัศน์ทิศทางบริษัทในงาน TECH DAY เซดริก ชุย แห่ง OMODA & JAECOO บอกว่า เวลานี้ CHERY ในประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุค 2.0 ที่ต้องการเปลี่ยนการรับรู้ของผู้ใช้ที่มีต่อแบรนด์ที่แต่เดิมมองผ่าน ‘เทคโนโลยีผลิตภัณฑ์’ ไปสู่การรับรู้ผ่าน ‘เทคโนโลยีแบรนด์’ โดยแนวคิดสำคัญของการพัฒนายานยนต์ใหม่คือ รถจะต้อง ‘ปลอดภัยกว่าและชาญฉลาดกว่ามนุษย์ขับเอง’ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ชุยยืนยันว่า ไม่ใช่การแทนที่มนุษย์ในทุกสถานการณ์
แน่นอนว่า การจะไปให้ถึงเป้าหมายได้นั้น AI คือตัวเปลี่ยนเกมสำคัญ หรือ Game Changer ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ ห้องโดยสารอัจฉริยะ ระบบขับขี่อัจฉริยะ และโซลูชั่นระบบนิเวศพลังงาน 2.0
สงครามชิปประมวลผล: สมองกลที่ค่ายรถจีนเริ่มซุ่มพัฒนาเอง
เมื่อซอฟต์แวร์และ AI กลายเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยียุคใหม่ สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างหรือจุดขายได้ในอนาคตคือ ‘ฮาร์ดแวร์’ โดยเฉพาะชิปประมวลผลอัจฉริยะ (AI Chip) ซึ่งในอดีตค่ายรถยนต์จีนมักพึ่งพาชิปจากซัพพลายเออร์ระดับโลกอย่าง NVIDIA ที่โดดเด่นเรื่องการ์ดจอประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่และกราฟิก และ Snapdragon ที่เด่นเรื่องระบบควบคุมกลางหรือ CPU
แต่ในปัจจุบัน ค่ายรถยนต์ระดับท็อปของจีนเริ่มเดินตามรอย Tesla ด้วยการพัฒนาชิปประมวลผลเป็นของตัวเองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก
โดยผู้ก่อตั้ง iMoD เผยว่า ปัจจุบันมีสองค่ายใหญ่ๆ ที่พัฒนาชิปเองจนเป็นรูปธรรมชัดเจน ได้แก่ XPeng ที่พัฒนาชิป AI Turing และ NIO ที่ซุ่มพัฒนาชิปอัจฉริยะของตัวเองเช่นกัน ซึ่งการมีชิปเป็นของตัวเองทำให้ค่ายรถสามารถปรับแต่ง (Optimize) ซอฟต์แวร์ระบบช่วยขับขี่ให้ทำงานร่วมกับตัวรถได้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาความขัดแย้งและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงการที่สหรัฐฯ พยายามแยกห่วงโซ่เทคโนโลยีออกจากจีนด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ก็กลายเป็นโจทย์ท้าทายของจีนในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน EV อย่างเต็มตัว เป็นที่ทราบกันดีว่าชิปเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยี AI ในขณะที่สหรัฐฯ ก็จำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงไปยังจีน แม้บรรยากาศระหว่างสองมหาอำนาจจะดีขึ้นในช่วงหลังก็ตาม
ในช่วงการสัมภาษณ์กับ THE STANDARD หลังงานเปิดตัว JAECOO 6T REEV ที่ไทย ประธาน OMODA & JAECOO (Thailand) ยอมรับว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ต้องใช้น้ำมันในกระบวนการผลิต ซึ่งก็ดันให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น
แต่ผลกระทบที่รุนแรงและเห็นได้ชัดเจนที่สุดสำหรับ CHERY GROUP คือภาคส่วนของ AI ชุยกล่าวว่า ปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระบวนการผลิตชิป เพราะราคาของเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ดีดตัวสูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งนี่ถือเป็นปัจจัยหลักและเป็นความท้าทายสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน มากกว่าผลกระทบทางตรงจากสงครามเสียอีก
จีน vs สหรัฐฯ: ใครคือผู้นำสมรภูมิยานยนต์ยุคใหม่?
จากการตั้งข้อสังเกตของอรรถพล เทคโนโลยีหลายๆ ด้านของยานยนต์จีนในปัจจุบันก้าวแซงหน้าสหรัฐอเมริกาและยุโรปไปหลายก้าวแล้ว แม้ว่าสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Tesla จะเป็นผู้เริ่มต้นไอเดียหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก็ตาม แต่จีนมีจุดเด่นอย่างมากในเรื่องของความเร็วและการนำมาพัฒนาต่อยอด (Adapt and Execute)
“คนจีนยอมรับเองว่าเขาอาจไม่ได้เป็นคนคิดค้นคอมพิวเตอร์หรือยานอวกาศเป็นคนแรก แต่ถ้ามีเทคโนโลยีอะไรเกิดขึ้นมาแล้ว จีนสามารถพัฒนาตามทันและทำได้ทุกอย่าง ยิ่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ เทคโนโลยีการผลิตแบบ Smart Factory ที่ลดการใช้แรงงานคนแล้วแทนที่ด้วยโรบอตอัจฉริยะ ทำให้ค่ายรถจีน โดยเฉพาะ BYD สามารถผลิตและส่งมอบรถยนต์ได้ปีละนับล้านคัน ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย” ผู้เชี่ยวชาญ EV จาก iMoD ให้ความเห็น
ในมุมมองด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่นั้น จีนถือเป็นมหาอำนาจโลกอย่างแท้จริงผ่านบริษัทผู้ผลิตระบบกักเก็บพลังงานยักษ์ใหญ่อย่าง CATL จีนพัฒนาแบตเตอรี่โดยลดการพึ่งพาแร่หายาก (Rare Earth) แต่ใช้กระบวนการทางเคมีและซอฟต์แวร์จัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ทำให้แบตเตอรี่ชาร์จเร็วขึ้น ทนทานขึ้น และมีต้นทุนที่ถูกลงอย่างมหาศาล ส่วนระบบขับขี่อัตโนมัติและการเข้าจอดอัจฉริยะ (Valet Parking) จีนก็ทำได้โดดเด่นไม่แพ้ฝั่งอเมริกา
EV ยังอยู่ในแผนพัฒนาของจีนหรือไม่ แล้วโอกาสของไทยอยู่ตรงไหนในซัพพลายเชน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ภาพ EV จีนจอดเกลื่อนท่าเรือและสงครามราคาที่ทุบรถคู่แข่งจากชาติอื่นจนไม่สามารถแข่งขันในหลายประเทศได้ กลายเป็นรอยด่างพร้อยสำหรับอุตสาหกรรม EV จีนไม่น้อย มีคำถามว่า เมื่อเกิดภาวะอุปทานล้นทั่วโลกและความกังวลเกี่ยวกับปัญหาฟองสบู่แล้ว รัฐบาลจีนจะยังทุ่มเดิมพันอุ้มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้านี้ต่อหรือไม่
เมื่อเราแง้มดูแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีฉบับที่ 15 ของจีนที่เริ่มต้นในปีนี้ จะพบว่า มีหลายข้อความที่บ่งชี้ว่าจีนยังคงให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอยู่
หนึ่งในเหตุผลคือโจทย์ความมั่นคงทางพลังงาน โดยวิกฤตขาดแคลนน้ำมันจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้จีนยิ่งตระหนักว่ายังต้องให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมสีเขียวที่มีระบบนิเวศ EV เป็นส่วนหนึ่งของแผนการบริหารจัดการอุปทานของพลังงานอย่างปลอดภัยและมั่นคง
ในจีนเองยังมีโจทย์ที่ต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมสีเขียวและสังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้ถึงจุดสูงสุดก่อนปี 2030 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ก่อนปี 2060 ตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงานใหม่ที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเคยเสนอในปี 2014
คำถามคือ แล้วไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากแผนพัฒนาฉบับใหม่และซัพพลายเชนของจีน?
จางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของการพัฒนาพลังงานใหม่ โดยชี้ว่าเป็นโอกาสให้ไทยและจีนได้ขยายขอบเขตความร่วมมือให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในไทยเพื่อตั้งฐานผลิต การแบ่งปันเทคโนโลยี และการทำให้คนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาดด้วยต้นทุนที่ถูกลง

“ยานยนต์พลังงานใหม่เป็นพื้นที่สำคัญของความร่วมมือระหว่างจีนและไทย บริษัทจีนได้นำเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่มาสู่ประเทศไทย ซึ่งช่วยลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เอกอัครราชทูตจางกล่าวในพิธีเปิดหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน (บทจ.) รุ่นที่ 3 ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม
มีเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่ายว่า บริษัทจีนที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงาน EV ในไทย ไม่ได้สร้างงานให้คนไทยหรือมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมากเท่าที่ควร เนื่องจากมีการจ้างงานคนจีนจำนวนมาก ใช้วัตถุดิบจีน และใช้ไทยเป็นเพียงฐานประกอบแล้วส่งออกเป็นหลัก
เรื่องนี้ทูตจีนกางข้อมูลแย้งว่า จนถึงปัจจุบันมีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์จีน 8 แห่งเข้ามาลงทุนและสร้างโรงงานในไทย ด้วยเม็ดเงินรวมกันกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยโรงงานทั้งหมดมีกำลังการผลิตรวมกันต่อปีสูงกว่า 500,000 คัน สร้างตำแหน่งงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง และยังมีส่วนช่วยพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคให้กับไทยประมาณ 2,000 คน
ผมสอบถามเพิ่มเติมไปยังแบรนด์ OMODA & JAECOO ที่ทำการตลาดและตั้งโรงงานในไทย ซึ่งให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานภายในโรงงานมากกว่า 1,200 คน โดยในจำนวนนี้เป็นคนไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 85% ที่อยู่ในไลน์การผลิต
ในประเด็นรัฐบาลจีนอุดหนุน EV จนถูกมองว่าไม่เป็นธรรมต่อคู่แข่งในตลาดนั้น ทูตจีนโต้แย้งว่า สิ่งที่ทำให้ EV จีนมีความสามารถในการแข่งขันได้ มาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านวัสดุใหม่ แบตเตอรี่ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ไม่ได้มาจากการอุดหนุนของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว
สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยปัจจุบัน อรรถพลจาก iMoD มองว่า ปรากฏการณ์ ‘EV ล้นตลาด’ หรือ ‘สงครามราคา’ ที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งก็มีสาเหตุมาจากการที่ผู้บริโภคในไทยมีพฤติกรรมที่ฉลาดเลือกมากขึ้น ค่ายรถยนต์ไม่สามารถเอาเทคโนโลยีตกรุ่นมาขายได้อีกต่อไป แม้ว่ามีการทำโปรโมชั่นหรือทำราคาแข่งกันก็ตาม จนบางรุ่นก็ขายไม่ออก เกิดปัญหารถล้นตลาด
ความน่าสนใจในมุมมองของอรรถพล คือ ประเทศไทยกลายเป็นสมรภูมิการแข่งขันของรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) นอกประเทศจีนที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ของผู้บริโภค และสิทธิประโยชน์ทางภาษี ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของจีนหลายค่าย เช่น Chang’an และ BYD จึงไม่ได้มองไทยเป็นเพียงตลาดสำหรับขายรถ แต่ตั้งใจปักหมุดให้ไทยเป็นฮับ (ศูนย์กลาง) การผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อส่งออกไปทั่วโลก
สำหรับแบรนด์ OMODA & JAECOO ผู้บริหารยืนยันว่า บริษัทมีแผนที่จะผลิตรถในไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนท้องถิ่น เป็นการลดการพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาชิ้นส่วนด้วยข้อได้เปรียบด้านโลจิสติกส์ นอกจากนี้ทางบริษัทยังมีแผนถ่ายทอดเทคโนโลยีและอัปสกิลแรงงาน ทั้งทีมงานในประเทศ วิศวกร ผู้ผลิตชิ้นส่วน ไปจนถึงพาร์ทเนอร์ด้านการผลิต ซึ่งท้ายที่สุดจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและประสิทธิภาพการผลิตในภาพรวม
เซดริก ชุย ย้ำว่า แบรนด์ CHERY GROUP ไม่ได้มองไทยเป็นเพียงตลาดที่เพิ่มยอดขายเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการผลิตและเติบโตในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เทคโนโลยีพลังงานใหม่
ตรงนี้เป็นโจทย์สำหรับไทยว่าเราจะมีแผนยุทธศาสตร์ นโยบาย และการเตรียมพร้อมด้านบุคลากรอย่างไร เพื่อให้ได้ประโยชน์จากการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เทคโนโลยีสีเขียวและอุตสาหกรรมใหม่ของจีนและประเทศอื่นๆ เพื่อไม่ให้เราตกขบวนซัพพลายเชนแห่งอนาคต ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ติดตามนโยบายส่งเสริม EV ในไทยมาอย่างใกล้ชิดมองว่า หากจีนทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถพวงมาลัยขวาได้จริงก็จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้ แต่โรงงานใหญ่ที่จีนเองก็มีโจทย์เรื่องผลกำไรเช่นกัน ซึ่งหากโรงงานเหล่านี้ตัดสินใจผลิตรถพวงมาลัยขวาด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าแล้วส่งมาขายตัดราคากับไทย ก็จะทำให้ไทยยังเสียประโยชน์
มีข้อเสนอแนะจากอาจารย์วีระยุทธที่น่าสนใจด้วยว่า การกำหนด Local Content ในไทยที่เป็นเงื่อนไขสำหรับบริษัทจีนก็ควรมีความชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ อย่างเช่นการกำหนดวิธีนับคอนเทนต์ เช่น ชิ้นส่วนไหนต้องผลิตในไทย ไม่ใช่แค่การประกอบอย่างเดียวจนเกิดปัญหาสวมสิทธิ์อย่างที่ผ่านๆ มา
ส่วนปัญหาจากสิทธิประโยชน์ที่รถจีนได้จากรัฐบาลภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ 3.5 ที่รัฐส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งการให้เงินอุดหนุน ลดภาษีนำเข้า และลดภาษีสรรพสามิต เพื่อกระตุ้นให้เกิดตลาด EV ในไทยอย่างรวดเร็วนั้น อาจารย์วีระยุทธตั้งคำถามในแง่ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและการจ้างงานในไทยว่า ปัจจุบันจีนยังไม่สามารถผลิตรถในไทยเพื่อชดเชยการนำเข้าทั้งหมดได้ตามเงื่อนไขเส้นตายที่ผูกไว้ และอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะหากทำไม่ได้ จีนจะต้องคืนเงินอุดหนุนที่รัฐจ่ายให้สูงสุด 150,000 ต่อคัน รวมถึงคืนเงินภาษีนำเข้าและภาษีสรรพสามิตที่ลดให้ย้อนหลังด้วย
รองหัวหน้าพรรคประชาชนฝ่ายยุทธศาสตร์การเมืองยังชี้ให้เห็นปัญหาในดีมานด์ EV ในไทยที่ปัจจุบันไม่รองรับมากพอ หากจะเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้ตามเป้าด้วย
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ OMODA & JAECOO ให้ข้อมูลว่า ความต้องการรถในปัจจุบันยังมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทางบริษัทก็มีแผนเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งที่โรงงานในนิคมพัฒนา จังหวัดระยองนั้น ปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่ประมาณ 6,000–7,000 คันต่อเดือน ซึ่งอาจทำให้ยอดการผลิตทั้งปีสูงถึง 72,000-84,000 คัน ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายการส่งเสริมการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 ภายในปี 2027
แม้วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดีมานด์ในรถ EV สูงขึ้น ซึ่งสะท้อนจากยอดจองในงานมอเตอร์โชว์ช่วงต้นปีที่ผ่านมา แต่โดยรวมตลาด EV ยังคงมีภาวะชะลอตัวจากหลายๆ ปัจจัย เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงจนธนาคารไม่ปล่อยกู้ รวมถึงสงครามราคาที่ทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อ หากค่ายรถเร่งผลิตให้ครบตามเงื่อนไข ก็ไม่รู้จะเอาไปขายใคร เพราะไม่มีคนซื้อมากพอ รถก็จะล้นตลาดอยู่ดี
อาจารย์วีระยุทธชี้ว่า ในเมื่อ EV แบบรถนั่งไม่มีดีมานด์มากพอ ทางออกคือควรหันไปส่งเสริมการผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า หรือรถบัสไฟฟ้าที่ยังพอมีช่องว่างของดีมานด์ ให้ไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน ซึ่งอาจได้ประโยชน์มากกว่าการผลิตรถนั่งไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา แม้มีความท้าทายในซัพพลายเชน EV จีนจากมุมมองข้างต้น แต่หากมองภาพใหญ่ที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียวมากขึ้น การเตรียมพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรในระบบนิเวศของไทยก็เป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออุตสาหกรรมนี้กำลังหลอมรวมเข้ากับคลื่นลูกใหญ่อย่างระบบอัจฉริยะและระบบอัตโนมัติ นำมาสู่คำถามสำคัญในระดับภูมิภาคว่า ไทยและอาเซียนพร้อมแค่ไหน
เมื่ออนาคตคือ AI และหุ่นยนต์ ไทยและอาเซียนควรขยับอย่างไร?
ในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของจีนกำลังมุ่งหน้าสู่การเป็น Physical AI หรือหุ่นยนต์อัจฉริยะขับเคลื่อนด้วยล้ออย่างเต็มตัว และหลายบริษัทก็กำลังมองหาความร่วมมือใหม่ๆ ในซัพพลายเชนท้องถิ่นทั้งในไทยและอาเซียนที่มีข้อได้เปรียบด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำ ผมมองเห็นความเชื่อมโยงกับประเด็นที่ได้ฟังจากเวทีระดับภูมิภาคอย่าง Nikkei Asia Forum APAC 2026 ที่จัดในกรุงเทพฯ
เวทีนี้ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมมีโพลน่าสนใจที่สำรวจความเห็นจากผู้ฟังในงาน โดยหนึ่งในคำถามถามว่า ในมิติของ AI และหุ่นยนต์นั้น เทคโนโลยีของจีนหรือสหรัฐฯ มีความสำคัญต่ออาเซียนมากกว่า ซึ่งผลโหวตส่วนใหญ่ (มากกว่า 60%) ชี้ว่า เทคโนโลยีของทั้งคู่มีความสำคัญ ขณะที่ราว 25% มองว่า เทคโนโลยีของจีนสำคัญต่ออาเซียนมากกว่า และ 13% มองว่าเทคโนโลยีของสหรัฐฯ สำคัญกว่า โพลนี้สะท้อนมุมมองของคนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นภาคธุรกิจเอกชนและสื่อมวลชนว่า เทคโนโลยีจีนในสนามแข่งขันกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะด้าน AI และหุ่นยนต์นั้น มีอิทธิพลสูงขึ้นเรื่อยๆ

หัวข้อหนึ่งที่พูดคุยบนเวที Nikkei Asia Forum คือ AI and Robotics: Scaling Adoption Under Energy Constraints, Talent Gaps ซึ่งมีโจทย์ว่า ภายใต้ความต้องการ AI และหุ่นยนต์ที่เพิ่มมากขึ้นนี้ ภูมิภาคนี้ควรเตรียมพร้อมด้านพลังงานและบุคลากรอย่างไร เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าโครงสร้างพื้นฐานอย่าง Data Center หรือสมองกลของหุ่นยนต์นั้นกินพลังงานมหาศาล ในขณะที่ประเด็นการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI ก็เป็นหนึ่งในปัญหาของภูมิภาคที่มีการแชร์กันในเวทีนี้
แน่นอนว่า การเตรียมแหล่งพลังงานหมุนเวียนเพื่อป้อนอุตสาหกรรมใหม่ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ในอีกด้านหนึ่งสมรภูมินวัตกรรมยุคใหม่จะขับเคลื่อนไปไม่ได้เลยหากปราศจาก ‘คน’ ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน รวมถึงไทยกำลังเผชิญปัญหาช่องว่างทางบุคลากร (Talent Gaps) โดยเฉพาะวิศวกรสายปฏิบัติการที่จะนำซอฟต์แวร์ AI และหุ่นยนต์ไปติดตั้งและประยุกต์ใช้งานจริง
เวทีนี้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้มีการยกระดับและปรับเปลี่ยนทักษะแรงงานเดิม (Up-skill/Re-skill) ให้เร็วที่สุด เช่น การเปลี่ยนวิศวกรซอฟต์แวร์ทั่วไปให้กลายเป็นวิศวกร AI เพื่อรองรับการไหลเข้าของอุตสาหกรรมไฮเทค รวมถึงบริษัท EV จากจีนด้วย
อาจารย์วีระยุทธ์ให้ความเห็นว่า ภาครัฐเองก็ควรจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นในส่วนของการอัปสกิลและรีสกิลแรงงานในอุตสาหกรรม EV และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตด้วย แม้ที่ผ่านมาจะมีโครงการส่งเสริมการฝึกอบรมที่เป็นประโยชน์อยู่บ้าง แต่ด้วยงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ทำให้การเทรนนิงแรงงานมีงบสนับสนุนต่อหัวเพียงไม่กี่วัน และครอบคลุมแรงงานในระบบไม่มาก พร้อมให้ข้อเสนอแนะว่า รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณให้สมดุลกว่านี้ จากเดิมที่เทไปสนับสนุนในส่วนของดีมานด์มากจนเกินไป ไปเป็นการเพิ่มในส่วนของซัพพลายด้านแรงงานมากขึ้นแทน เพื่อพัฒนาคนให้พร้อมกับการมีส่วนร่วมในไลน์ผลิตรถ EV มากขึ้น
รองหัวหน้าพรรคประชาชนมองว่า นโยบายการอัปสกิลและรีสกิลในปัจจุบันทำให้แรงงานมีทักษะพอที่จะซ่อมแบตเตอรี่หรือซ่อมรถ EV ได้เท่านั้น แต่ยังมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตไม่มากพอ
การเตรียมคนให้พร้อมในมิตินี้ จะไม่ใช่แค่ประโยชน์สำหรับภาคยานยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังจะเป็นแต้มต่อสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถปลั๊กอินเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เทคโนโลยีสีเขียว เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติแห่งอนาคตได้อย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้ไทยตกขบวนในซัพพลายเชนระดับโลก
ในด้านการเตรียมพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานนั้น การลงทุนตั้ง Data Center จากต่างชาติในไทยด้วยเม็ดเงินมหาศาลในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อาจมองเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าหรือ EV ในไทยด้วย โดยเฉพาะการเชื่อมต่อคลาวด์กับระบบขับขี่อัตโนมัติของผู้ใช้ที่จะเกิดปัญหาความหน่วงต่ำกว่า หากเทียบกับการเชื่อมต่อ Data Center ในต่างประเทศ
เทรนด์ยานยนต์ในอีกหลายปีข้างหน้า รถยนต์จะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่พาเราจากจุด A ไปจุด B และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่รถกำลังกลายเป็น Physical AI หรือหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยล้อ โต้ตอบได้ และเชื่อมต่อกับ Ecosystem ในชีวิตประจำวันของเราแบบไร้รอยต่อ และสมรภูมินี้… จีนที่ได้เปรียบทั้งเทคโนโลยี ทรัพยากร และสเกลกำลังกำหนดทิศทางของโลก
แต่ผู้ชนะไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว หากเราวางยุทธศาสตร์ให้ถูกและลงมือทำตั้งแต่วันนี้
ภาพ: OMODA & JAECOO, สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และ Nikkei Asia


