วานนี้ (17 กรกฎาคม) รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร
โดยระบุว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้มีข้อสั่งการให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบสถานประกอบการอย่างละเอียด ทั้งในมิติของการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัย โดยเน้นการให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการ ซึ่งหากพบข้อบกพร่องที่แก้ไขได้จะสั่งให้ดำเนินการทันที แต่หากต้องใช้เวลาปรับปรุง จะมีการกำหนดเงื่อนไขและกรอบเวลาที่เหมาะสมอย่างชัดเจน
ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีสถานประกอบการลักษณะคล้ายสถานบริการอยู่ในระบบฐานข้อมูลจำนวน 919 แห่ง กระจายอยู่ทั่ว 50 เขต ซึ่งเป้าหมายคือทุกแห่งจะต้องได้รับการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะต้องได้รับใบอนุญาตตรงตามลักษณะกิจกรรมที่ดำเนินการจริง เช่น การจำหน่ายอาหาร การแสดงดนตรี หรือการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยกรุงเทพมหานครจะบูรณาการการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด และหากพบการฝ่าฝืนกฎหมายจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดทันที
ด้าน พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ชี้แจงเพิ่มเติมถึงรายละเอียดของการขอใบอนุญาตว่า ผู้ประกอบกิจการร้านอาหารจะต้องขอใบอนุญาตจากกรุงเทพมหานคร 2 ประเภทหลัก ได้แก่ 1. ใบอนุญาตจำหน่ายอาหาร และ 2. ใบอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (ในกรณีที่มีการแสดงดนตรี)
ที่ผ่านมา การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่จะเน้นหนักไปที่ด้านสุขลักษณะตามกฎหมายสาธารณสุขเป็นหลัก แต่เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครได้จัดทำแบบประเมินหรือ Checklist มาตรฐานใหม่ที่ครอบคลุมและเข้มงวดด้านความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อาทิ ความมั่นคงของโครงสร้างอาคาร ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ และระบบไฟฟ้า โดยเบื้องต้นได้นำร่องทดลองใช้ Checklist ดังกล่าวกับสถานประกอบการแล้ว 23 แห่ง พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากตัวแทนผู้ประกอบการอีกประมาณ 10 ราย เพื่อนำมาปรับปรุงแบบตรวจสอบให้สมบูรณ์ ก่อนนำไปใช้เป็นมาตรฐานกลางของทุกสำนักงานเขต
ขณะที่ พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยผลการลงพื้นที่ตรวจนำร่องแบบไม่แจ้งล่วงหน้าในพื้นที่เขตวัฒนาว่า Checklist ใหม่มีรายละเอียดที่รัดกุมขึ้น แต่ยังอยู่ในวิสัยที่ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติได้จริง โดยพบว่าสถานประกอบการที่มีการลงทุนด้านระบบความปลอดภัยและเอกสารครบถ้วนจะผ่านเกณฑ์ได้ง่าย
ขณะที่บางแห่งผู้รับผิดชอบยังขาดความเข้าใจในมาตรฐาน ทำให้ต้องใช้เวลาตรวจสอบนานขึ้น นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำเรื่องเวลาให้บริการ สำหรับร้านอาหารที่มีการแสดงดนตรีและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ใบอนุญาตของ กทม. กำหนดให้เปิดดำเนินการได้ไม่เกินเวลา 24.00 น. หากฝ่าฝืน ทางสำนักงานเขตในฐานะผู้ออกใบอนุญาตและเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าดำเนินการตามกฎหมายทันที
รองผู้ว่าฯ ทวิดา กล่าวเสริมว่า กรุงเทพมหานครได้เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังความปลอดภัย โดยได้เพิ่มเมนูแจ้งเหตุเกี่ยวกับสถานประกอบการโดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม Traffy Fondue หากประชาชนพบเห็นความไม่ปลอดภัย เช่น ทางหนีไฟถูกปิดกั้น ไม่มีไฟส่องสว่าง หรืออุปกรณ์ชำรุด สามารถถ่ายภาพและระบุพิกัดแจ้งเข้ามาได้ทันที ซึ่งหลังจากเปิดระบบเพียง 1 วัน พบว่ามีการแจ้งข้อมูลเบาะแสเข้ามาแล้วกว่า 30 แห่ง โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้จัดลำดับความเร่งด่วนในการลงพื้นที่ตรวจสอบของสำนักงานเขตต่อไป
สำหรับก้าวต่อไป กรุงเทพมหานครเตรียมจัดทำคู่มือการตรวจสอบพร้อมภาพประกอบ เพื่อแจกจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ใช้เป็นแนวทางเดียวกัน พร้อมทั้งจะจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการร่วมกันระหว่างสำนักงานเขต สำนักโยธา สำนักอนามัย และสถานีดับเพลิง เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติงาน โดยกระบวนการทั้งหมดนี้จะเริ่มขับเคลื่อนอย่างเต็มรูปแบบภายในสัปดาห์หน้า เพื่อสร้างความมั่นใจและสวัสดิภาพสูงสุดให้แก่ชาวกรุงเทพมหานครและนักท่องเที่ยว


