สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แถลงผลการดำเนินงานในรอบ 99 วัน ภายใต้แนวคิด ‘เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย’ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปภาคการเกษตรด้วยนวัตกรรมเพื่อรับมือกับ 4 ความท้าทายสำคัญ ได้แก่ ภัยแล้งและอุทกภัยจากปรากฏการณ์เอลนีโญ, ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ, การลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย และมาตรการกีดกันทางการค้าในตลาดโลก
วันนี้ (17 กรกฎาคม) ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย วัชระพล ขาวขำ และปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงผลการดำเนินงานในรอบ 99 วัน ภายใต้แนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยประกาศเดินหน้าปฏิรูปภาคการเกษตรด้วยนวัตกรรม เพื่อรับมือ 4 ความท้าทายสำคัญ ได้แก่ ภัยแล้งและอุทกภัยจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ การลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย และมาตรการกีดกันทางการค้าในตลาดโลก
สุริยะ กล่าวว่า ตลอด 99 วันที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เร่งขับเคลื่อนการทำงานเชิงบูรณาการ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาภาคการเกษตรไทยในระยะยาว ผ่าน 5 ผลงานสำคัญ ประกอบด้วย การยกระดับข้าวไทยด้วยนวัตกรรม การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ นโยบายตลาดนำการผลิต การผลักดันเกษตรแม่นยำ และการคืนสิทธิ์ คืนโอกาส และคืนความมั่นคงให้เกษตรกร
ด้านการยกระดับข้าวไทย กระทรวงฯ ได้นำร่องโครงการข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่ 100,000 ไร่ ครอบคลุม 25 จังหวัด ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ 24% เพิ่มผลผลิต 10% พร้อมส่งเสริมการใช้พันธุ์ข้าวใหม่ กข113 และ กข119 โดยตั้งเป้าขยายพื้นที่โครงการเป็น 500,000 ไร่ ภายในปี 2570
ด้านการบริหารจัดการน้ำ ได้บูรณาการการทำงานของกรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารน้ำในพื้นที่เกษตรกว่า 59 จังหวัด ส่งผลให้สามารถบรรเทาอุทกภัย สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้พื้นที่เกษตรกว่า 2.5 ล้านไร่ เพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 220,000 ไร่ และช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 124,000 ครัวเรือน พร้อมเร่งผลักดันงบกลางเพื่อฟื้นฟูคลอง ร.1 แก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน
สำหรับนโยบายตลาดนำการผลิต กระทรวงฯ เดินหน้าปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น ดำเนินคดีแล้ว 146 คดี ยึดของกลางมูลค่ากว่า 11 ล้านบาท ขณะที่การส่งออกทุเรียนสดในช่วงครึ่งปีแรกมีมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท และคาดว่าทั้งปีจะสูงกว่า 150,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเร่งเปิดตลาดผลไม้ไทยในหลายประเทศ และเดินหน้าเจรจากับรัฐบาลมาเลเซียเพื่อแก้ปัญหาการระงับนำเข้ากุ้งไทย
ในด้านการยกระดับบริการภาครัฐ กระทรวงฯ ได้ลดระยะเวลาการอนุมัติและอนุญาตจากเดิมสูงสุด 14 วัน เหลือเพียง 1 วัน พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบที่ล้าสมัยแล้ว 9 ฉบับ และผลักดันการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ขณะที่การคืนสิทธิ์และสร้างความมั่นคงให้เกษตรกร กระทรวงฯ เดินหน้าแก้ไขกฎหมายเพื่อเปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร พร้อมบูรณาการกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ช่วยแก้ไขและพักหนี้เกษตรกรแล้ว 8,858 ราย วงเงินรวม 940 ล้านบาท และลดมูลหนี้สมาชิกสหกรณ์ได้กว่า 9,300 ล้านบาท
ด้านวัชระพล กล่าวว่า กระทรวงฯ ยังเดินหน้าฟื้นฟูทรัพยากรประมง โดยปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำสู่แหล่งน้ำธรรมชาติแล้วเกือบ 300 ล้านตัว พร้อมตั้งเป้าปล่อยเพิ่มอีก 200 ล้านตัว เพื่อเพิ่มรายได้ให้ชุมชน ขณะเดียวกันยังผลักดันอุตสาหกรรมหม่อนไหม ยกระดับผ้าไหมไทยจนมีมูลค่ารวมกว่า 811 ล้านบาท รวมถึงเร่งส่งมอบโฉนดเพื่อการเกษตรแล้ว 137,401 แปลง และผลักดันให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กู้ยืมเงิน 600 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นเงินหมุนเวียนรับซื้อน้ำนมดิบ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกว่า 5,100 รายทั่วประเทศ
ส่วนปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากเกษตรกรโดยตรง พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรม ‘แผนที่ดินรายแปลง (Map4All)’ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินบนพื้นที่สูง ช่วยเหลือประชาชนกว่า 39,553 ครัวเรือน จนได้รับรางวัล United Nations Public Service Awards 2026 จากองค์การสหประชาชาติ นอกจากนี้ ยังพัฒนาระบบ Farmbook Application ซึ่งมีเกษตรกรขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 3.2 ล้านครัวเรือน และผลักดันพื้นที่เกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP แล้วกว่า 2.56 ล้านไร่
สุริยะ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ความมั่นคงทางอาหารของโลก ต้องเริ่มต้นจากความมั่นคงในชีวิตของเกษตรกรไทย เพราะเมื่อเกษตรอยู่ได้ ประเทศไทยก็จะมั่นคง และประชาชนทุกคนก็จะมีความมั่นคงทางอาหารเช่นกัน 99 วันที่ผ่านมาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น จากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตร และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศไทยอย่างยั่งยืน”


