รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศแคมเปญ ‘รื้อทำลาย’ ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) นำโดย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ โดยคาดว่า ทางการวอชิงตันจะใช้มาตรการจากหลายหน่วยงานอย่างเป็นระบบ เพื่อบั่นทอนความสามารถในการดำเนินงานของ ICC
ประเด็นสำคัญ
ขณะที่นักกฎหมายระหว่างประเทศบางรายตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ อาจกำลังกังวลว่า การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ ตั้งแต่การโจมตีอิหร่านร่วมกับอิสราเอล การโจมตีเรือต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียน ไปจนถึงปฏิบัติการจับกุม นิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา อาจถูกหยิบยกขึ้นพิจารณาโดย ICC ในอนาคต
จุดยืนของสหรัฐฯ ต่อ ICC คืออะไร แล้วทำไมรัฐบาลทรัมป์จึงประกาศแคมเปญ ‘รื้อทำลาย’ ศาลอาญาระหว่างประเทศ THE STANDARD สรุปทุกประเด็นที่เรารู้ในขณะนี้
‘อธิปไตยมาก่อนโลกาภิวัตน์’ รูบิโอประกาศแคมเปญรื้อ ICC
เมื่อคืนนี้ (13 กรกฎาคม) รูบิโอเขียนบทความแสดงความคิดเห็นลงใน The Wall Street Journal ในชื่อ ‘เหตุผลที่เรากำลังรื้อทำลายศาลอาญาระหว่างประเทศ’ (Why We’re Dismantling the International Criminal Court) โดยอธิบายว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังเดินหน้ากดดันและลดบทบาทของ ICC
รูบิโอระบุว่า ICC กำลังอ้างอำนาจเหนืออธิปไตยของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินคดีกับทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดน และผู้นำทางการเมือง แม้สหรัฐฯ ไม่เคยยอมรับอำนาจของศาลก็ตาม พร้อมมองว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ก็เท่ากับว่าสหรัฐฯ ยอมให้ผู้พิพากษาจากต่างประเทศตัดสินชะตาพลเมืองอเมริกัน
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ อ้างว่า ทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันต่างคัดค้านการให้อำนาจ ICC โดยยกตัวอย่างว่า บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในธรรมนูญกรุงโรม แต่ไม่ส่งให้วุฒิสภาให้สัตยาบัน เพราะเห็นว่าธรรมนูญยังมีข้อบกพร่องสำคัญ
รูบิโอยังยกกรณีการสอบสวนอัฟกานิสถานในปี 2020 ซึ่งครอบคลุมข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงครามที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ทหารและหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ โดยมองว่า ICC กำลังเข้ามาแทรกแซงระบบยุติธรรมของประเทศ
ขณะเดียวกัน เสียงเรียกร้องให้ ICC ตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในยุคทรัมป์ โดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวบางส่วนเรียกร้องให้นานาชาติดำเนินการต่อกรณีส่งตัวบุคคลที่รัฐบาลทรัมป์ระบุว่าเป็นอาชญากรใช้ความรุนแรงไปยังเอลซัลวาดอร์ ขณะที่อดีตอัยการ ICC รายหนึ่งระบุว่า การโจมตีเป้าหมายที่รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกว่า ‘กลุ่มก่อการร้ายยาเสพติด’ อาจเข้าข่ายอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
รูบิโอมองว่า ICC ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่มที่สนับสนุนโลกาภิวัตน์ และรัฐบาลบางประเทศ ให้ดำเนินคดีกับสหรัฐฯ แม้เจ้าหน้าที่อย่างนาวิกโยธิน อัยการรัฐบาลกลาง หรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศก็ตาม
รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันว่า รัฐบาลทรัมป์จะปกป้องพลเมืองของตน และเปิดการรณรงค์ทางการทูตภายใต้แนวคิด ‘อธิปไตยมาก่อนโลกาภิวัตน์’ (Sovereign States Over Globalism) พร้อมระบุว่า จะใช้ทุกเครื่องมือของรัฐบาลและร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อบั่นทอนบทบาทของ ICC
“หากจำเป็น เราจะรื้อ ICC ลงทีละก้อนอิฐ” รูบิโอทิ้งท้าย
ICC คืออะไร มีอำนาจมากแค่ไหน
ICC หรือศาลอาญาระหว่างประเทศ เป็นศาลถาวรแห่งแรกของโลกที่มีหน้าที่ดำเนินคดีกับบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมร้ายแรงที่สุด 4 ประเภท ได้แก่ อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และอาชญากรรมฐานรุกราน ภายใต้ธรรมนูญกรุงโรม (Rome Statue) ที่ได้รับการรับรองในปี 1998 จากการเจรจาของประเทศต่างๆ ก่อนมีผลบังคับใช้ในปี 2002
อนึ่ง การก่อตั้ง ICC เป็นผลจากความพยายามที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ หลังโลกเผชิญอาชญากรรมร้ายแรงตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยนาซีเยอรมนี การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา และสงครามในอดีตยูโกสลาเวียช่วงทศวรรษ 1990
สำหรับขอบเขตอำนาจของ ICC คือ การเข้ามาดำเนินคดีอาญากับบุคคล เมื่อรัฐที่มีอำนาจดำเนินคดี ‘ไม่สามารถ’ หรือ ‘ไม่เต็มใจ’ ที่จะสอบสวนและดำเนินคดีอาชญากรรมร้ายแรงทั้ง 4 ประเภทอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายต่อสู้กับการลอยนวลพ้นผิด ผ่านกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศ เพื่อนำผู้กระทำผิดมารับผิดและช่วยป้องกันไม่ให้อาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นอีก
กล่าวอีกอย่างคือ ICC ไม่ได้เข้ามาแทนที่ศาลของแต่ละประเทศ แต่ทำหน้าที่เป็น ‘ศาลทางเลือกสุดท้าย’ เมื่อระบบยุติธรรมของรัฐไม่สามารถทำหน้าที่ได้ โดยธรรมนูญกรุงโรมวางหลักไว้ว่า ผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงควรถูกนำตัวมารับผิด ไม่ว่าจะมีตำแหน่ง สัญชาติ หรืออำนาจมากเพียงใด
อย่างไรก็ตาม ICC เป็นองค์กรตุลาการอิสระ แยกจากองค์การสหประชาชาติ (UN) แต่มีข้อตกลงความร่วมมือด้านการประสานงานและการให้ความช่วยเหลือระหว่างกัน เช่น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติสามารถส่งบางกรณีให้ ICC สอบสวนได้
ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ICC ได้ดำเนินคดีและออกหมายจับบุคคลสำคัญหลายราย เช่น โธมัส ลูบังกา ผู้นำกองกำลังติดอาวุธในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งถูกพิพากษาว่า มีความผิดฐานเกณฑ์ทหารเด็ก หรือ โอมาร์ อัล-บาชีร์ อดีตประธานาธิบดีซูดาน หลังถูกออกหมายจับในข้อหาอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่ยังไม่ได้ถูกส่งตัวขึ้นศาล
ในปี 2023 ICC ยังออกหมายจับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ในข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงครามจากการเนรเทศและโยกย้ายเด็กชาวยูเครนจากพื้นที่ยึดครองไปยังรัสเซียโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงออกหมายจับ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ในปี 2024 จากข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกี่ยวข้องกับสงครามในฉนวนกาซา
แม้ ICC จะดำเนินคดีสำคัญหลายคดี แต่ยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะการที่ศาลไม่มีกองกำลังตำรวจสำหรับจับกุมผู้ต้องหาเอง จึงต้องพึ่งความร่วมมือจากรัฐต่างๆ ในการบังคับใช้หมายจับ โดยเฉพาะเมื่อผู้ต้องหาอยู่ในประเทศที่ไม่ยอมรับอำนาจหรือไม่ให้ความร่วมมือกับศาล เช่น รัสเซีย จีน และสหรัฐฯ
ทำไมรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ยอมรับอำนาจ ICC
ในกรณีของสหรัฐฯ รัฐบาลคัดค้านอำนาจของ ICC มาโดยตลอด โดยยืนยันว่า ศาลไม่มีอำนาจดำเนินคดีกับพลเมืองสหรัฐฯ ขณะที่ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังย้ำจุดยืนดังกล่าวผ่านจดหมายที่ส่งถึง โทโมโกะ อากาเนะ ประธาน ICC
แม้ บิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะลงนามในธรรมนูญกรุงโรมเมื่อปี 2000 เพราะเห็นด้วยกับหลักการนำผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงมารับผิด แต่ไม่ได้ส่งธรรมนูญให้วุฒิสภาสหรัฐฯ ให้สัตยาบัน
คลินตันยังระบุว่า เขาจะไม่ส่งธรรมนูญให้วุฒิสภาพิจารณา พร้อมทั้งไม่แนะนำให้ประธานาธิบดีคนต่อไปดำเนินการดังกล่าว จนกว่าข้อกังวลพื้นฐานของสหรัฐฯ จะได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะประเด็นที่ศาลอาจอ้างอำนาจดำเนินคดีกับพลเมืองของประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคี ซึ่งสหรัฐฯ เห็นว่า ICC ไม่มีเขตอำนาจเหนือพลเมืองอเมริกัน
ต่อมาในปี 2002 สหรัฐฯ ยังผ่านกฎหมาย American Servicemembers’ Protection Act หรือ ASPA ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีใช้ทุกวิถีทางที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อช่วยเหลือชาวอเมริกันหรือบุคลากรของประเทศพันธมิตรบางกลุ่ม หากถูก ICC ควบคุมตัว โดยกฎหมายดังกล่าวถูกนักวิจารณ์ขนานนามว่า ‘กฎหมายบุกกรุงเฮก’ (Hague Invasion Act) เนื่องจากถ้อยคำในกฎหมายถูกตีความว่าเปิดทางให้ประธานาธิบดีใช้กำลังทหารได้
นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน รัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช แจ้งต่อเลขาธิการ UN ว่า สหรัฐฯ ไม่มีเจตนาเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม และไม่ถือว่า ประเทศมีพันธกรณีจากการลงนาม (Unsigning)
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯ บางชุด ยังคงให้ความร่วมมือกับ ICC ในบางระดับ เช่น รัฐบาลยุค บารัก โอบามา ซึ่งกลับเข้าร่วมการประชุมของรัฐภาคีในฐานะผู้สังเกตการณ์
จุดยืนรัฐบาลทรัมป์ ทำไมต้องการ ‘ล้ม’ ICC
สำหรับรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน ทรัมป์ออกคำสั่งฝ่ายบริหารประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของ ICC โดยกล่าวหาว่า ศาลกระทำการที่ไร้ความชอบธรรม และไม่มีมูลต่อสหรัฐฯ และอิสราเอล
หลังจากนั้น รัฐบาลทรัมป์ทยอยคว่ำบาตรเจ้าหน้าที่ ICC หลายราย รวมถึง คาริม ข่าน อัยการ ICC รองอัยการ และผู้พิพากษาหลายคน โดยอ้างถึงการสอบสวนกรณีอัฟกานิสถานและปาเลสไตน์
ตลอดปี 2025 รัฐบาลทรัมป์ยังขยายมาตรการคว่ำบาตรไปยัง ฟรานเชสกา อัลบาเนเซ ผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนในปาเลสไตน์ และองค์กรสิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์ 3 แห่ง ที่มีการรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับข้อกล่าวหาอาชญากรรมสงครามของอิสราเอล
วิลเลียม ชาบาส ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยมิดเดิลเซ็กซ์ กรุงลอนดอน ตั้งข้อสังเกตผ่าน Al Jazeera ว่า ท่าทีล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์เป็นเรื่องน่าฉงน เพราะนับตั้งแต่ทรัมป์กลับเข้ารับตำแหน่ง ICC ยังไม่ได้ดำเนินการใหม่ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ หรือพันธมิตรโดยตรง แต่รัฐบาลอาจกำลังคาดการณ์ว่า ศาลจะสอบสวนเรื่องใดต่อไป
ชาบาสระบุว่า การดำเนินนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ในช่วงที่ผ่านมา อาจถูกหยิบยกขึ้นพิจารณาในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมในสงครามอิสราเอล-อิหร่าน การโจมตีเรือต้องสงสัยลักลอบขนยาเสพติดในทะเลแคริบเบียน ไปจนถึงการจับกุมมาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลา
เขายังประเมินว่า รัฐบาลทรัมป์อาจมองว่า ICC กำลังอยู่ในภาวะอ่อนแอจากวิกฤตภายใน โดยเฉพาะกรณี คาริม ข่าน อัยการ ICC ถูกพักงานชั่วคราวระหว่างกระบวนการทางวินัยที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาประพฤติมิชอบทางเพศ ซึ่งข่านปฏิเสธข้อกล่าวหา และกระบวนการยังไม่มีข้อยุติ
อย่างไรก็ตาม เคนเนธ รอธ อดีตผู้อำนวยการบริหารองค์กร Human Rights Watch แย้งผ่าน The Guardian ว่า รูบิโออธิบายเขตอำนาจของ ICC อย่างคลาดเคลื่อน เพราะศาลไม่ได้อ้างเขตอำนาจเหนือการกระทำที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ พร้อมระบุว่า รูบิโอกำลังใช้ข้ออ้างเรื่องอธิปไตยของชาติ เพื่อปกป้องไม่ให้ชาวอเมริกันต้องรับผิดจากอาชญากรรมสงครามที่อาจเกิดขึ้นในดินแดนของประเทศอื่น
“สิ่งที่ทรัมป์ต้องการ คือ ความสามารถในการก่ออาชญากรรมสงครามในดินแดนของประเทศที่ยอมรับเขตอำนาจของ ICC โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดี นั่นต่างหากคือประเด็น” รอธกล่าว
ด้านอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งไม่เปิดเผยชื่อ ให้ความเห็นกับ The Guardian ว่า รัฐบาลทรัมป์อาจกดดันประเทศต่างๆ ให้ดำเนินมาตรการต่อต้าน ICC และอาจพิจารณาคว่ำบาตรศาลทั้งองค์กร
หากมาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นจริง พลเมืองอเมริกันอาจไม่สามารถทำงานร่วมกับ ICC ได้ ขณะที่บริษัท ธนาคาร หรือบุคคลในสหรัฐฯ ที่ทำธุรกิจกับศาล อาจเผชิญบทลงโทษทางการเงินหรือทางอาญา

อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/7/13/trump-administration-vows-to-disable-international-criminal-court
- https://www.wsj.com/opinion/why-were-dismantling-the-icc-0af0a8a6
- https://liberties.aljazeera.com/en/the-international-criminal-court-a-historical-background-and-growing-challenges/
- https://www.icc-cpi.int/defendant/netanyahu
- https://1997-2001.state.gov/global/swci/001231_clinton_icc.html
- https://www.icc-cpi.int/defendant/vladimir-vladimirovich-putin
- https://debateus.org/should-the-us-ratify-the-icc/


