ธุรกิจให้เช่าเครื่องบินแบบครบวงจร หรือ ACMI กำลังเติบโตอย่างน่าสนใจในไทยและเอเชีย หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Dry Lease หรือธุรกิจเช่าเครื่องบิน แต่ ACMI เป็นมากกว่าธุรกิจให้เช่าแค่ตัวเครื่องเปล่าๆ มีคำเรียกที่ตรงข้ามว่า Wet Lease ซึ่งเพิ่มบริการในส่วนของการจัดหานักบินและลูกเรือ รวมถึงพ่วงการซ่อมบำรุงเครื่องบินและการประกันภัยเข้าไปด้วย ซึ่งผู้บริหาร BBN Airlines Thailand ในฐานะผู้ให้บริการ ACMI ในไทยนิยามโมเดลธุรกิจนี้ไว้ให้เข้าใจง่ายๆ ว่าเป็น “สายการบินของสายการบินอีกทีหนึ่ง”
ประเด็นสำคัญ
- ACMI คืออะไร ทำไมถึงเรียกผู้ให้บริการเช่าเครื่องบินแบบครบวงจร
- แก้ Pain Point ของสายการบิน และโอกาสทางธุรกิจในไทย
- วิกฤตตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง ‘อานิสงส์’ ของ ACMI?
- แก้ปัญหา ‘ตั๋วเครื่องบินแพง’
- การขับเคลื่อนสู่ ‘Aviation Hub’ และการสร้างงานให้คนไทย
- เจาะแผนธุรกิจ BBN Airlines Thailand ใน 5 ปีข้างหน้า
บทความนี้จะพาทำความรู้จักธุรกิจ ACMI ให้มากขึ้น พร้อมอธิบายว่าทำไมถึงเป็นโมเดลธุรกิจการบินที่กำลังมาแรงและช่วยแก้ Pain Point ให้กับสายการบินต่างๆ รวมถึงตอบคำถามว่าธุรกิจนี้จะช่วยต่อยอดการเป็นศูนย์กลางการบินของไทยในภูมิภาคได้อย่างไร ผ่านมุมมองของคุณอภิรักษ์ หอมลออ ซีอีโอของ BBN Airlines Thailand

ACMI คืออะไร ทำไมถึงเรียกผู้ให้บริการเช่าเครื่องบินแบบครบวงจร
เริ่มต้นด้วยคำอธิบายง่ายๆ ธุรกิจ ACMI เป็นการนำอักษรย่อของบริการต่างๆ มารวมกัน แบ่งเป็น
- A (Aircraft): เครื่องบิน
- C (Crew): นักบินและลูกเรือ
- M (Maintenance): การซ่อมบำรุง
- I (Insurance): การประกันภัย
คุณอภิรักษ์กล่าวว่า สำหรับคนทั่วไป คำว่า ACMI อาจเป็นศัพท์ที่ใหม่มาก แต่ในแวดวงธุรกิจการบินในต่างประเทศ โมเดลนี้เกิดมาเป็นสิบปีแล้ว ซึ่งในไทยอาจรู้จักหรือคุ้นหูแต่ธุรกิจให้เช่าเครื่องบินเฉพาะตัวเครื่อง หรือที่เรียกว่า Dry Lease มากกว่า
หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ด้านธุรกิจ ACMI ของโลกคือ Avia Solutions Group ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในไอร์แลนด์ ดำเนินธุรกิจหลากหลายในซัพพลายอุตสาหกรรมการบิน หนึ่งในนั้นคือการให้เช่าเครื่องบินแบบครบวงจรภายใต้แบรนด์ SmartLynx ในยุโรป และเข้ามาให้บริการในไทยครั้งแรกเมื่อปลายปี 2025 ในชื่อ Thai SmartLynx ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น BBN Airlines Thailand โดยจดทะเบียนในฐานะสายการบิน ซึ่งเหตุผลในการเปลี่ยนชื่อนั้น คุณอภิรักษ์มองว่าในเอเชียมีคัลเจอร์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาให้แข็งแรง ซึ่งในเอเชียยังมี BBN Indonesia อีกแบรนด์ด้วย
สำหรับคอนเซปต์หลักของธุรกิจ ACMI นั้น คุณอภิรักษ์อธิบายเสริมว่า เป็นการให้บริการแบบครบวงจรตั้งแต่ตัวเครื่องบิน นักบินและลูกเรือ การซ่อมบำรุง และการประกันภัยอย่างที่กล่าวไปข้างต้น โดยที่ลูกค้า (สายการบิน) ที่ใช้บริการจะจ่ายเงินตามชั่วโมงที่บินจริง โดยไม่ต้องแบกรับภาระในการบริหารจัดการและค่าใช้จ่ายด้านนักบิน ลูกเรือ การซ่อมบำรุง และการประกันภัย เพราะ BBN จะเป็นผู้ดูแลให้ทั้งหมด
แก้ Pain Point ของสายการบิน และโอกาสทางธุรกิจในไทย
คำถามที่หลายๆ คนสนใจคือ แล้วธุรกิจนี้จะช่วยซัพพอร์ตสายการบินได้อย่างไร หรือ Dry Lease ที่มีอยู่ยังไม่ตอบโจทย์มากพอหรือ?
ธุรกิจการบินก็คล้ายกับหลายๆ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวคือมีช่วง High Season และ Low Season
ในไทย ช่วง High Season จะกินระยะเวลาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ธันวาคม ต่อเนื่องไปจนถึงมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม และไปสิ้นสุดในเดือนเมษายน (ที่มีเทศกาลสงกรานต์) ซึ่งเป็นช่วงที่มีดีมานด์การเดินทางสูง และตั๋วเครื่องบินมักแพง ซึ่งโดยปกติสายการบินต่างๆ ต้องการ Capacity เพิ่มในช่วงนี้ (ขยายขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร)
แต่ปัญหาของบางสายการบินคือ ขาดแคลนเครื่องบิน ไม่สามารถขยาย Capacity หรือเพิ่มจำนวนเครื่องบินได้ทันเวลา เพราะการจัดหาเครื่องบินต้องใช้เวลา แม้แต่การเช่าเครื่องบินแบบ Dry Lease ก็ต้องรอนานพอสมควร เพราะเมื่อได้เครื่องบินมาแล้วยังต้องผ่านกระบวนการตรวจเครื่อง และรอจดทะเบียนใหม่
แต่คุณอภิรักษ์ชี้ว่า โมเดล ACMI จะเข้ามาแก้ Pain Point โดยเพิ่ม Capacity ให้กับสายการบินในไทยได้อย่างรวดเร็วผ่านการทำสัญญาล่วงหน้า เช่น ระบุว่าขอใช้บริการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึงเมษายนของปีถัดไป ต้องการเครื่องบินกี่ที่นั่ง ทำให้สายการบินสามารถบริหารจัดการจำนวนที่นั่งผู้โดยสารได้ โดยไม่สูญเสียโอกาสทางธุรกิจ และช่วยรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวโดยรวมด้วย
“เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนรถร่วมที่ให้บริการเสริมในช่วงสงกรานต์” ซีอีโอ BBN Thailand เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
เมื่อให้ขยายความว่า มองเห็นโอกาสของธุรกิจนี้ในไทยอย่างไร ก่อนตัดสินใจเข้ามาปักธงจดทะเบียนเป็นสายการบินในไทย คุณอภิรักษ์ตอบว่า ด้วยกฎระเบียบหลายอย่างที่ไม่เอื้อให้ธุรกิจ ACMI จากยุโรปหรือต่างประเทศเข้ามาดำเนินงานในไทย ทำให้ฝ่ายบริหารมองหาโอกาสอื่นๆ ซึ่งก็พบว่า ในไทยมีกฎระเบียบห้ามนักบินต่างชาติเข้ามาบินเส้นทางในประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจ ACMI จากต่างประเทศไม่สามารถให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศได้ ทำให้พลาดโอกาสสำหรับการเชื่อมจุดหมายการท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ แต่สำหรับ BBN Airlines Thailand นั้น จดทะเบียนภายใต้สำนักงานการบินพลเรือนของไทย อยู่ภายใต้กฎระเบียบของไทย รวมถึงใช้นักบินและลูกเรือคนไทยทั้งหมด จึงกลายเป็นโอกาสให้เติบโตในประเทศไทยได้
นอกจากไทยแล้ว ตลาดอาเซียนก็มีศักยภาพด้านการเดินทางที่สูงมากในสายตาของ BBN โดยคุณอภิรักษ์มองว่า ตลาดภูมิภาคนี้ฟื้นตัวเร็ว หากเปรียบเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่นหลังวิกฤตโควิด ไทยติดอันดับต้นๆ ของการที่นักท่องเที่ยวฟื้นตัวเร็วที่สุด และเทรนด์ในปัจจุบันก็ยังคงเติบโตมากขึ้นทุกปี แม้แต่ช่วงที่เกิดความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ตัวเลขนักท่องเที่ยวก็ไม่ได้ลดลงเลย แต่ในทางกลับกันยังเพิ่มมากขึ้นด้วย
วิกฤตตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันพุ่ง ‘อานิสงส์’ ของ ACMI?
เราอยู่ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความผันผวนสูง แม้เราผ่านวิกฤตโควิดไปแล้ว และอยู่ในช่วงที่การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว แต่กลับมีมรสุมจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางเข้ามาถาโถมอีก ซึ่งกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สั่นคลอนโครงสร้างราคาพลังงานของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งขึ้นนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมการบินโดยรวม อย่างไรก็ตาม ซีอีโอ BBN Airlines Thailand ระบุว่า คนที่เดือดร้อนกว่าคือสายการบินและผู้เช่าเครื่องบิน ในขณะที่ผู้ให้บริการ ACMI อาจได้รับผลกระทบไม่มาก
คุณอภิรักษ์อธิบายว่า สาเหตุที่ ACMI ไม่ได้รับผลกระทบมากนักเป็นเพราะผู้เช่าเป็นผู้จ่ายค่าเชื้อเพลิงตามสัญญา โดยราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยต่อที่นั่งของสายการบินเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งบีบให้สายการบินหลักหลายรายต้องคิดหนักว่า ‘บินไปก็ยังขาดทุน’
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่กลายเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับสายการบินทั่วไปนั้น กลับกลายเป็นอานิสงส์ทางอ้อมที่ช่วยเร่งดีมานด์ในธุรกิจ ACMI ให้สูงขึ้น
“ถามว่าเป็นผลดีกับเราไหม เรื่อง Middle East (ตะวันออกกลาง) จริงๆ แล้ว มันทำให้ความต้องการ ACMI มากขึ้นด้วยซ้ำ” คุณอภิรักษ์อธิบายเสริมว่า เมื่อสายการบินหลักหยุดบิน ก็จะมีสายการบินบางแห่งที่มองเห็นโอกาสว่าสามารถเพิ่ม Capacity จากการเช่าเครื่องบินแบบ ACMI ได้ ซึ่งกลายเป็นผลดีทางอ้อมที่ดันดีมานด์สูงขึ้น
ในขณะเดียวกัน หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อ สายการบินหลักอาจเลือกที่จะหยุดบินบางเส้นทาง หรือหันมาพึ่งพาความยืดหยุ่นของ ACMI เพื่อเพิ่มหรือลด Capacity ได้ตามความผันผวนของสถานการณ์ แทนที่จะต้องผูกมัดตัวเองกับต้นทุนคงที่ในระยะยาว ซึ่งเป็นความเสี่ยง ดังนั้น ACMI จึงกลายเป็นอีกทางเลือกสำหรับสายการบินใหญ่ๆ ด้วย

แก้ปัญหา ‘ตั๋วเครื่องบินแพง’
การที่ ACMI เข้ามาช่วยเพิ่มจำนวนเครื่องบินและ Capacity ในระบบในช่วงที่มีความต้องการการเดินทางสูง จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้สายการบินต่างๆ พิจารณาไม่ปรับราคาค่าตั๋วให้สูงไปกว่าเดิม หรืออาจกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยลดค่าตั๋วลง (ผ่านการเพิ่มอุปทานเครื่องบินในตลาด) ซึ่งเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบเรื่องค่าโดยสารของประชาชนด้วย
คุณอภิรักษ์เล่าถึงข้อดีของการมีธุรกิจ ACMI ในอุตสาหกรรมการบินที่หลายคนอาจมองไม่เห็น
ผู้บริหาร BBN กางตัวเลขให้เห็นว่า โมเดลธุรกิจนี้ช่วยประหยัดต้นทุนให้ผู้เช่าได้ถึง 25% เมื่อเทียบกับการเช่าเครื่องบิน ACMI จากต่างประเทศ (เช่น ยุโรป) ซึ่งเมื่อลงลึกในรายละเอียดจะพบว่า ช่วยประหยัดทั้งค่าย้ายฐานเครื่องบิน (ค่าน้ำมันไป-กลับ), ค่าที่พักโรงแรมของลูกเรือต่างชาติ, ค่าธรรมเนียมขอใบอนุญาตทำงานและวีซ่า รวมถึงค่าตั๋วเครื่องบินในการหมุนเวียนชุดลูกเรือ (Crew Rotation)
“เมื่อต้นทุนการจัดการลดลง และการเพิ่มจำนวนเครื่องบินทำได้รวดเร็ว สิ่งนี้จะส่งผลดีต่อผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะการเข้ามาแก้ปัญหาราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงลิ่วในช่วง High Season ซึ่งเกิดจากภาวะอุปสงค์ (ความต้องการบิน) มากกว่าอุปทาน (จำนวนที่นั่งที่มี) การเติม Capacity เข้าสู่ระบบอย่างทันท่วงทีของ BBN จึงช่วยชะลอไม่ให้ราคาตั๋วเครื่องบินดีดตัวสูงจนเกินไป และเพิ่มทางเลือกให้กับการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ”
การขับเคลื่อนสู่ ‘Aviation Hub’ และการสร้างงานให้คนไทย
การเติบโตของโมเดลธุรกิจนี้ยังสอดรับกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยที่ต้องการผลักดันประเทศให้เป็น Aviation Hub หรือศูนย์กลางการบินของภูมิภาค
แต่คำถามคือ แล้วบทบาทของ BBN Airlines Thailand และ ACMI จะมีส่วนช่วยขับเคลื่อนอย่างไร?
คุณอภิรักษ์กล่าวว่า การเป็นฮับที่แท้จริงไม่ได้วัดกันแค่ความทันสมัยของสนามบิน แต่หมายถึงความพร้อมของซัพพลายเชนการบินทั้งหมด ซึ่ง BBN Airlines Thailand เป็นพาร์ทเนอร์ภายใต้เครือ Avia Solutions Group ผู้ให้บริการ ACMI อันดับต้นๆ ของโลก ที่มีความพร้อมทั้งระบบนิเวศการบิน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ซ่อมบำรุงขนาดใหญ่ในอินโดนีเซีย (จาการ์ตาและบาหลี), การให้บริการภาคพื้น (Ground Handling) การซัพพอร์ตชิ้นส่วนอะไหล่อากาศยาน ไปจนถึงศูนย์ฝึก Simulator สำหรับนักบิน
“ที่สำคัญ ACMI ยังช่วยลดความเสี่ยงให้สายการบินไทยสามารถบริหารจัดการเครื่องบินแบบยืดหยุ่น โดยในช่วง High Season ของไทย ก็นำเครื่องบินมาบินในประเทศ แต่พอเข้าสู่ Low Season ที่นักท่องเที่ยวน้อยลง ก็สามารถย้ายเครื่องบินไปทำตลาดในภูมิภาคอื่นที่กำลังเป็น High Season ได้ เช่น ยุโรป หรือเอเชียใต้ เหมือนกรณีที่ BBN กำลังย้ายฐานไปบินที่บังกลาเทศกับสายการบิน US-Bangla เป็นเวลา 6 เดือน ทำให้เครื่องบินไม่จอดนิ่งให้เสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาโดยเปล่าประโยชน์”
คุณอภิรักษ์เชื่อว่า ในอนาคต ACMI จะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มเครือข่าย (Network) ให้กับทุกสายการบินในประเทศ และเป็นออปชันแทนการลงทุนจัดหาเครื่องบินแบบเดิมๆ ที่มีความเสี่ยง แต่เปลี่ยนมาเช่าเครื่องบินช่วงสั้นๆ 6 เดือนในช่วง High Season โดยไม่ต้องคำนึงถึงการจัดหาอะไหล่ ไม่ต้องฝึกนักบินเพิ่ม และไม่ต้องจ่ายค่าประกันภัย เป็นต้น
ในเรื่องการสร้างงานให้คนไทย แน่นอนว่า BBN Airlines Thailand ดำเนินธุรกิจภายใต้กฎระเบียบของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) จึงมีนโยบายชัดเจนในการสร้างงานให้คนไทย โดยทีมงาน นักบิน และลูกเรือทั้งหมดเป็นคนไทย (ปัจจุบันมีลูกเรือและนักบินพร้อมสำหรับเครื่องบิน 1 ลำ จำนวน 3 ทีม ซึ่งการเติบโตของฝูงบินในอนาคตก็จะหมายถึงการจ้างงานและการพัฒนาบุคลากรด้านการบินให้คนไทยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เจาะแผนธุรกิจ BBN Airlines Thailand ใน 5 ปีข้างหน้า
เราพาทำความรู้จักโมเดลธุรกิจ ACMI และตัวบริษัท BBN Airlines Thailand กันไปแล้ว ทีนี้เราก็อยากรู้เพิ่มว่า ทิศทางธุรกิจในอนาคตของ BBN Airlines Thailand จะมุ่งไปทางไหน
แน่นอนเรื่องแผนการขยายฝูงบินก็เป็นหนึ่งในคำถาม ซึ่งคุณอภิรักษ์เผยว่า ปัจจุบัน BBN Airlines Thailand มีเครื่องบิน Airbus A320 อยู่ 1 ลำ (เพิ่งหมดสัญญาเช่ากับ Thai Vietjet Air ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรก) และบริษัทได้ย้ายฐานเครื่องบินไปบินให้สายการบิน US-Bangla ที่บังกลาเทศเป็นเวลา 6 เดือน) โดยตั้งเป้าจะนำเข้าเครื่องบินเพิ่มอีก 3 ลำในปีนี้ และวางแผนระยะ 5 ปีข้างหน้าจะมีฝูงบินรวม 15 ลำ
ส่วนเครื่องบินที่เลือกใช้ BBN Airlines Thailand มีกลยุทธ์การใช้เครื่องบินรุ่นเดียว เป็นตระกูล Airbus A320 เป็นหลัก เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ ทั้งด้านการฝึกอบรมนักบิน/ลูกเรือ และที่สำคัญคือการควบคุมต้นทุนการซ่อมบำรุง (Maintenance Cost) ให้ต่ำลง
ช่วงท้ายการสัมภาษณ์ คุณอภิรักษ์ย้ำว่า บทบาทของ BBN Airlines Thailand คือการวางตัวเป็น ‘ผู้สนับสนุน (Supporter)’ หรือพาร์ทเนอร์สำหรับสายการบิน ไม่ใช่คู่แข่งของสายการบินในประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มทางเลือกที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนให้แก่สายการบินต่างๆ ในวันที่โลกต้องเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน และการเช่าเครื่องบินแบบ Dry Lease หรือการซื้อเครื่องบินเองอาจไม่ตอบโจทย์ ซึ่งในภาพรวมจะช่วยให้อุตสาหกรรมการบินไทยมีความยืดหยุ่นและเติบโตได้อย่างมั่นคงด้วยรายจ่ายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
อาจกล่าวได้ว่าโมเดล ACMI ในไทยอาจเป็นอีกหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศการบินของไทย และมีส่วนขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการเป็นฮับการบินในภูมิภาคของไทย ในขณะที่ไทยเองก็วางยุทธศาสตร์หลายด้านในการเป็นทั้งศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการแพทย์ ซึ่งแน่นอนว่า การเดินทางทางอากาศที่มาพร้อมเครือข่ายที่แข็งแรงจะช่วยรองรับการเติบโตนี้ได้


