“ถ้าเราไม่ผ่าตัดวันนี้ เราไม่ตายพรุ่งนี้หรอก แต่เราจะตายในอีก 5 ปี”
ประเด็นสำคัญ
นี่คือประโยคที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ฉายภาพสถานการณ์ของโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไทย ระหว่างการให้สัมภาษณ์เชิงลึกกับ THE STANDARD
ในสายตาของเอกนัฏ พลังงานไม่ใช่แค่บิลค่าไฟหรือราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่คือ ‘หัวใจ’ ที่ต้องสูบฉีดเลือด ซึ่งก็คือเม็ดเงินลงทุนไปหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศ และในวันที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวอื่นอ่อนแรงลงทุกที ทั้งการบริโภคที่ถูกฉุดด้วยหนี้ครัวเรือน และการใช้จ่ายภาครัฐที่ชนเพดานหนี้สาธารณะ เครื่องยนต์ที่เหลืออยู่จริงๆ คือการลงทุนและการส่งออกของอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องการพลังงานที่ถูก สะอาด และมั่นคง
แต่ปัญหาคือ โครงสร้างพลังงานไทยที่สะสมปัญหาไว้หลายชั้น ทั้งปัญหาการรวมศูนย์ พึ่งพาฟอสซิลนำเข้า สร้างเผื่อจนล้น และรัฐคุมราคา ซึ่งเป็นสิ่งที่เอกนัฏไม่ปฏิเสธว่าสิ่งเหล่านี้คือปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้
“สถานการณ์แบบนี้ เจอตะวันออกกลางแบบนี้ มันบีบให้เราต้องผ่าตัด ต้องแก้ปัญหา ในวิกฤตมันมีโอกาส และนี่คือโอกาสที่เราจะปรับปรุงระบบทั้งหมด ทำให้หัวใจกลับมาเต้นแรงพอที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอุตสาหกรรมใหม่” เอกนัฏกล่าว
ผ่าตัดพลังงานไฟฟ้า ชำแหละ 3 ต้นตอ ‘คนไทยใช้ไฟแพง’
เอกนัฏมองว่าพลังงานไฟฟ้าเป็นหนึ่งในพลังงานหลักที่ต้องเร่งรื้อโครงสร้างโดยด่วน โดยเฉพาะปัญหาคนไทยใช้ไฟแพง ซึ่งเอกนัฏชี้ว่ามีต้นตอมาจาก 3 ส่วนหลัก
หนึ่งคือ ‘สร้างเกิน’ ในอดีตประเทศไทยประมาณการความต้องการใช้ไฟไว้สูงเกินจริง จึงไปจ้างเอกชนสร้างโรงไฟฟ้าจำนวนมาก เมื่อความต้องการจริงไม่ถึง โรงไฟฟ้าเหล่านั้นก็ตั้งอยู่เฉยๆ โดยที่ประชาชนต้องจ่าย ‘ค่าพร้อมจ่าย’ ชดเชยผ่านบิลค่าไฟทุกเดือน
สองคือ ‘ซื้อแพงเกิน’ ในยุคที่พลังงานหมุนเวียนยังต้นทุนสูง รัฐสนับสนุนผ่านการบวกเงินเพิ่มที่เรียกว่า Adder ให้ผู้ผลิตไฟสูงราว 6.50-8 บาทต่อหน่วย บนค่าไฟขายส่ง เป็นเวลาราว 10 ปีเพื่อให้คุ้มทุนมากขึ้น ซึ่งพอเข้าใจได้ในบริบทของยุคนั้นที่ต้นทุนก่อสร้างยังสูง
แต่จุดที่เอกนัฏชี้ว่า ‘ไม่ถูกต้อง’ คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
“เขาขายไฟได้รับ Adder มา 10 ปี คืนทุนไปแล้ว แต่ยังได้สิทธิ์ขายไฟต่อในราคาแพงโดยอัตโนมัติอีก แบบนี้ไม่ถูกต้อง ถ้าจะขายก็ต้องกลับมาขายในเรท 2 บาทกว่าเหมือนชาวบ้านเขา” เอกนัฏกล่าว
เขาอธิบายว่า สัญญาเหล่านี้มีเงื่อนไขต่ออายุอัตโนมัติครั้งละ 1-5 ปี ทำให้ผู้ผลิตที่คืนทุนไปแล้วยังขายไฟเข้าระบบในราคารวมราว 3-4 บาทต่อหน่วย ขณะที่วันนี้รัฐรับซื้อไฟโซลาร์จากหลังคาประชาชนเพียง 2.20 บาท รัฐบาลจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทบทวนสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้โดยเฉพาะ โดยแนวทางคือเจรจาให้กลับมาขายในราคาที่เหมาะสม และหากตกลงกันไม่ได้ก็พร้อมยกเลิกสัญญาแล้วไปต่อสู้กันตามกระบวนการ ซึ่งหากจัดการได้ทั้งหมด ค่าไฟจะลดลงราว 10 สตางค์
สาม ‘ขายถูกเกิน’ กลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่แห่เข้ามาใช้ไฟมหาศาล กลับจ่ายค่าไฟในอัตราอุตสาหกรรมทั่วไปซึ่งเป็นเรทถูก ทั้งที่การรองรับผู้ใช้กลุ่มนี้ต้องนำเข้า LNG ราคาแพงเพิ่ม และต้นทุนนั้นถูกเฉลี่ยไปอยู่ในค่าไฟของทุกคน
“เขามาใช้ไฟเรา ต้องไม่ผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟอื่น ที่ผ่านมาเราขายให้เขาถูกเกินไป ก็ต้องขายในราคาที่เหมาะสม แล้วทำให้การที่เขามาซื้อไฟ กลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนอื่นใช้ไฟถูกลง” เอกนัฏกล่าว
ความคืบหน้าล่าสุดคือ ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เดือนกรกฎาคมนี้ กระทรวงเตรียมเสนอแยกดาต้าเซ็นเตอร์ออกมาเป็น ‘ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9’ จากปัจจุบันที่มี 8 ประเภท โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะใช้เวลากำหนดอัตราอีกราว 1-2 เดือน
การแก้ปัญหาทั้ง 3 ด้าน เชื่อมถึงกันหมด เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์จ่ายในราคาที่เหมาะสม ก็จะไปช่วยรับภาระไฟที่สร้างเกินและสัญญาที่ซื้อแพงเกิน ซึ่งยกเลิกไม่ได้ กลายเป็นการยิงนัดเดียวได้สามเป้า
“แก้ปัญหาพลังงานพูดแยกส่วนไม่ได้ ต้องเข้าใจภาพรวม เอาทุกส่วนมาผสมกัน แล้วทำควบคู่กัน มันถึงจะเป็นผล” เอกนัฏย้ำ
แก้ปัญหาแบบมุ่งเป้า ไม่ใช่หว่านแห
สำหรับคำถามที่ประชาชนอยากรู้ที่สุดว่าค่าไฟจะลดลงเท่าไรและเมื่อไร เอกนัฏให้ตัวเลขอย่างระมัดระวังว่า “เรื่องตัวเลขนี่สำคัญมาก ผมคำนวณทุกอย่างมาด้วยความรอบคอบ เป้าหมาย 30-40 สตางค์เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องใช้เวลา ส่วนที่ผมยินดีคอมมิตทันทีคือ ปีแรกเราน่าจะลดได้ราว 10 สตางค์” เขากล่าว
ก้าวแรกที่จะเห็นภายใน 1-2 เดือนนี้คือการดึงไฟทางหรือค่าไฟส่องสว่างถนนสาธารณะที่ถูกซ่อนอยู่ในค่าไฟฐานมานาน 30-40 ปี ออกจากบิล ซึ่งจะลดค่าไฟลงทันที 5-10 สตางค์ แต่จุดที่ต่างจากที่เคยสื่อสารกันมาคือ การลดครั้งนี้จะไม่หว่านแหเท่ากันทุกคน
“ส่วนที่ลดลงมา ไม่จำเป็นต้องไปลดให้ห้างสรรพสินค้า โรงงานขนาดใหญ่ ซึ่งใช้ไฟราคาไม่แพงอยู่แล้ว หรือไปลดให้ดาต้าเซ็นเตอร์ เป้าแรกคือบ้านอยู่อาศัยและผู้ประกอบการรายเล็ก ผมจะใส่ไปตรงนั้นก่อน” เอกนัฏกล่าว
ผลของการมุ่งเป้าคือ แทนที่ทุกคนจะได้ลด 10 สตางค์เท่ากัน กลุ่มเป้าหมายจะได้รับส่วนลดที่เข้มข้นกว่า โดยเฉพาะมาตรการ 200 หน่วยแรกสำหรับบ้านอยู่อาศัย ที่เอกนัฏระบุว่าจะลดลงได้ถึง 50 สตางค์ต่อหน่วยสำหรับหน่วยไฟในช่วงนั้น
“เหมือนภาษีเลย ใครใช้ไฟน้อยได้ประโยชน์เยอะ ใช้ไฟมากได้ประโยชน์น้อย แต่ไม่มีใครเสีย ไม่มีใครต้องรับภาระมากขึ้น” เขาอธิบาย พร้อมยอมรับว่ามีแนวคิดที่ละเอียดอ่อนกว่านั้นอยู่ในการพิจารณา คือการปรับเพิ่มอัตราเล็กน้อยราว 5-10% สำหรับผู้ใช้ไฟระดับ 1,500-2,000 หน่วยขึ้นไป เพื่อสร้างแรงจูงใจด้านประสิทธิภาพ ซึ่งเขาย้ำว่าหลักการคือไม่ต้องการให้ใครมาแบก แต่ใช้การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนของระบบเป็นแหล่งเงินหลัก โดยไม่แตะเงินภาษี
ขณะเดียวกัน อีกขาหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงได้เริ่มเดินแล้วจริงๆ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา โครงการรับซื้อไฟคืนจากโซลาร์บนหลังคาประชาชนในราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งสูงกว่าที่รับซื้อจากโซลาร์ฟาร์ม ได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ หลังผ่านทั้ง ครม. กพช. และ กกพ. โดยขยายเพดานจากในอดีตที่กดไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ มาเป็นการเปิดรอบละ 500 เมกะวัตต์ และพร้อมขยายเพดาน
จากรวมศูนย์สู่ตลาดเสรี
ในภาพที่ใหญ่กว่ามาตรการรายตัว สิ่งที่เอกนัฏพยายามสร้างคือการเปลี่ยนโครงสร้างของระบบทั้งหมด จากระบบรวมศูนย์ที่การไฟฟ้าผลิตเองซื้อเองขายเอง และรัฐคอยคุมราคา ไปสู่ตลาดเสรีที่มีการแข่งขัน
“เราต้องสู้พอสมควรในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่พอระบบมันดีแล้ว มันจะจัดการด้วยตัวมันเอง มีการแข่งขัน ต้นทุนถูกลง โปร่งใส” เอกนัฏกล่าว
องค์ประกอบของระบบใหม่มีสามชั้น ชั้นแรกคือประชาชนและผู้ประกอบการที่เปลี่ยนสถานะจากผู้ใช้ไฟอย่างเดียว มาเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ขาย ผ่านโซลาร์บนหลังคา ชั้นที่สองคือตลาดรับซื้อไฟตรงแบบเสรี (Direct PPA) ที่เริ่มจาก Sandbox ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่เป้าหมายจริงคือขยายให้ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการไฟสะอาด โดยเฉพาะโรงงานส่งออกไปยุโรปที่กำลังเผชิญมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ให้สามารถไปหาซื้อไฟสะอาดได้เองจากผู้ผลิตที่แข่งขันกัน
และชั้นที่สามคือบทบาทใหม่ของ 3 การไฟฟ้า ที่เอกนัฏยืนยันว่าทุกฝ่ายเข้าใจกันทั้งหมดว่าอยู่ในยุคที่ต้องเปลี่ยน
“ภารกิจหลักของทั้ง 3 การไฟฟ้าคือการพัฒนาโครงข่ายให้เป็นโครงข่ายอัจฉริยะ” เอกนัฏกล่าว โดยไล่เรียงตั้งแต่ระบบกักเก็บพลังงานระดับโครงข่าย การรักษาเสถียรภาพของไฟ การพยากรณ์การผลิต โรงไฟฟ้าเสมือน ไปจนถึงสมาร์ทมิเตอร์และเซ็นเซอร์วัดความถี่ในฝั่งจำหน่าย
ขณะที่ กฟผ. ยังคงบทบาทผู้ผลิตในส่วนที่เป็นความมั่นคงของประเทศ เช่น เขื่อน และเทคโนโลยีใหม่อย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) พร้อมรายได้ใหม่จากค่าใช้สายในตลาดเสรี ที่จะถูกนำกลับมาลงทุนพัฒนาโครงข่ายต่อ
หมุดหมายสำคัญของทั้งหมดนี้คือแผน PDP ฉบับใหม่ที่กำลังจะออก ซึ่งเอกนัฏเปิดเผยข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยใช้แผน PDP แบบชั่วคราว ต่ออายุมาเรื่อยๆ นานถึง 8 ปี
“มันต้องมีแผนของจริงเสียที” โดยแผนใหม่จะเป็นแผน 25 ปีไปถึงปี 2050 ที่ต้องตอบ 3 โจทย์พร้อมกันเป็นครั้งแรก คือต้นทุนต้องสู้ได้ ความสะอาดต้องถึงเป้าไฟสะอาด 60% ตามพันธกิจ Net Zero และความมั่นคงต้องไม่สั่นไหวตามวิกฤตโลก ซึ่งเป็นงานยาก เพราะปัจจุบันสัดส่วนพลังงานสะอาดของไทยยังอยู่เพียงราว 10-20% เท่านั้น
“ไม่ใช่ตอบโจทย์ความมั่นคง ตอบโจทย์สะอาด แต่แพง แบบนั้นไม่ได้ ต้องตอบ 3 โจทย์ในเวลาเดียวกัน” เอกนัฏย้ำ
บีบค่าการกลั่น 8,300 ล้านบาท โดยไม่แตะภาษี ไม่ถลุงกองทุน
ถ้าฝั่งไฟฟ้าคือการผ่าตัดโครงสร้างระยะยาว ฝั่งน้ำมันคือการปรับวิธีการคิดในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ย้อนกลับไปช่วงที่เขาเข้ารับตำแหน่ง ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาดีเซลพื้นฐาน B7 พุ่งไปกว่า 50 บาทต่อลิตร และหากปล่อยตามราคาจริงอาจไปถึง 60-70 บาท ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เคยถูกใช้อุ้มราคา มีหนี้สะสมกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งสุดท้ายผู้รับภาระก็คือผู้ใช้น้ำมันเอง
แทนที่จะเลือกทางเดิมคือกดเงินกองทุนเข้าไปอุ้มจนหนี้บานปลาย หรือลดภาษีสรรพสามิตซึ่งเท่ากับลดรายได้ประเทศ เอกนัฏเลือกวิธีที่สาม เขาไล่ดูข้อมูลตลาดแล้วพบความผิดปกติ
“น้ำมันดิบขึ้นราว 50% แต่น้ำมันสำเร็จรูปโดยเฉพาะดีเซลที่สิงคโปร์ขึ้นไป 200-300% ส่วนต่างมันเกินความปกติ ค่าการกลั่นมันสูงผิดปกติ” เขากล่าว
กระทรวงจึงใช้อำนาจตามพระราชกำหนด ดึงส่วนเกินจากโรงกลั่นราว 8,300 ล้านบาท มาลดราคาดีเซลหน้าปั๊มจาก 50 บาท เหลือ 45 และ 42 บาทต้นๆ ภายในเวลาอันสั้น โดยที่ราคาไทยลงก่อนตลาดโลกจะลงด้วยซ้ำ และไม่ได้สร้างหนี้ให้กองทุนเพิ่มแม้แต่บาทเดียว
“ไม่ได้เอาเงินจากกองทุนมาชดเชย ไม่ได้แบกให้เป็นหนี้เพิ่ม แต่เอาเงินจากโรงกลั่นมาลดราคาให้ประชาชน” เอกนัฏกล่าว พร้อมบอกว่าผลลัพธ์วันนี้คือ ฐานะกองทุนไม่ได้แย่ลงจากวิกฤต หนี้ลดจากกว่า 60,000 ล้าน เหลือราว 50,000 กว่าล้านบาท ส่วนหนี้ที่ค้างกับผู้ค้าน้ำมัน เขาก็ประกาศชัดว่าไม่รีบคืน
ขณะที่กลไกช่วยเหลือประชาชนใช้วิธีมุ่งเป้าผ่านเชื้อเพลิงชีวภาพ กดให้ B20 ถูกกว่าดีเซลพื้นฐาน 5 บาท และ E20 ถูกกว่า E10 ในระดับเดียวกัน ทำให้วันนี้ B20 อยู่ที่ 32.50 บาท และ E20 อยู่ที่ 32.45 บาท ใกล้เคียงระดับก่อนสงคราม โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์ตรงคือรถบรรทุก ภาคขนส่ง เกษตร และอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยสกัดไม่ให้ต้นทุนถูกผลักไปสู่ราคาสินค้า ปัจจุบันการใช้ B20 พุ่งจากเกือบศูนย์ขึ้นมาแตะราว 6 ล้านลิตรต่อวัน หรือ 10-15% ของการใช้ดีเซลทั้งประเทศ
OCA อาจไม่ใช่คำตอบของความมั่นคงระยะยาว
โจทย์ความมั่นคงที่หนักที่สุดกลับอยู่ที่ก๊าซธรรมชาติ เชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งปัจจุบันมาจากอ่าวไทยและการนำเข้าจากเมียนมารวมราว 70% และนำเข้า LNG อีก 30% โดยแหล่งในประเทศกำลังทยอยลดลง ทั้งแหล่งบนบกที่กำลังหมดอายุ และก๊าซจากเมียนมาที่มีความไม่แน่นอนสูง
ท่ามกลางบริบทนี้ คำถามเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา (OCA) หลังการยกเลิก MOU 2544 จึงตามมาทันที และคำตอบของเอกนัฏชัดเจนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
“ผมพูดตรงๆ เรื่องไปพัฒนาแหล่งพลังงานร่วมกับเขา มันเป็นไปไม่ได้ อย่าไปเสียเวลาคิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ พยายามทำมาตั้งแต่ปี 44 จนปี 69 นี่ 25 ปีทำไม่สำเร็จ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ จะคุยต่ออีก 20 ปีก็ไม่จบ ในฐานะรัฐมนตรีพลังงาน ผมไม่ไปเจรจาร่วมลงทุนร่วมพัฒนาอะไรกับเขาหรอก ไปเจรจายังไงสังคมก็รับไม่ได้ ท่านรัฐมนตรีต่างประเทศทำถูกแล้วที่ยกเลิก”
จุดยืนของกระทรวงพลังงานคือ ต้องปักเส้นเขตแดนให้ชัดเจนก่อนผ่านกลไกอย่าง UNCLOS แล้วต่างฝ่ายต่างพัฒนาในเขตของตัวเอง
ระหว่างที่ OCA ยังไม่มีคำตอบ ยุทธศาสตร์ก๊าซจึงเดินหน้าในแนวทางอื่นทั้งหมดพร้อมกัน ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในอ่าวไทยซึ่งยังมีศักยภาพเหลืออยู่ การเปิดสำรวจฝั่งทะเลลึกอันดามันด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ต้นทุนเริ่มตอบโจทย์ ไปจนถึงการใช้ชีวมวลจากผลิตผลการเกษตรมาผลิตไฟฟ้าทดแทนการนำเข้า LNG ซึ่งเอกนัฏชี้ว่าในราคา LNG ระดับปัจจุบัน ชีวมวลอาจถูกกว่าด้วยซ้ำ และยังเป็นเงินที่หมุนกลับไปหาเกษตรกรไทย
เมื่อถามถึงภาพพลังงานไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า เอกนัฏเชื่อว่าพลังงานไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำมันหรือไฟฟ้าอีกต่อไป แต่คือเชื้อเพลิงของเศรษฐกิจ AI ดิจิทัล และเซมิคอนดักเตอร์ คือแม่เหล็กที่ดึงเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกซึ่งกำลังจ้องมองภูมิภาคนี้อยู่ และคือคำตอบว่าประเทศไทยจะปล่อยให้เพื่อนบ้านแซงไปต่อหน้า หรือจะกลับมายืนอยู่ในเกม
และในภาพเดียวกัน เรื่องที่เคยถูกมองว่าเป็นอุดมคติอย่าง Net Zero ก็ไม่ใช่เรื่องของพวกโลกสวยอีกต่อไป เมื่อภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดนทำให้ความสะอาดของพลังงานกลายเป็นต้นทุนการแข่งขันโดยตรงของสินค้าส่งออกไทยทุกชิ้น
“การเปลี่ยนมันไม่ง่ายหรอก เราเคยชินกับการทำอะไรแบบเดิมๆ แต่ถ้าเราไม่เปลี่ยนในจังหวะแบบนี้ เราก็จะตายช้าๆ หัวใจจะเต้นช้าลง ช้าลง จนหยุดเต้น ผมยอมเหนื่อยวันนี้ เข้าห้องผ่าตัดเลย จัดการเลย เพราะผมมั่นใจว่าเราทำได้ และถ้าทำได้ นี่คือโอกาสของประเทศ”

