ผู้กำกับภาพยนตร์ระดับตำนานของวงการหนังไทย ต้อม-เป็นเอก รัตนเรือง กลับมาอีกครั้งพร้อมผลงานล่าสุด ‘ครัวสาว (Morte Cucina)’ ภาพยนตร์ลำดับที่ 14 ในเส้นทางการทำงานของเขา โดยครั้งนี้ THE STANDARD POP มีโอกาสได้พูดคุยกับเขาอีกครั้งในช่วงโปรโมต หลังจากห่างหายจากการสัมภาษณ์ร่วมกันไปนาน นับตั้งแต่ครั้งล่าสุด ช่วงภาพยนตร์ Samui Song
คุยกับ เป็นเอก รัตนเรือง ถึง ‘ครัวสาว’ และวงการหนังไทย
- ไอเดียตั้งต้นของ ‘ครัวสาว (Morte Cucina)’ เกิดจากความสนใจเรื่องอาหาร หรือเรื่องความแค้นก่อน?
- แล้วถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดเรื่องอาหารจริงๆ ความจริงมันกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่?
- ทำไมถึงเลือกให้การล้างแค้นของตัวละคร ‘สาว’ กินเวลายาวนานถึง 15 ปี?
- ในสายตาของพี่เป็นเอก อะไรยากกว่ากัน ระหว่างการเกลียดใครสักคน 15 ปี หรือการรักใครสักคน 15 ปี?
- การกลับมาร่วมงานกับ Christopher Doyle อีกครั้งต่างจากครั้งก่อนอย่างไร? แล้วคุยกันถึง ‘รสชาติ’ ของภาพอย่างไร?
- ครัวสาว (Morte Cucina) เป็นภาพยนตร์ที่มี ‘อาหาร’ เป็นส่วนประกอบหลัก พาร์ตนี้ได้ดีไซน์ภาพของอาหารไว้อย่างไรบ้าง?
- ทำไมนางเอกถึงต้องเป็น เบลล่า-ธนัชพร บุญแสง เธอคนนี้น่าสนใจอย่างไร?
- ทางพระเอกอย่าง กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ก็ไม่ได้เล่นหนังมานานแล้ว พี่ต้อมไปดึงตัวเขามาเล่นได้อย่างไร?
- ขอปิดจบแบบเบสิกแล้วกัน ให้พี่ต้อมฝากผลงาน ครัวสาว (Morte Cucina) หน่อย
ในครั้งนี้ พี่ต้อมแวะมาที่ออฟฟิศของเราในลุคสบายๆ ด้วยเสื้อยืดสีเหลืองจับคู่กับกางเกงขาสั้น พร้อมกระเป๋าผ้าสกรีนโปสเตอร์จาก Paris Fait Son Cinéma พาดไหล่มาแบบไม่ตั้งใจ แม้อายุจะย่างเข้าเลข 60 แต่แววตา วิธีคิด และจังหวะการตอบคำถามของเขายังคงเฉียบคมและเก๋าเหมือนเดิม เขาจะมีอะไรมาอัปเดตกับเราบ้าง ลองมาอ่านไปพร้อมๆ กัน

ไอเดียตั้งต้นของ ‘ครัวสาว (Morte Cucina)’ เกิดจากความสนใจเรื่องอาหาร หรือเรื่องความแค้นก่อน?
เป็นเอก: พี่อาจจะจำคลาดเคลื่อนนะ ไอเดียมันคือ มันมีข่าวว่าผู้หญิงคนนึงที่เดินเข้ามาในสถานีตำรวจ แล้วจู่ๆ ก็มาสารภาพว่าตัวเองฆ่าผัว แล้วเขาก็เล่าวิธีการฆ่า บอกว่าอยู่กินกับผู้ชายคนนี้มา แล้วก็ใช้วิธีการทำกับข้าวให้กิน รมยาพิษไปเรื่อยๆ แล้วตั้งแต่ผัวตายไปเนี่ย คือผีแม่งมาหลอกอยู่เรื่อยๆ จนอยู่ไม่เป็นสุขอะ แล้วเขาก็ไปหาพระ หาหมอดู หาซินแสอะไรพวกเนี้ย ทุกคนก็บอกว่า ‘มึงต้องไปสารภาพบาปนะ’
แต่ฝั่งตำรวจก็บอกว่า เคสนี้มันจับไม่ได้ เพราะว่าถ้าเอากับข้าวให้ผัวกิน มันไม่ได้เป็นความผิด คือถ้าคุณใส่ยาพิษอะ ตรงๆ ไปเลยอ่ะ เออ มันได้ ซึ่งนี่มันก็เป็นไอเดียประหลาดเนาะ ตอนแรกสคริปต์เดิมมันก็ไม่ได้เป็นแบบหนังปัจจุบันนี้นะ เดี๋ยวถ้าไปดูก็จะรู้ว่าตอนนี้ถูกเปลี่ยนไปเยอะมาก แต่ว่าสคริปต์ร่างแรกๆ มันก็เป็นคล้ายๆ อย่างเงี้ยฮะ

แล้วถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดเรื่องอาหารจริงๆ ความจริงมันกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่?
เป็นเอก: มันเป็นหนังรักนะ พูดเรื่องความรัก ทีมงานเราหลายคนดูจบแล้วบอกว่า นี่มันหนังรักนะพี่ (หัวเราะ) คือเป็นหนังรักประหลาดด้วยอะ จริงๆ เป็นโรแมนติกคอเมดี้ด้วยซ้ำนะ ไปดูก็จะรู้ว่ามันโรแมนติก แล้วเป็นแบล็กคอเมดี้มาก ทีนี้ ไอ้พาวเวอร์ของอาหารในการที่จะมัดใจคน มันก็เป็นแอสเปกต์นึงของของหนังเรื่องนี้กับอาหารไทยด้วยนะ
แต่ว่าอีกเรื่องนึงก็คือเรื่องที่อาจจะสำคัญพอกัน หรืออาจจะสำคัญกว่าเรื่องอาหาร ก็คือเรื่องที่ว่า เราไม่รู้เลยว่าไอ้เส้นบางๆ ที่กั้นอยู่ระหว่าง ‘เราเกลียดใคร’ กับ ‘เรารักใคร’ บางทีมันเส้นมันบางมากจนความรู้สึกเรามันข้ามเส้นนั้นไปเมื่อไหร่ เราไม่รู้เนอะ ตอนเราเกลียดเรารู้ว่ะ แต่ไอ้ความรู้สึกเกลียดนั้น พอกาลเวลามันผ่านไป ประกอบกับกิจกรรมที่เราทำอะ บางทีมันข้ามเส้นกลายไปเป็นไม่ได้เกลียดหรือรักแล้ว แต่มันอาจจะกลายเป็นความผูกพัน ไอ้พวกนี้แหละที่มันคือประเด็นของหนังเลย

ทำไมถึงเลือกให้การล้างแค้นของตัวละคร ‘สาว’ กินเวลายาวนานถึง 15 ปี?
เป็นเอก: เกิดจากการที่เขาไม่ใช้ยาพิษ คือในเรื่องนี้ เดี๋ยวไปดูจะรู้ว่า นอกเหนือจากแค่อาหารที่อร่อยจนทำให้ผู้ชายคนนี้ติดแล้ว มันไม่ได้มีแค่นั้น มันพูดถึงอาหารไทยในอดีต ยุคโบราณด้วย เป็นเหมือนตำรับที่ตัวละครไปเรียนมา เป็นตำรับแบบเอเชียนโบราณ
คนไทยในอดีตใช้อาหารเป็นยา ถ้าป่วย เช่น เป็นหวัด แม่ก็จะทำอาหารบางอย่างให้กิน หรือถ้าเป็นโรคบางอย่าง อย่างเกาต์ ก็กินอาหารเฉพาะ มันคือการกินเพื่อรักษา และอาหารไทยมีเรื่องของธาตุเข้ามาเกี่ยว เราทุกคนมีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ เราต้องรู้ว่าธาตุของเราคืออะไร แล้วกินให้ถูกกับธาตุ ถ้ากินผิดก็จะเรียกว่าแสลง มันขัดกันและอาจกลายเป็นพิษได้
รวมถึงราศีเงี้ย มันก็มีผลต่ออารมณ์ ซึ่งอารมณ์ส่งผลต่ออวัยวะ คนแต่ละราศีมีอารมณ์ต่างกัน อย่างราศีเมษจะอารมณ์ร้อน แข่งขันสูง ทำให้อวัยวะบางส่วนทำงานหนักกว่าคนราศีอื่น อันนี้ยกตัวอย่างนะ (หัวเราะ) พอกินให้ถูกทั้งธาตุ ราศี และฤดูกาล เช่น หน้าฝนก็กินของฤทธิ์ร้อน หน้าหนาวถ้ากินของเย็นมากก็อาจป่วยง่าย ถ้ากินถูก ร่างกายก็แข็งแรง อาหารก็กลายเป็นยาวิเศษ แต่ถ้ากินตรงข้ามกับธาตุหรือราศี ก็จะส่งผลเสียแทน กับเคสของ ‘สาว’ มันก็เป็นแบบนั้นแหละ อาหารมันเป็นยา แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพิษได้เหมือนกัน

ในสายตาของพี่เป็นเอก อะไรยากกว่ากัน ระหว่างการเกลียดใครสักคน 15 ปี หรือการรักใครสักคน 15 ปี?
เป็นเอก: เราว่ามันง่ายพอๆ กันนะ มันไม่ใช่เรื่องยาก การจะเกลียดใครนานๆ กับการจะรักใครนานๆ มันง่ายพอกัน แค่ผลลัพธ์มันต่างกัน อันนึงเป็นผลดี อันนึงเป็นผลไม่ดี
สมมุติถ้าเราเกลียดใครนานๆ คนที่ซวยจริงๆ ไม่ใช่คนที่เรารเกลียด แต่เป็นตัวเราเอง อารมณ์มันจะขุ่นมัว แต่ถ้าเรารักใคร มันก็อีกแบบนึง อย่างเรา เรารักใครได้นาน 20 ปี 30 ปี 15 ปี เพราะเราเป็นคนชอบอะไรซ้ำๆ ชอบแล้วก็ชอบเลย อย่างก๋วยเตี๋ยวร้านนึง ก็กินได้เป็นสิบๆ ปี ไปจนร้านเขาจำได้ นั่งปุ๊บเขารู้เลยว่าเรากินอะไร บะหมี่แห้งไม่ใส่ตั้งฉ่าย
เพราะงั้นสำหรับเรามันง่าย แต่ถ้าจะให้เราเกลียดใคร 20-30 ปี อาจจะยาก เพราะเราไม่ค่อยเข้าใจอารมณ์เกลียด มันเป็นอารมณ์ที่หนักเกินไป แบกไว้นานๆ ไม่น่าจะไหวสำหรับเรา เราไม่น่าจะทนไปได้นาน คนอย่างเราอ่ะ
อย่างนางเอกในเรื่องเนี้ย พี่ขอวกกลับมาพูดถึงหน่อย (หัวเราะ) มันไม่ได้เกลียดนะ สิ่งที่ทำให้เค้าต้องมาทำสิ่งนี้กับผู้ชายคนนี้ในเรื่อง มันเป็นความแค้น ไอ้ความแค้นมันเป็นคล้ายๆ Trauma เป็นปมที่สลัดไม่ออก ปลายทางของความเกลียดอ่ะ มันไม่มี Purpose อะไร แต่ความแค้นเนี่ย มันมีเป้าหมาย ทำให้ชีวิตแรงจูงใจบางอย่าง เหมือนกับว่า “กูรู้นะ กูตื่นมารู้ว่ากูจะทำอะไร ตั้งแต่กูตื่นจนกูหลับอ่ะ กูจะเอาไอ้เหี้ยนี่ให้แม่งจม” มันฟีลนั้นล่ะ

การกลับมาร่วมงานกับ Christopher Doyle อีกครั้งต่างจากครั้งก่อนอย่างไร? แล้วคุยกันถึง ‘รสชาติ’ ของภาพอย่างไร?
เป็นเอก: ดอยล์ไม่กินเหล้าแล้ว เลิกเหล้า งงไปเลยครับ ข้าพเจ้างงเลยครับ
ตอนใกล้จะเปิดกล้องนี่พี่ทองนี่เขามีงบเตรียมซื้อเบียร์สำหรับแต่ละวันเลยอ่ะ (หัวเราะ) สรุป อ้าว ไอ้เหี้ย เวย์เปลี่ยนไป แล้วคือไม่ใช่เพราะเรื่องสุขภาพนะ แต่เมียเขาสั่งให้เลิก อีกอย่างก็อายุมากขึ้นทั้งคู่ด้วย เขาอายุมากจริงๆ ฮะ คริส ดอยล์นี่อายุแก่กว่าผม 10 กว่าปีเลย ผม 64 เขาต้อง 75 นู่นแหละเนาะ แต่ว่าแข็งแรงมากนะ เดินไปดูโลเคชันเงี้ย แม่งนำทุกคนเลย เดินเร็วฉิบหาย อึดอยู่
คริสมาร่วมงานได้แบบกระชั้นมาก ไม่เหมือนตอน Last Life in the Universe กับ Invisible Wave ที่อยู่ได้นานหน่อย สมัยนั้นลากยาวหลายเดือนเลย ตอนทำครัวสาว เขามีถ่ายหนังเรื่องอื่นอยู่ ถ่ายหนังจีน พอเสร็จจากนี่ก็จะมีแต่งงานต่อแหนะ (หัวเราะ)
แต่ว่าสไตล์การทำหนังอะไรก็เปลี่ยนไปแหละ วิธีการเข้าถึง อะไรทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป อย่างไอ้ภาพของหนัง Wong Kar Wai ที่เราเคยนึก เคยชินกัน มันก็จะไม่ได้เห็นในหนังเรื่องนี้ จะเป็นหนังอีกลุค แต่นั่นคือวิธีการทำงานของคริสอยู่แล้วนะ ตั้งแต่สมัย 20 ปีที่แล้วที่ผมทำงานกับเขาอ่ะ ผลงานที่ผ่านมามันก็ไม่ได้หน้าตาแบบหนังหว่องนะ คริสเขาเป็นศิลปินอ่ะ ดีไซน์อะไรใหม่ๆ เป็นคนที่ตอบสนองกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า สมมุติเขามาเมืองไทย เวลาออกไปดูโลเคชันกัน เขาก็จะแคร์เรื่อง Local color ของพื้นที่ตรงนั้น สมมุติคุณไปอยู่แหลมฉบัง พื้นที่มันเป็นยังไงล่ะ สีของพื้นที่ตรงนั้น ควรเป็นยังไง ก็ปรับให้เข้ากัน
เวลาเราไปดูโลเคชันกัน เราใช้เวลานานมากกับคริส อยู่กันเป็นวัน ดูแดด ดูลม แล้วหนังเรื่องนี้มันถ่ายที่ประจวบฯ กรุงเทพฯ แล้วก็เชียงใหม่ ลุยใต้ กลาง เหนือ แต่ละโลเคชันลักษณะของภูมิประเทศก็ต่างกันไป รวมถึงคัลเจอร์และอาหารด้วย แต่ละภาคก็จะให้อุณหภูมิที่ไม่เหมือนกัน
เราก็ไปสเกาต์กันแล้วไปดูกันอีกที แล้ววิธีการเลือกใช้ฟิลเตอร์หรือเลนส์ก็ปรับนะ คือถ้าเป็นสมัยก่อนเราถ่ายฟิล์มกัน อย่างคริสเนี่ย เขาโอลด์สคูลมาก คือคนยุคใหม่จะใช้คัลเลอร์เกรดดิ้งเป็นตัว Make difference แต่ของเขานี่คือเซ็ตอัพตั้งแต่ในกล้องเลย เพราะฉะนั้น ก่อนจะถ่ายช็อตแรกของแต่ละซีนเนี่ย เราใช้เวลาในการหาไอ้เซ็ตติ้งแบบแมนนวลกันสักแป๊บนึง สัก 10 นาที 15 นาที

ครัวสาว (Morte Cucina) เป็นภาพยนตร์ที่มี ‘อาหาร’ เป็นส่วนประกอบหลัก พาร์ตนี้ได้ดีไซน์ภาพของอาหารไว้อย่างไรบ้าง?
เป็นเอก: Food shot มันยากเสมอ เรื่องนี้เรา (กับคริส) คุยกันตั้งแต่ต้นแล้วว่า ด้วยความที่มันจะมีฟู้ดช็อตเยอะ เราจะไม่เอาไอ้การถ่ายฟู้ดช็อตแบบหนังโฆษณาอ่ะ ที่ถ่ายสโลว์โมชันแล้วเป็นควันๆ แต่เราจะทำให้มันดูเรียลเลย เหมือนตาเราเห็นจริงๆ แต่พอมันจริงมาก ก็เสือกไม่ photogenic อีก
เราทดลองกันเยอะมาก ตั้งแต่ภาชนะที่ใช้ ไปจนถึงวิธีมองผ่านภาชนะ ซึ่งทั้งหมดช่วยสร้างความรู้สึกอันตรายให้กับซีนได้
จำได้ว่าตอนเขียนสคริปต์ ซีน Big Cooking Scene ของเรื่อง เราวางรายละเอียดไว้ครบตั้งแต่ต้นจนจบ โดยบรรทัดสุดท้ายของซีนเขียนชัดเลยว่า นี่คือคุกกิ้งซีนที่ต้องถูกเล่าให้เหมือน Murder Scene ทั้งจังหวะการถ่าย การตัดต่อ และการเลือกเพลง ทุกอย่างต้องให้ความรู้สึกเหมือนการฆาตกรรม
เพราะฉะนั้น นอกจากความน่ากิน ความชวนให้น้ำลายไหลแล้ว มันต้องดูอันตรายด้วย ต้องสวย เย้ายวน แต่แฝงความเดนเจอรัส เป็นอะไรที่เหมือน “to die for”
ซีนนี้เลยต้องเทสต์ค่อนข้างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับฟู้ดสไตลิสต์ เราเลยต้องบาลานซ์ทุกอย่าง เช่น ผักเยอะเกินไปก็ไม่เวิร์ก บางจังหวะก็ต้องหาตัวช่วยเพิ่มเติมเพื่อให้ภาพออกมาตรงกับอารมณ์ที่ต้องการ
อย่างไอ้ตัวอาหารในหนังเรื่องนี้ เขาทำให้เห็นชัดเลยว่า ทุกจานแม่งไม่ได้พิเศษอะไรเลย เป็นอาหารที่เรารู้จักหมด เดลี่ไลฟ์สุดๆ คุ้นเคยแบบโคตรคุ้นเคย ไข่เจียวหอยนางรม ไข่ลูกเขย พะโล้ กุ้งผัดสะตอ กะเพรากรอบ ผัดหมูสามชั้น คือเมนูเบสิกที่พูดไปก็ยังน้ำลายสอ

เพราะงั้นตัวดิชแม่งเบสิกมากๆ แต่พอไปถึงวิธีทำงาน ตอนแรกก็เข้าใจไม่ตรงกัน เลยต้องมีเซสชันพรีโปร ทำให้ดูจริง ทำแล้วก็ถ่ายรูป ถ่ายเทสต์กันยับ แล้วก็มานั่งคอมเมนต์กันว่าอันนี้ไม่เวิร์ก อันนี้ได้ แล้วก็ปรับกันไปเรื่อยๆ
ขนาดเตรียมมาขนาดนั้นนะ ตอนถ่ายจริงแม่งยังชุลมุน ฉิบหายอยู่ดี ปัญหาของการถ่ายอาหารคือมันยากมาก แล้วจานมันยมเร็วชิบหาย แป๊บเดียวก็ไม่เฟรชแล้ว ผ่านไปนาทีเดียวใช้ไม่ได้ ถ้าจะถ่ายเทคใหม่ ต้องรออีกครึ่งชั่วโมง ทุกอย่างมันกะทันหันเหี้ยๆ ทำเสร็จปุ๊บต้องถ่ายปั๊บ ถ้าพลาดคือจบ ต้องทำใหม่
เราจะจำรายละเอียดโลเคชันทั้งหมดไว้ แล้วไปสร้างก๊อบในสตูดิโอแทน เพื่อคอนโทรลทุกอย่างได้ ไม่ว่าซีนจะเกิดที่เชียงใหม่ สงขลา กรุงเทพฯ หรือบ้านใคร ร้านไหน สุดท้ายก็ถูกรวบมาดีไซน์คอนทินิวในสองวันนั้นทั้งหมด
อีกอย่างคือเรื่องเลนส์ พวกเลนส์มาโครที่ต้องถ่ายใกล้ๆ แม่งแพง จะให้เช่ามาออกกองทุกวันก็ไม่ไหว นี่ไม่ใช่หนังเน็ตฟลิกซ์ที่แม่งทำได้ทุกอย่าง เราเลยวางแผนเช่าเฉพาะวันที่ต้องใช้จริง รวบถ่ายให้จบในช่วงนั้น

ทำไมนางเอกถึงต้องเป็น เบลล่า-ธนัชพร บุญแสง เธอคนนี้น่าสนใจอย่างไร?
เป็นเอก: ทำไมต้องเป็นเบลล่าเหรอ อ๋อ ก็เสี่ยงดวงฮะ (หัวเราะ) คือเธอไม่เคยเล่นหนังจริงจังมาก่อนเลย เคยมีบทเล็กๆ ในหนังฝรั่งเศสเรื่องหนึ่ง เป็นคอเมดี้มั้ง ผมก็ไม่ได้ดูนะ เป็นตัวประกอบเล็กมาก จริงๆ ตอนแคสต์มีคนเข้าตาอยู่สามคน เราก็นั่งคุยกันหมดทั้งสามคน แล้วสุดท้ายแม่ง…เอาวะ หัวก้อยละกัน ดีดเอา สรุป อ้าว เบลล่าได้
แต่ที่เบลล่าน่าสนใจสุดคือหน้าตาและลุคมันไปได้หลายทาง แล้วก็มีความตั้งใจสูงมาก แต่น้อง…อันนี้พี่ขอพูดตรงๆ เลยนะ คิดว่าแก่ขนาดนี้แล้วก็พูดได้แล้วล่ะ คือสังคมไทยแม่งมีปัญหาเรื่องความขาวแบบหนักมาก โดยเฉพาะผู้หญิง จะถูกตัดสินจากผิวเยอะมาก ดาราต้องขาว ไม่ขาวไม่ดัง กลายเป็นสเตอริโอไทป์ไปแล้ว
ต้องขาว หมวย สวย หรือไม่ก็ต้องลูกครึ่ง หน้าตาฝรั่งหน่อยๆ คือยังไงก็ต้องขาว มันเป็น obsession ของคนไทย ซึ่งกูไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเหี้ยอะไร บางทีมันอาจจะเป็นปมอะไรบางอย่างก็ได้
เราก็เลยคิดว่า งั้นกูเลือกคนที่ผิวเข้มที่สุดในกลุ่มแม่งเลยดีกว่า แหวกมันไปเลย ทำไมต้องขาววะ ทำไมต้องหลงใหลอะไรขนาดนั้น คนผิวคล้ำแม่งดูเฮลตี้ ดูแข็งแรงจะตาย คือไปไหนก็เห็นแต่คนกางร่มกัน กลัวแดดกันจะเป็นจะตาย (หัวเราะ) แบบเดินนิดเดียวก็หลบแดดแล้ว ซึ่งก็เข้าใจนะ มันเป็นผลพวงของสเตอริโอไทป์ในสังคม
แต่เอาจริงๆ ความคล้ำของเบลล่าไม่ใช่เหตุผลหลักที่เลือกหรอก มันเป็นแค่หนึ่งในเคมีเล็กๆ ที่ช่วยเสริมให้คาแรกเตอร์มันเวิร์กมากขึ้น แล้วสุดท้ายมันก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เธอวิน

ทางพระเอกอย่าง กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์ ก็ไม่ได้เล่นหนังมานานแล้ว พี่ต้อมไปดึงตัวเขามาเล่นได้อย่างไร?
เป็นเอก: แผนกแคสติ้งเขาแงะมา เราไม่รู้จักกฤษณ์มาก่อนเลย คือผู้ชายแบบนี้มันหายากฮะ นักแสดงไทยที่เข้าข่ายแบบนี้ อย่างแรกคือต้องอายุถึงก่อน เรื่องนี้พระเอกไม่ใช่วัย 20-30 นะ มัน 40 อัป แล้วแม่งแตะ 50 ด้วยซ้ำ พอเริ่มหาจริงๆ ถึงได้รู้ว่าแม่งหายากฉิบหาย
แล้วยิ่งเป็นนักแสดงอาชีพ จริงๆ มันจะมีวิธีการแสดงแบบไบเบิลของเขาอยู่ชุดหนึ่ง ซึ่งพอถึงจุดหนึ่งมันจะกลายเป็นความกังวลว่า “กูดูแก่ไหมวะ, กล้องจะออกมายังไง” มันเลยมีแบริเออร์สำหรับเรา เพราะสำหรับผม นักแสดงที่ดีไม่ใช่คนที่แสดงเก่งอย่างเดียว
นักแสดงที่ดีมันต้องเหมือนกระดาษขาว ผู้กำกับจะพิมพ์อะไรก็ได้ นั่นแปลว่าคุณต้องฟรีมาก พร้อมจะไปทุกที่กับผม ผมจูงมือคุณโดดเหว คุณต้องโดด ถ้ายังจะมาคิดว่า “พี่ มุมนี้ผมจมูกบานนะครับ” แบบนี้ทำงานกันไม่ได้เลย
ผมเคยทำงานกับนักแสดงผู้ชายคนนึงนะ นิสัยดีทุกอย่างเลย แต่มีคอนเซิร์นแปลกๆ มีซีนต้องโกนหนวดแปรงฟันตอนเช้า ถอดเสื้อ ใส่บ็อกเซอร์อยู่ในห้องน้ำ ปกติมาก แต่แม่งไม่ยอมถอดเสื้อ ผมก็งง เหี้ย…ผู้ชายถอดเสื้อมันยากขนาดนั้นเลยเหรอ สุดท้ายต้องหยวน วิ่งไปหาเสื้อกล้ามมาให้ใส่ (หัวเราะ)
เพราะงั้นข้อจำกัดแบบนี้มันมี แล้วพอรวมกับเงื่อนไขทั้งหมด เรื่องนี้แม่งเกือบไม่ได้ทำแล้ว เพราะหานักแสดงผู้ชายไม่ได้ ตอนแรกเรานึกว่าฝั่งผู้หญิงจะหายาก เพราะบทก็แรงอยู่เหมือนกัน สรุปแม่งกลายเป็นฝั่งผู้ชายที่หายากกว่า
แล้วกฤษณ์แม่งมาแบบพระเจ้าส่งมาเลย ตอนแรกเกือบจะย้อนกลับไปใช้นักแสดงคู่บุญคนหนึ่งแล้วนะ เพราะเขาเก่ง จัดการได้หมด แต่เราก็อยากได้คนที่เราเชื่อจริงๆ ว่า “เป็นไอ้เหี้ยนี่” แล้วอยู่ๆ กฤษณ์ก็โผล่มา
เขาอัดเทปส่งมาให้ดู เราดูปุ๊บก็รู้เลยว่า เหี้ยนี่แม่งเวิร์กว่ะ แถมหน้าดันคล้ายณเดชน์อีก ตอนแรกยังคิดว่า เอ้า… ณเดชน์เหรอวะ เรามีเงินจ่ายเขาเหรอวะ (หัวเราะ) สรุปไม่ใช่ เป็นกฤษณ์ พอนัดคุยกันจริงก็ดี ทุกอย่างลงตัว สุดท้ายก็เอาวะ แล้วมันก็เวิร์กมากด้วย เพราะเขาไม่ได้แสดงมาสักพัก มันเลยสด น่าสนใจ
สำหรับผม การทำหนังไม่ค่อยคอนเซิร์นเรื่องว่าใครแสดงเก่งหรือไม่เก่ง สิ่งที่ผมสนใจคือ คุณ ‘ฟรี’ แค่ไหน กระโจนไปกับกูได้แค่ไหน บ้าได้แค่ไหน เปลี่ยนตัวเองได้แค่ไหน อีกอย่างคือเวลา ผมไม่เอาแบบมาถ่ายกับผมสองวัน แล้วไปถ่ายละครสามวัน สลับไปสลับมา แบบนั้นไม่เอา ผมขอฟูลไทม์ แต่จะทำให้สั้นที่สุด
คือพอเริ่มถ่ายไปอาทิตย์หนึ่ง นักแสดงก็มาบอกเลยว่า “พี่ วิธีนี้แม่งดีว่ะ” ดีจนหลุดไม่ออก สตันต์อยู่ในคาแรกเตอร์ไปเลย เพราะสำหรับนักแสดงหลายคน ถ้ามีงานเดียวมันจะรู้สึกไม่ยั่งยืน ต้องมี 3-4 งาน ถึงจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า แต่พอได้โฟกัสงานเดียวจริงๆ มันกลับพาไปได้ลึกกว่าเยอะนะ

ขอปิดจบแบบเบสิกแล้วกัน ให้พี่ต้อมฝากผลงาน ครัวสาว (Morte Cucina) หน่อย
เป็นเอก: เอาจริง ไอ้การฝากหนังนี่โคตรยากเลยนะ (หัวเราะ) จะฝากยังไงให้คนเห็นภาพในเวลาสั้นๆ ดี
งั้นเอาแบบนี้ดีกว่า พวกเราเป็นคนไทยกันทั้งหมดใช่ไหม เพราะฉะนั้น นอกจากเราจะภูมิใจกับยิ้มสยาม หรืออะไรต่างๆ แล้ว อีกอย่างหนึ่งที่คนไทยภูมิใจมากก็คือ ‘อาหารไทย’ แล้วตอนนี้อาหารไทยก็ดังไปทั่วโลกแล้วด้วย
ลองนึกดูสิ มีหนังเรื่องไหนบ้างที่นำเสนออาหารไทยแต่ละจานออกมาได้อย่างสง่างามแบบเรื่องนี้ เราว่าไม่ค่อยมีนะ อย่าเพิ่งนึกถึง Hunger เพราะเรื่องนั้นแม้จะเกี่ยวกับอาหารก็จริง แต่มันมีความเป็นฟิวชัน มีวัฒนธรรมอื่นผสมอยู่
เรื่องนี้คืออาหารไทยเพียวๆ เลย แล้วก็เป็นอาหารที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ที่เรากินกันจริงๆ เพราะฉะนั้นอยากชวนให้ไปดูกันนะ เราคิดว่ามันน่าจะเป็นหนังที่ขึ้นหิ้งได้เลย ในแง่ของการนำเสนออาหารไทยด้วยความภาคภูมิใจ
แล้วก็มีอีกอย่างที่อยากฝากสำคัญมาก คือก่อนเข้าไปดู กินให้อิ่มไปก่อน (หัวเราะ) ไม่งั้นจะทรมานมาก เพราะมันมีแต่คนพูดแบบนี้กับเรามาตลอด
หนังเรื่องนี้ฉายมาแล้วหลายประเทศ ตั้งแต่เปิดตัวที่สเปน ไปญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ทุกที่คนจะพูดเหมือนกันหมดว่า “รู้งี้กินมาก่อนดีกว่า เพราะดูแล้วหิวมากจริงๆ”
เพราะฉะนั้นฝากไว้เลยว่า กินให้อิ่มก่อนเข้าไปดู แต่อย่าอิ่มเกินไปนะ เดี๋ยวหลับ (หัวเราะ) แอร์ในโรงมันเย็นด้วย เอาเป็นว่า อย่าปล่อยให้ท้องว่าง เพราะไม่งั้นจะทรมานแน่นอน หนังมันจัดเต็มทั้งภาพและเสียง ดูแล้วหิวแสบท้องแน่ๆ ครับ

