×

อาร์เจนตินา vs. อังกฤษ คู่ปรับแห่งโชคชะตา ที่โคจรกลับมาเจอกันในฟุตบอลโลก

12.07.2026
  • LOADING...
ลิโอเนล เมสซี นักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินา และจูด เบลลิงแฮม นักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026

ฟุตบอลโลก 2026 เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ และแทบไม่มีใครจะปฏิเสธได้ว่านี่คือหนึ่งในเกมที่โลกฟุตบอลอยากเห็นมากที่สุด นั่นคือ อาร์เจนตินา พบ อังกฤษ

 

ไม่ใช่แค่เพราะทั้งสองทีมเต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ ไม่ใช่แค่เพราะผู้ชนะจะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก แต่เพราะนี่คือคู่แข่งขันที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

 

การเจอกันของทั้งคู่เต็มไปด้วยเรื่องราว ความขัดแย้ง ดราม่า และช่วงเวลาที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของเกมฟุตบอลมาช้านาน

 

หลังจากอาร์เจนตินาเฉือนชนะสวิตเซอร์แลนด์ 3-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ จากประตูสุดมหัศจรรย์ของ ฮูเลียน อัลวาเรซ ก่อนปิดท้ายด้วย เลาตาโร มาร์ติเนซ พวกเขาจึงได้สิทธิ์เข้าไปเผชิญหน้ากับอังกฤษ ทีมที่เพิ่งผ่านนอร์เวย์มาอย่างหืดจับด้วยสกอร์ 2-1

 

นี่ไม่ใช่แค่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก แต่มันคือบทล่าสุดของ “คู่ปรับแห่งโชคชะตา”

 

ความน่าสนใจของความเป็นคู่ปรับในโลกฟุตบอลระหว่างคู่ปรับคู่นี้ สามารถย้อนไปได้ตั้งแต่จุดกำเนิดของฟุตบอลในของฟุตบอลอาร์เจนตินา ที่อังกฤษกลับเป็นประเทศที่วางรากฐานให้ทุกอย่าง

 

ฟุตบอลถูกนำเข้าไปยังกรุงบัวโนสไอเรสโดยชาวอังกฤษตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 โรงเรียน สโมสร และลีกฟุตบอลแห่งแรกของประเทศต่างมีรากฐานมาจากชุมชนชาวอังกฤษ

 

ชื่อสำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอาร์เจนไตน์ ก็เป็นชื่อคนอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น อเล็กซานเดอร์ วัตสัน ฮัตตัน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งฟุตบอลอาร์เจนตินา”

 

หรือแม้แต่ชื่อสโมสรอย่าง ริเวอร์ เพลต, โบคา จูเนียร์ส, นีเวลส์ โอลด์บอยส์ และ โรซาริโอ เซนทรัล ก็ล้วนสะท้อนอิทธิพลของอังกฤษทั้งสิ้น จนกล่าวได้ว่า อังกฤษคือผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์ฟุตบอลในอาร์เจนตินา

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมล็ดพันธุ์นั้นกลับเติบโตจนกลายเป็นคู่แข่งที่พร้อมท้าทายผู้ให้กำเนิด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนที่สุดคู่หนึ่งในโลกฟุตบอล

 

แม้ทั้งสองชาติจะพบกันหลายครั้งก่อนหน้านั้น แต่ฟุตบอลโลก 1966 ที่ประเทศอังกฤษ คือวันที่การแข่งขันครั้งนี้เปลี่ยนจากเกมฟุตบอลธรรมดา กลายเป็น “ศัตรู”

 

อาร์เจนตินาแพ้ 0-1 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ แต่สิ่งที่คนอาร์เจนไตน์จดจำไม่ใช่ผลการแข่งขัน หากเป็นการไล่ออกของกัปตันทีม อันโตนิโอ รัตติน

 

กัปตันทีมฟ้าขาวในเกมนั้น ถูกผู้ตัดสินชาวเยอรมันตะวันตกส่งออกจากสนาม ท่ามกลางความไม่เข้าใจ เพราะในยุคนั้นยังไม่มีใบเหลืองหรือใบแดง จนสื่ออาร์เจนตินาเรียกเกมนี้ว่า “El Robo del Siglo” หรือ “การปล้นแห่งศตวรรษ”

 

หลังเกม เซอร์ อัลฟ์ แรมซีย์ ปฏิเสธไม่ให้นักเตะอังกฤษแลกเสื้อกับนักเตะอาร์เจนตินา พร้อมเรียกฝ่ายตรงข้ามว่า “สัตว์ (Animals)”

 

ประโยคสั้นๆ เพียงไม่กี่คำ กลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองชาติในสนามฟุตบอลไม่มีวันเหมือนเดิมอีกเลย

 

และหากปี 1966 คือจุดเริ่มต้น ปี 1986 คือวันที่การแข่งขันคู่นี้กลายเป็นตำนาน เพราะเพียงสี่ปีก่อนหน้านั้น สงครามฟอล์กแลนด์ระหว่างอาร์เจนตินาและสหราชอาณาจักรเพิ่งสิ้นสุดลง ความรู้สึกของทั้งสองประเทศยังสดใหม่

 

จากนั้น ดิเอโก มาราโดนา ก็สร้างสองประตูที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ประตูแรกคือ “หัตถ์แห่งพระเจ้า” และประตูที่สองคือ “ประตูแห่งศตวรรษ”

 

สองประตูที่เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงสี่นาที แต่กลายเป็นภาพจำของคนทั้งโลกมาจนถึงทุกวันนี้

 

สำหรับชาวอังกฤษ นั่นคือเกมที่ถูกโกง สำหรับชาวอาร์เจนไตน์ นั่นคือการล้างแค้น ทั้งต่อสงครามและต่อความรู้สึกค้างคาจากปี 1966

 

มาราโดนาเคยยอมรับในอัตชีวประวัติว่า เกมนั้นให้ความรู้สึกเหมือน “เราไม่ได้ชนะทีมฟุตบอล แต่เราชนะประเทศหนึ่ง”

 

จากวันนั้น ถึงวันนี้ แม้เวลาจะผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ แต่ความทรงจำเหล่านั้นก็ไม่เคยหายไป และยิ่งทำให้การเจอกันของทั้ง 2 ชาติ กลายเป็นแมตช์สุดเดือด

 

ฟุตบอลโลก 1998 มีใบแดงของ เดวิด เบ็คแฮม หลังถูก ดีเอโก ซิเมโอเน ยั่วยุ จนกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวอังกฤษ ถูกตราหน้าดุจคนบาปของชาติ หลังทัพสิงโตคำรามตกรอบในเกมนั้น

 

ฟุตบอลโลก 2002 เบ็คแฮมกลับมาแก้ตัว ยิงจุดโทษพาอังกฤษชนะ 1-0 เป็นเสมือนการล้างบาปของกองกลางเจ้าพ่อลูกนิ่งแห่งยุค แต่นับจากนั้น ทั้งสองทีมแทบไม่ได้พบกันอีกเลยในเกมที่มีความหมายระดับนี้…จนกระทั่งฟุตบอลโลก 2026

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ลิโอเนล เมสซี ไม่เคยลงเล่นพบอังกฤษในฟุตบอลโลกมาก่อน นั่นทำให้ตำนานที่ถูกยกให้เป็นผู้สืบทอดมาราโดนา กำลังจะได้สัมผัสเกมที่มีความหมายที่สุดของคู่ปรับคู่นี้เป็นครั้งแรกในวัย 39 ปี

 

หากดูเฉพาะผลการแข่งขัน หลายคนอาจคิดว่าอาร์เจนตินากำลังอยู่ในฟอร์มยอดเยี่ยม แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น เพราะเกมกับสวิตเซอร์แลนด์คือแมตช์ที่สามติดต่อกันที่ทีมของ ลิโอเนล สกาโลนี เล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน

 

พวกเขาขึ้นนำเร็วจากลูกเตะมุมของเมสซีที่ อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์ โหม่งเข้าไปตั้งแต่นาทีที่ 10 แต่หลังจากนั้นกลับปล่อยให้สวิตเซอร์แลนด์ค่อยๆ ครองเกม

 

แดนกลางเสียการควบคุม แนวรับเปิดพื้นที่ให้ ดาน เอ็นดอย เล่นงานหลายครั้ง เอมิเลียโน มาร์ติเนซ ต้องออกแรงเซฟมากกว่าที่ควร และเมื่อเอ็นดอยตีเสมอได้ในครึ่งหลัง ก็แทบไม่มีใครแปลกใจ

 

หากไม่มีใบแดงของ บรีล เอ็มโบโล ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม สวิตเซอร์แลนด์อาจเป็นฝ่ายสร้างเซอร์ไพรส์ก็ได้ แต่แม้อาร์เจนตินาจะไม่ได้เล่นดีที่สุด แต่พวกเขามีคุณสมบัติที่ทีมแชมป์โลกทุกชุดมักมีร่วมกัน

 

พวกเขามีนักเตะที่สามารถเปลี่ยนเกมได้ในจังหวะเดียว และคราวนี้ไม่ใช่เมสซี แต่เป็น ฮูเลียน อัลวาเรซ

 

ในนาทีที่ 112 ขณะที่เกมกำลังมุ่งหน้าไปสู่การดวลจุดโทษ กองหน้าจากแอตเลติโก มาดริด รับบอลหน้าเขตโทษ แต่งเข้าขวา ก่อนปั่นโค้งเสียบสามเหลี่ยมอย่างหมดจด

 

มันคือหนึ่งในประตูที่สวยที่สุดของฟุตบอลโลกครั้งนี้ และเป็นอีกครั้งที่อาร์เจนตินาพิสูจน์ว่า พวกเขาไม่จำเป็นต้องให้เมสซีเป็นฮีโร่ทุกนัดอีกต่อไป

 

ตลอดทัวร์นาเมนต์ เมสซียิงประตูแทบทุกนัด แต่เกมนี้เขาไม่ได้สกอร์แม้แต่ลูกเดียว สิ่งที่เขาทำได้คือแอสซิสต์ให้แม็ค อัลลิสเตอร์ และสร้างสถิติใหม่ เป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ทำแอสซิสต์ครบ 10 ครั้ง

 

ส่วนการปิดบัญชีเป็นหน้าที่ของอัลวาเรซและเลาตาโร นั่นอาจเป็นข่าวดีที่สุดสำหรับอาร์เจนตินา เพราะทีมที่พึ่งพาคนคนเดียว มักไปไม่ถึงเส้นชัย

 

ฝั่งอังกฤษเองก็เต็มไปด้วยคำถามไม่ต่างกัน พวกเขาผ่านนอร์เวย์ด้วยความยอดเยี่ยมของ จูด เบลลิงแฮม มากกว่าคุณภาพของทีมโดยรวม

 

โธมัส ทูเคิล ยอมรับหลังเกมว่าทีมยังเล่นไม่ดีพอ โครงสร้างแดนกลางยังขาดความสมดุล เกมรุกยังไม่ลื่นไหล และอังกฤษยังต้องพึ่งช่วงเวลามหัศจรรย์จากนักเตะระดับโลก

 

เมื่อมองแบบนี้ รอบรองชนะเลิศจึงกลายเป็นการเผชิญหน้าของสองทีมที่มีจุดแข็งคล้ายกัน คือทั้งคู่ไม่ได้เล่นฟุตบอลที่ดีที่สุดของตัวเอง แต่ทั้งคู่มีผู้เล่นที่สามารถเปลี่ยนผลการแข่งขันได้ภายในเสี้ยววินาที

 

เมสซี, อัลวาเรซ, เลาตาโร หรือ เบลลิงแฮม, เคน และซากา

 

ฟุตบอลโลกทุกครั้งมักมีคู่หนึ่งที่ถูกเรียกว่า “นัดชิงก่อนนัดชิง” ปี 2026 หลายคนอาจมองว่านั่นคือ ฝรั่งเศส พบ สเปน แต่ในอีกด้านหนึ่ง อังกฤษ พบ อาร์เจนตินา ก็มีความหมายที่แตกต่างออกไป เพราะนี่คือเกมที่แบกน้ำหนักของประวัติศาสตร์เอาไว้

 

เกมที่เชื่อมโยงตั้งแต่ปี 1966 ผ่านมาราโดนาในปี 1986 ใบแดงของเบ็คแฮมในปี 1998 การไถ่บาปในปี 2002 จนมาถึงวันที่เมสซีและเบลลิงแฮมจะได้สร้างหน้าประวัติศาสตร์ของตัวเอง

 

หลายสิบปีผ่านไป นักเตะเปลี่ยน โค้ชเปลี่ยน แม้แต่ฟุตบอลก็เปลี่ยนไป มี VAR มีเทคโนโลยีจับจังหวะสัมผัสบอล มีข้อมูลและแท็กติกที่ละเอียดกว่ายุคก่อนอย่างมหาศาล แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คือความรู้สึกของเกมนี้

 

ทันทีที่อังกฤษและอาร์เจนตินาเดินออกจากอุโมงค์ ทุกคนจะนึกถึงมาราโดนา นึกถึงเบ็คแฮม นึกถึงแฮนด์ออฟก็อด นึกถึงประตูแห่งศตวรรษ และนึกถึงเรื่องราวที่ทำให้คู่นี้กลายเป็นหนึ่งในศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกฟุตบอล

 

นี่จึงไม่ใช่แค่เกมเพื่อชิงตั๋วเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก แต่มันคืออีกหนึ่งบทของคู่ปรับที่โชคชะตาเหมือนจะเขียนให้ต้องกลับมาเจอกันครั้งแล้วครั้งเล่า

 

และไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร เช้าวันรุ่งขึ้น ประวัติศาสตร์ของ อังกฤษ–อาร์เจนตินา จะมีอีกหนึ่งหน้าที่ถูกจารึกเอาไว้ตลอดกาล

 

อ้างอิง

 

ภาพ: Sebastian Frej, Ian MacNicol / Getty Images

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising