วันนี้ (10 กรกฎาคม) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการส่ง เสริมการมีงานทำให้แก่ผู้พ้นโทษ ผู้ต้องขังที่อยู่ในความดูแล ของกรมคุมประพฤติ หรือเด็กและเยาวชนในกระบวนการ ยุติธรรมทางอาญา
โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกรมการจัดหางาน กรมพัฒนา ฝีมือแรงงาน กรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมพินิจและ คุ้มครองเด็กและเยาวชน หอการค้าไทย และสภาหอการค้า แห่งประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง
จุลพันธ์ ระบุว่า การมีอาชีพคือรากฐานสำคัญในระบบเศรษฐกิจและป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแนวคิดจากการแก้ปัญหาภายหลังมาเป็นการสร้างโอกาสก่อนเกิดปัญหา โดยจะเน้นการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและแนะแนวอาชีพ พร้อมขอความร่วมมือสถานประกอบการให้พิจารณาจากศักยภาพและความพร้อมในการทำงานมากกว่าอดีตที่ผ่านมา โดยตั้งเป้าผลักดันผู้พ้นโทษและกลุ่มเปราะบางเข้าสู่การจ้างงานไม่น้อยกว่า 500 คน ภายในปี 2569
ด้าน สมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือนี้มุ่งเน้นการบูรณาการฐานข้อมูลและข้อมูลตลาดแรงงานร่วมกัน เพื่อให้การเตรียมความพร้อมและการพัฒนาทักษะฝีมือตรงกับความต้องการของตลาดงานจริง ทั้งในระบบการจ้างงานและการประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งจะช่วยทลายกำแพงทางสังคมและสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนเปิดใจรับผู้พ้นโทษและเยาวชนกลับคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน
จุลพันธ์กล่าวอีกว่า กระทรวงแรงงานยังเตรียมดูแลสิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคมให้กับผู้พ้นโทษที่เคยอยู่ในระบบ เพื่อดูแลสิทธิให้สามารถส่งเงินต่อได้ พร้อมทั้งเตรียมหารือกับกระทรวงการคลังในเรื่องของมาตรการลดหย่อนภาษี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนหันมารับแรงงานกลุ่มนี้เข้าทำงานมากขึ้น โดยยืนยันว่าผู้พ้นโทษเหล่านี้เป็นแรงงานที่มีศักยภาพและผ่านการฝึกอบรมฝีมือแรงงานมาเป็นอย่างดี
จุลพันธ์กล่าวอีกว่า ปัจจุบันในแต่ละปีมีผู้พ้นโทษประมาณ 200,000 ราย โดยมีผู้เข้าสู่กระบวนการฝึกอบรมของศูนย์ CARE ราว 70,000 คน และเข้าสู่ระบบการจ้างงานจริงประมาณ 16,000 คน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังต้องการการเชื่อมโยงข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากนี้ทั้งสองกระทรวงจะร่วมกันติดตามกระบวนการเข้าทำงานและสถิติการกระทำผิดซ้ำ เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดสำคัญในความสำเร็จของ MOU ฉบับนี้





