×

‘ดร. ศรพล’ ลุยปรับสูตรพอร์ตลงทุน กบข. ใหม่ จาก SAA สู่ Hybrid TPA รับมือยุคโลกผันผวน เน้นรักษาเงินต้น-รีเทิร์นเฉลี่ยระยะยาวชนะเงินเฟ้อให้ได้ 2-3% ต่อปี

28.08.2026
  • LOADING...
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการ กบข. แถลงวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กร

ภายหลังการเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) คนที่ 8 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร ได้ประกาศทิศทางและวิสัยทัศน์ใหม่อย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด ‘สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับข้าราชการไทยและประเทศชาติ’ โดยมุ่งยกระดับการลงทุนสู่ความเป็นมืออาชีพ ดูแลสมาชิกอย่างเข้าใจ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

 

 

 

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการ กบข. ระบุว่า หนึ่งในประเด็นที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปด้านการลงทุนภายใต้การนำของ ดร.ศรพล คือการปรับเปลี่ยนแผนการบริหารพอร์ตการลงทุนครั้งใหญ่ โดยขยับจากการจัดสรรสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์แบบแยกส่วนดั้งเดิม หรือ Strategic Asset Allocation (SAA) ที่ใช้งานมากว่า 30 ปี ไปสู่การมองพอร์ตแบบบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวผ่านโมเดล Total Portfolio Approach (TPA) หรือในระยะแรกจะประยุกต์ใช้ในรูปแบบ Hybrid TPA

 

โดยภายใต้ระบบ SAA แบบเดิม กองทุนจะกำหนดสัดส่วนการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ไว้อย่างค่อนข้างตายตัว (Static) เช่น หุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ตราสารหนี้กี่เปอร์เซ็นต์ ทั้งในและต่างประเทศ แล้วจะทำการทบทวนสัดส่วนนี้ทุก ๆ 3-5 ปี วิธีการนี้เคยมีประสิทธิภาพในอดีต แต่ภายใต้สภาวะตลาดปัจจุบันที่มีปัจจัยมหภาคซับซ้อนขึ้น ประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยงแบบดั้งเดิมเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด

 

ข้อมูลเชิงสถิติชี้ให้เห็นว่า ในช่วงปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 วิกฤตหนี้ยุโรปปี 2012 หรือล่าสุดในปี 2022 รวมถึงช่วงสถานการณ์โควิด-19 และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์เชิงสถิติ (Correlation) ของสินทรัพย์หลักเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง หลายครั้งที่ตลาดหุ้น และตราสารหนี้ ปรับตัวลงพร้อมกัน ทำให้สูญเสียความสามารถในการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม

 

ทั้งนี้เพื่อแก้โจทย์นี้ กองทุนบำเหน็จบำนาญและกองทุนความมั่งคั่งแห่งรัฐชั้นนำของโลก เช่น ในนอร์เวย์ สิงคโปร์ แคนาดา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เดนมาร์ก และนิวซีแลนด์ จึงได้หันมาใช้แนวคิดการบริหารพอร์ตลงทุนแบบ Total Portfolio Approach (TPA)

 

ดร.ศรพล อธิบายว่า Hybrid TPA ที่ กบข. นำมาประยุกต์ใช้นั้น จะเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการแบ่งสัดส่วนตามประเภทสินทรัพย์ (Asset Classes) ไปสู่การวิเคราะห์พอร์ตผ่านปัจจัยความเสี่ยง โดยใช้ Lens Factors โดยมองโครงสร้างพอร์ตเป็นหนึ่งเดียว (One Portfolio) และจัดประเภทความเสี่ยงตามปัจจัยขับเคลื่อนหลัก เช่น

 

  • อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth)
  • อัตราเงินเฟ้อ (Inflation)
  • ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม (Geopolitical Risks & Wars)

 

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการ กบข. แถลงวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กร 1

 

แนวคิดการบริหารพอร์ตลงทุนแบบ Total Portfolio Approach (TPA)

 

ทั้งนี้การมองผ่านเลนส์ปัจจัยเหล่านี้ จะทำให้ กบข. สามารถปรับสัดส่วนสินทรัพย์ภายในพอร์ตได้แบบยืดหยุ่นและทันต่อสถานการณ์จริง (Dynamic / Real-time Adjustment) เพื่อปกป้องพอร์ตลงทุนจากการเปลี่ยนทิศทางของตลาดโลก

 

สำหรับการเตรียมนำแผนการบริหารพอร์ตในรูปแบบ Hybrid TPA เข้ามาเริ่มประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงทันที ภายหลังจากบอร์ด กบข. อนุมัติกรอบดำเนินงานของปีนี้

 

อีกทั้งภายในปี 2570 กบข. จะวิเคราะห์บทเรียนที่ได้จากการศึกษาดูงานกองทุนชั้นนำในต่างประเทศ ตลอดจนปรับโครงสร้างวัฒนธรรมและระบบการวัดผล เพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์บูรณาการพอร์ตฉบับสมบูรณ์ นำเสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) กบข. อย่างเป็นทางการในปี 2570 เพื่อกำหนดแนวทางยั่งยืนในอนาคตต่อไป

 

“เป้าหมายสูงสุดของปรัชญาการลงทุนนี้คือ การรักษาเงินต้นและคงเป้าหมายในการสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้สามารถชนะเงินเฟ้อ (CPI) ประมาณ 2-3% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการออมเงินเพื่อการเกษียณอายุราชการ” ดร.ศรพล ระบุ

 

ทั้งนี้ ดร.ศรพล ตั้งเป้าหมายว่าจะใช้ช่วงเวลาจนถึงสิ้นปี 2569 ในการศึกษาโมเดลของกองทุนต่างประเทศอย่างละเอียด เพื่อปรับโครงสร้างวัฒนธรรมองค์กรของทีมบริหารพอร์ตและทีมบริหารความเสี่ยงให้พร้อมรองรับระบบ TPA อย่างเต็มรูปแบบต่อไป

 

โชว์ผลตอบแทนแกร่ง และปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังช่วงครึ่งปีหลัง

 

โดยความพยายามในการปฏิรูปทั้งหมด สะท้อนออกมาผ่านผลดำเนินงานที่แข็งแกร่งของ กบข. โดยตัวเลขผลตอบแทนสะสมตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2569 ของแต่ละแผนการลงทุนหลักแสดงการเติบโตที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด:

 

  • แผนการลงทุนพื้นฐานทั่วไป (Default Plan) สร้างผลตอบแทนได้สูงถึง 8.08%
  • แผนการลงทุนตามหลักชะรีอะฮ์ (Shariah-compliant Plan) ที่สูงถึง 20.41%
  • แผนหุ้นต่างประเทศ (Global Equity Plan) มีเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 24.19%
  • แผนหุ้นไทย (Thai Equity Plan) สามารถทำสถิติผลตอบแทนโดดเด่นถึง 34.69%

 

ดร.ศรพล ยังอธิบายต่อว่า ผลตอบแทนที่โดดเด่นของแผนหุ้นไทยในปีนี้ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะตัวเลข GDP ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 แม้ภาพรวมจะเติบโตเพียง 1.9% แต่เมื่อเจาะลึกเข้าไปพบว่า ยอดการลงทุนของภาคเอกชน (Private Investment) มีอัตราการเติบโตสูงถึง 14% สะท้อนถึงการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเรื่องราวการเติบโตของไทย (Thailand Story) ที่ดึงดูดความสนใจจากผู้จัดการกองทุนทั้งในและต่างประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับทิศทางในช่วงที่เหลือของปี 2569 กบข. ยังคงวางนโยบายการลงทุนด้วยความระมัดระวังสูงสุด ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงระดับโลกที่ทีมบริหารสินทรัพย์ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

 

  • ความเสี่ยงฟองสบู่ในกลุ่ม AI และเทคโนโลยีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor / Memory) แม้ผลประกอบการจริงของผู้นำอย่าง Nvidia จะเติบโตกว่า 100% สะท้อนความต้องการที่แท้จริง แต่ระดับราคาที่ขึ้นมาสูงย่อมส่งผลให้เกิดความผันผวนได้ง่าย
  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามยืดเยื้อ จากปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ราคาน้ำมันแพง และผลกระทบต่อการขยายตัวของ GDP โลก
  • ทิศทางนโยบายการเงิน ดอกเบี้ยนโยบาย และผลตอบแทนตราสารหนี้ระยะยาว การตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักที่ยังคงผันผวน
  • ความไม่แน่นอนของกำแพงภาษีการค้าและการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ

 

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการ กบข. แถลงวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กร 2

 

ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการ กบข.วิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กรภายใต้แนวคิด “สร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับข้าราชการไทยและประเทศชาติ

 

วิกฤตความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ ตัวเลขจริงที่น่าตกใจของข้าราชการไทย

 

เมื่อหันกลับมามองสถานการณ์ของสมาชิก กบข. ตัวเลขทางสถิติล่าสุดสะท้อนภาพความย้อนแย้งที่น่ากังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตหลังเกษียณของข้าราชการไทย ดร.ศรพล เปิดเผยข้อมูลจริงจากฐานระบบของ กบข. ดังนี้

 

  • เงินกองทุนเฉลี่ยไม่เพียงพอ: ข้าราชการที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในปี 2569 นี้ มีเงินสะสมเฉลี่ยในบัญชี กบข. อยู่ที่ประมาณ 1-1.5 ล้านบาท เท่านั้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 39% ของข้าราชการที่เกษียณอายุทั้งหมด
  • หนี้สินท่วมตัว สถิติที่น่าตกใจคือ ข้าราชการไทยมีหนี้สินเฉลี่ยสะสมสูงถึง 1.8 ล้านบาทต่อราย ซึ่งสูงกว่าเงินก้อนที่จะได้รับจาก กบข. เสียอีก ส่งผลให้สมาชิกจำนวนมากจำเป็นต้องนำเงินก้อนทั้งหมดที่สะสมมาตลอดชีวิตราชการไปใช้หนี้ทันทีที่เกษียณ ทำให้ไม่มีเงินสดเหลือเพียงพอสำหรับการดำรงชีพในระยะยาว

 

กบข. มีดัชนีวัดระดับความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณที่เรียกว่า P75

 

(Percentile 75) ซึ่งกำหนดให้สมาชิกควรมีเงินใช้จ่ายหลังเกษียณเฉลี่ยประมาณ 37,000 บาทต่อเดือน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระดับพื้นฐาน เช่น สามารถท่องเที่ยวในประเทศได้เป็นครั้งคราว ทานอาหารนอกบ้าน หรือใช้บริการเสริมความงามและพักผ่อนในร้านกาแฟได้ตามสมควร

 

อย่างไรก็ดี ดร.ศรพล เปิดเผยตัวเลขที่แท้จริงว่า มีข้าราชการไทยถึง 73% จากสมาชิกทั้งหมด 1.2 ล้านคน ที่มีระดับเงินออมหลังเกษียณต่ำกว่าเกณฑ์ P75 นี้ ซึ่งนี่คือภารกิจสำคัญสูงสุดที่ ดร.ศรพล ตั้งเป้าหมายที่จะปรับลดสัดส่วน 73% นี้ลงให้ได้ภายในวาระการทำงาน 4 ปี ของตนเอง

 

อีกทั้งมีความท้าทายหลักในการเพิ่มเงินออมให้ข้าราชการคือ พฤติกรรมการออมและการลงทุนที่ยังขาดความพร้อม ดร.ศรพล ได้นำเครื่องมือด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) และ Machine Learning มาวิเคราะห์พฤติกรรมย้อนหลัง 3 ปีของสมาชิก กบข. ทั้งหมด 1.2 ล้านคน ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 5 กลุ่มพฤติกรรมหลัก อย่างชัดเจน

 

ยกระดับสู่ ‘Financial Data Ecosystem’ เพื่อบริการแบบรายบุคคล

 

เมื่อความต้องการและข้อจำกัดของสมาชิกแต่ละกลุ่มต่างกันอย่างสิ้นเชิง การให้คำแนะนำแบบเหมารวม (One-size-fits-all) จึงไม่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป กบข. จึงมีแผนบูรณาการข้อมูลเพื่อสร้าง Financial Data Ecosystem ร่วมกับ 4 พันธมิตรหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง, เครดิตบูโร, กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

 

เป้าหมายคือการเชื่อมโยงข้อมูลสินทรัพย์ทางการเงิน หนี้สิน รายได้ และรายจ่ายของสมาชิกเข้าด้วยกันภายใต้การยินยอมของสมาชิก (Consent) เพื่อประมวลผลออกมาเป็น งบดุลส่วนบุคคล (Personal Balance Sheet) ที่สะท้อนสถานะทางการเงินที่แท้จริง

 

“ถ้าเราเห็นข้อมูลที่ถูกต้อง เราจะสามารถแนะนำสมาชิกได้อย่างตรงจุด หากสมาชิกมีหนี้สินท่วมตัว คำแนะนำแรกไม่ใช่การออมเพิ่ม แต่คือการวางแผนสะสางหนี้สินก่อน แต่ถ้าสมาชิกไม่มีภาระหนี้และมีสถานะการเงินมั่นคง เราจะสนับสนุนให้เลือกแผนลงทุนที่ท้าทายขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าเงินออม” ดร.ศรพล กล่าวถึงทิศทางการให้บริการแบบ Hyper-Personalization ผ่านเทคโนโลยี AI

 

ปลดล็อกกฎหมายขยายสิทธิ์ ‘ออมต่อหลังเกษียณ’ ป้องกันภัยมิจฉาชีพ

 

อีกหนึ่ง Pain Point สำคัญที่พบจากการจัดกิจกรรม กบข. สัญจร คือ ปัจจุบันมีสมาชิกเพียง 8,153 คน หรือคิดเป็นสัดส่วนแค่ 0.8% ของผู้เกษียณทั้งหมดที่เลือกออมเงินต่อกับ กบข. ขณะที่สมาชิกจำนวนมากสะท้อนความต้องการว่าอยากนำเงินก้อนที่เคยถอนออกไปแล้ว หรือเงินบำนาญรายเดือนที่ได้รับจากกรมบัญชีกลาง กลับเข้ามาออมและให้ กบข. บริหารจัดการต่อเพื่อความปลอดภัย แต่ติดข้อจำกัดด้านกฎหมายที่ยังไม่เอื้ออำนวย

 

กบข.จึงได้เร่งเดินหน้าร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรมบัญชีกลาง เพื่อยกร่างและผลักดัน การแก้ไขกฎหมายขยายสิทธิ์การออมต่อหลังเกษียณ ในระดับพระราชบัญญัติ เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการบำนาญและอดีตสมาชิกสามารถส่งเงินบำนาญหรือเงินก้อนกลับเข้ามาออมกับ กบข. ได้

 

การปลดล็อกกฎหมายนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความมั่นคงทางการเงินในวัยเกษียณ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการปกป้องเงินเก็บก้อนสุดท้ายของข้าราชการบำนาญจากการถูกมิจฉาชีพทางการเงินหลอกลวง ซึ่งเป็นปัญหาที่รุนแรงมากในปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการจัดตั้งสถาบันให้ความรู้ทางการเงินอย่างครบวงจรหลังเกษียณร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และตลาดหลักทรัพย์ฯ

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories