×

พรีวิวผลงานไตรมาส 2 ‘บจ.สหรัฐฯ’ เจาะลึกกลุ่มหุ้นเด่น-หลบหุ้นเสี่ยงครึ่งปีหลัง กลุ่มไหนจะได้ไปต่อ

09.07.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟตลาดหุ้นสหรัฐฯ พร้อมข้อความพรีวิวผลงานไตรมาส 2 บจ.สหรัฐฯ

ผลประกอบการ บจ.สหรัฐฯ ในไตรมาส 2/2026 คาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี S&P 500 จะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยกลุ่มพลังงานคาดโต 110% และกลุ่มเทคโนโลยีโต 39-59% ขณะที่กลุ่มเฮลท์แคร์อาจติดลบ 11% SCB CIO แนะนักลงทุนควรจับตาผลตอบแทนจากการลงทุนของกลุ่ม Hyper Scaler และระมัดระวังกลุ่มพลังงานที่ราคาหุ้นอาจไม่สะท้อนแนวโน้มกำไรในอนาคต

 

 
 

ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า ฤดูกาลประกาศงบไตรมาส 2/2026 จะเริ่มต้นที่กลุ่มธนาคารก่อนจะไล่เรียงไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในช่วงปลายเดือน โดยในภาพรวมของไตรมาสนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี S&P 500 จะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

อย่างไรก็ตาม หากเจาะลึกลงไปจะพบว่าการเติบโตนั้นไม่ได้กระจายตัวเท่ากัน แต่เกิดจากบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด เช่น กลุ่มพลังงานที่คาดว่าจะโตถึง 110% และกลุ่มเทคโนโลยี รวมถึงวัสดุที่ใช้ทำเซมิคอนดักเตอร์ที่โตประมาณ 39-59% ในขณะที่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค ค้าปลีก สินค้าฟุ่มเฟือย และการเงิน ได้รับแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน และการจ้างงานที่ชะลอตัว ทำให้เติบโตเพียงเลขหลักเดียว หรือกลุ่มเฮลท์แคร์ที่เฉลี่ยอาจติดลบถึง 11%

 

“หากเราใช้ค่ากลาง (Median) ตัดค่าที่สูงหรือต่ำผิดปกติออกไป จะพบว่ากำไรค่ากลางของ S&P 500 เติบโตจริงที่ 9% และกลุ่มเฮลท์แคร์กลับมาเป็นบวก 8%” ชาตรีกล่าว

 

พร้อมชี้ให้เห็นว่านี่คือสาเหตุที่ราคาหุ้นแต่ละกลุ่มขึ้นไม่เท่ากัน โดย S&P 500 ขึ้นมา 8% แต่กลุ่มเทคโนโลยีบางตัววิ่งไปถึง 70-80%

 

จับตา Hyper Scaler ตัวแปรชี้ชะตากลุ่มเทคโนโลยี-AI

 

ในช่วงครึ่งปีแรก หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นแรงและร่วงลงอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงปรากฏการณ์ ‘Sell on Fact’ หรือการขายทำกำไรเมื่อความจริงปรากฏ เนื่องจากราคาหุ้นวิ่งนำความคาดหวังไปมากแล้ว

 

สำหรับกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ชาตรีแบ่งผู้เล่นเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ‘ผู้ขายจอบขายเสียม’ (กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์) และ ‘ผู้ลงทุนระบบ’ หรือ Hyper Scaler (เช่น Google, Microsoft, Meta, Amazon, Oracle) สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดในงบไตรมาสนี้คือ ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ของกลุ่ม Hyper Scaler ที่ใช้เงินลงทุนระดับแสนล้านเหรียญสหรัฐ

 

หากผลตอบแทนไม่ออกมาดีอย่างที่คาด อาจส่งผลให้มีการลดงบลงทุน (CapEx) ในอนาคต ซึ่งจะสร้างแรงกดดันและแรงเทขายมหาศาลต่อกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ดังนั้น คอมเมนต์ของผู้บริหารต่อทิศทางการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่ากลุ่มนี้จะได้ไปต่อหรือไม่

 

สัญญาณเศรษฐกิจจากกลุ่มธนาคาร และกับดัก PE กลุ่มพลังงาน

 

งบไตรมาส 2/2026 ของกลุ่มธนาคารที่จะประกาศออกมา จะเป็นตัวสะท้อนภาพรวมการบริโภค การใช้จ่าย และความเชื่อมั่นในสหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและน้ำมันแพง แม้ตลาดจะคาดหวังกำไรกลุ่มธนาคารเติบโตเพียง 4% แต่ชาตรีมองว่ามีโอกาสที่ตัวเลขจะออกมาดีกว่าคาด เพราะสถานการณ์ความกังวลเรื่องสงครามเริ่มเบาบางลง

 

ส่วนกลุ่มพลังงานที่คาดว่ากำไรจะโตเป็น 100% นั้น นักลงทุนต้องระมัดระวังให้มาก เนื่องจากราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงจาก 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลงมาเหลือช่วง 70 ดอลลาร์กลางๆ แล้ว ดังนั้น การจะมองแค่การเติบโตย้อนหลัง หรือดูค่า PE ที่ต่ำในวันนี้เพียงอย่างเดียวอาจทำให้ประเมินผิดพลาดได้ เพราะแนวโน้มกำไรในอนาคตจะไม่เติบโตร้อนแรงเหมือนเดิม

 

Healthy Correction เงินหมุนจาก Growth สู่ Value

 

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเริ่มเห็นการโยกเงิน (Rotation) จากหุ้นเติบโต (Growth) ไปสู่หุ้นคุณค่า (Value) ชาตรีอธิบายว่านี่ไม่ใช่เพราะหุ้น Growth แย่ แต่เป็นเพียง ‘Healthy Correction’ หรือการปรับสมดุลราคาที่ขึ้นมาสูงเกินไป เพื่อให้ต้นทุนใกล้เคียงกันและตลาดสามารถไปต่อได้ ท้ายที่สุด หากกลุ่ม Value เติบโตได้เพียง 4-6% แม้ PE จะต่ำ แต่เงินลงทุนก็มีโอกาสหมุนกลับไปหาเทคโนโลยีที่เติบโตสูงกว่าอยู่ดี เพราะในระยะยาวแล้ว “ผลประกอบการคือเจ้ามือที่แท้จริง”

 

กลยุทธ์การลงทุนครึ่งปีหลัง ตั้งรับความผันผวน ทยอยเก็บเมื่อย่อตัว

 

ผลประกอบการ S&P 500 ที่ปรับตัวขึ้นถึง 21% ในรอบ 1 ปี ทำให้ตลาดเต็มไปด้วยความคาดหวังที่สูงมาก ซึ่งมาพร้อมกับความเสี่ยงและความผันผวน ชาตรีได้ให้คำแนะนำในการจัดพอร์ตไว้ดังนี้

 

  • สำหรับนักลงทุนระยะสั้น/เก็งกำไร: ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ Leverage หรือ Futures เพราะหากงบออกมาผิดคาด ราคาหุ้นสหรัฐฯ สามารถร่วงลงได้ลึกแบบไม่มีเพดานรองรับ
  • สำหรับนักลงทุนระยะยาว: การปรับฐานของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ (ที่บางวันอาจร่วง 5-10%) ถือเป็นจังหวะทยอยสะสมหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตระยะยาว แต่ต้องเตรียมจิตใจให้เข้มแข็งรับความผันผวน
  • การกระจายความเสี่ยง: ควรมีกลุ่มหุ้นอุปโภคบริโภคติดพอร์ตไว้ด้วย แม้การเติบโตจะไม่หวือหวา แต่ช่วยลดความผันผวนและทำให้พอร์ตสมดุลยิ่งขึ้น

 

ตราบใดที่กำไรของ S&P 500 ยังสามารถเติบโตได้เกิน 2 หลัก (ไตรมาสก่อนโต 17% และไตรมาสนี้คาดการณ์ที่ 22%) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะยาวยังคงมีความน่าสนใจอย่างแน่นอน

 

ภาพ: ShutterstockProfessional/ Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories