อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ น้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดี พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง แต่ตั้งข้อสงสัยถึงกรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว รวมถึงความชัดเจนในการบริหารจัดการหนี้สาธารณะที่กำลังเข้าใกล้เพดานสูงสุด
อภิสิทธิ์แถลงท่าทีในฐานะหนึ่งในผู้ร้องคดี ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้พระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยพรรคประชาธิปัตย์เคารพและน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากขณะนี้เป็นการรับทราบเพียงผลมติ จึงต้องรอศึกษาคำวินิจฉัยฉบับเต็มเพื่อพิจารณาเหตุผลโดยละเอียด สำหรับผลการวินิจฉัยดังกล่าว อภิสิทธิ์อธิบายว่ามีปัจจัยสองประการที่เกี่ยวข้อง
- แนวทางในอดีตที่ศาลรัฐธรรมนูญมีความระมัดระวังในการใช้อำนาจเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของฝ่ายบริหาร
- รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่ได้กำหนดให้ศาลพิจารณาในประเด็นความจำเป็นเร่งด่วน แต่ให้พิจารณาตีความในมิติของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นข้อกฎหมายที่ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญได้ยาก
พรรคประชาธิปัตย์ได้ตั้งข้อสังเกตและข้อกังวล 3 ประเด็นหลักจากการดำเนินการออกพระราชกำหนดกู้เงินในครั้งนี้
- กังวลต่อการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการกู้เงินของรัฐบาล หากรัฐบาลสามารถกู้เงินได้ในภาวะเศรษฐกิจปกติเมื่อมีงบประมาณไม่เพียงพอ อาจส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทยให้อยู่ในระดับต่ำตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา พรรคจึงต้องการศึกษาเหตุผลของศาลเพื่อประเมินทิศทางของบรรทัดฐานการกู้เงินในอนาคต
- ผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่จะขยับเข้าใกล้เพดานร้อยละ 70 ในขณะที่รัฐบาลเคยยืนยันต่อรัฐสภาว่าจะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ อภิสิทธิ์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งชี้แจงแผนการคลังทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ว่ามีแนวทางเพิ่มรายได้หรือปรับลดรายจ่ายเพื่อรับมือกับภาระหนี้อย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศต้องกู้เงินเพิ่ม ขยายเพดานหนี้ หรือออกพระราชกำหนดกู้เงินในลักษณะนี้อีก
- การใช้จ่ายวงเงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน อภิสิทธิ์ระบุว่า มติศาลรัฐธรรมนูญ 7 ต่อ 2 สะท้อนให้เห็นว่ามีตุลาการเสียงข้างน้อยที่พิจารณาว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข พรรคจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจนของโครงการและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายร่วมกลั่นกรอง เพื่อให้การใช้จ่ายเกิดประสิทธิภาพและมีความโปร่งใส
อภิสิทธิ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมื่อรัฐบาลยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วนด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การกู้เงินก็ควรดำเนินการโดยเร็ว แต่จากการตรวจสอบผ่านกลไกสภาและคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ ยังไม่ปรากฏรายละเอียดโครงการ นำมาสู่ความกังวลเรื่องความพร้อมในการกลั่นกรองงบประมาณ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมองความมั่นคงทางเศรษฐกิจในมิติของการลดการพึ่งพานำเข้าน้ำมันและก๊าซ โดยเน้นการส่งเสริมโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งหากเป็นการสนับสนุนการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ก็ไม่ได้ช่วยลดการพึ่งพาต่างประเทศในภาพรวม พรรคประชาธิปัตย์เสนอทางเลือกในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานโดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ เช่น การพัฒนาพลังงานจากปาล์มน้ำมัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลยังขาดความชัดเจนว่าจะสนับสนุนแนวทางนี้ หรือจะมุ่งเน้นเพียงโครงการโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้าเป็นหลักต่อไป


