แคนาดาเดินหน้าข้อตกลงจัดซื้อจัดจ้างทางด้านการทหารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ ด้วยการตัดสินใจเลือกบริษัทต่อเรือ ThyssenKrupp Marine Systems (TKMS) ของเยอรมนี ให้สร้างกองเรือดำน้ำใหม่ 12 ลำ สำหรับทดแทนกองเรือดำน้ำที่เก่าแก่ของกองทัพเรือแคนาดา
ประเด็นสำคัญ
มูลค่าในข้อตกลงนี้ อาจสูงถึงหลัก ‘1 แสนล้านดอลลาร์ (คิดเป็นสกุลเงินไทยประมาณ 3.3 ล้านล้านบาท)’ หรือมากกว่านั้นตลอดอายุสัญญา
การประกาศดีลดังกล่าว เกิดขึ้นก่อนที่คาร์นีย์จะเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ NATO ในตุรกี ซึ่งคาดว่า สมาชิกจะเผชิญแรงกดดันที่ต้องแสดงให้เห็นว่า พวกเขากำลังเพิ่ม ‘งบลงทุนด้านการป้องกันประเทศ’ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ 5% ของ GDP
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เป็นเหตุผลสำคัญ โดยเฉพาะความขัดแย้งและความผันผวนของระเบียบโลก ทำให้แคนาดาตัดสินใจเดินหน้าดีลสำคัญด้านกลาโหมครั้งประวัติศาสตร์นี้
รับมือกับ ‘โลกที่อันตรายและแตกแยก’
ไม่ว่าจะเป็นเพราะจังหวะเวลาที่เหมาะสมหรือไม่ก็ตาม คาร์นีย์ได้พบกับประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน หนึ่งวันหลังจากที่ประกาศแผนจัดซื้อเรือดำน้ำของเขา
คาร์นีย์ย้ำจุดยืนของแคนาดา ในการต่อต้านการทำสงครามรุกรานยูเครนของรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยให้คำมั่นสัญญาอย่างชัดเจนว่า สงครามเต็มรูปแบบของรัสเซียตั้งแต่ปี 2022 ‘จะไม่ประสบความสำเร็จ’
“ความมุ่งมั่นของประชาชนยูเครนเป็นอันดับแรก และรวมถึงพันธมิตรของคุณด้วยซึ่งแน่นอนอย่างยิ่ง เราต้องยุติเรื่องนี้ ความกดดันต่อรัสเซียจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น” คาร์นีย์ กล่าว
ภัยคุกคามจากสงครามของรัสเซียในยูเครนเป็นแรงกระตุ้นสำคัญสำหรับประเทศสมาชิก NATO ในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศอย่างมาก
ภายในสิ้นปีงบประมาณในวันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา แคนาดาและสมาชิก NATO ทุกประเทศได้บรรลุเป้าหมายการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศของพันธมิตรที่ 2% ของ GDP แล้ว โดยนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง คาร์นีย์ได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศอย่างจริงจัง และให้คำมั่นว่าจะเพิ่มจนถึงเป้าหมายที่ 5% ภายในปี 2035
ในการชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดซื้อเรือดำน้ำใหม่ คาร์นีย์อ้างถึง “โลกที่อันตรายและแตกแยกมากขึ้น” โดยกล่าวว่า “ระบอบเผด็จการกำลังแสดงอำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ”
“ในโลกที่อันตรายและแตกแยกมากขึ้น แคนาดาต้องเตรียมพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของเรา คุ้มครองพลเมืองของเรา สร้างเศรษฐกิจของเรา และรักษาอนาคตของเรา” คาร์นีย์กล่าว
“ด้วยเหตุนี้ เราจึงกำลังดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้านการป้องกันประเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศด้วยความรวดเร็ว มุ่งมั่น และมีวินัย”
มีเรือดำน้ำเพียง 1 ลำ สำหรับ 3 ชายฝั่ง
แคนาดา เป็นหนึ่งในประเทศที่มีชายฝั่งยาวที่สุดในโลก โดยมีแนวชายฝั่ง 3 ด้าน ทอดยาวจากมหาสมุทรแอตแลนติกทางตะวันออก ไปจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิกทางตะวันตก และทางเหนือติดกับมหาสมุทรอาร์กติก ในขั้วโลกเหนือ
จากข้อมูลของรัฐบาลออตตาวา พบว่า ปัจจุบันกองทัพเรือแคนาดา มีเพียงเรือชั้นวิคตอเรียที่ใช้งานมานาน 4 ลำเท่านั้น และมีเพียงลำเดียวที่ยังสามารถใช้งานได้
“เรามีเรือดำน้ำที่ใช้งานได้เพียงลำเดียวในแคนาดา แต่เรามีชายฝั่งสามแห่ง เรามีขีดความสามารถด้านเรือดำน้ำไม่เพียงพอ” คาร์นีย์กล่าว
เขายังชี้ว่า อธิปไตยในพื้นที่แนวชายฝั่งแถบมหาสมุทรอาร์กติกยังเป็นประเด็นสำคัญ โดยการที่ธารน้ำแข็งในแถบอาร์กติกของแคนาดาละลายหายไป จะทำให้ ทะเลทางเหนือเปิดกว้างมากขึ้น และอาจนำมาซึ่ง ‘ภัยคุกคามใหม่ๆ’ ในประเทศ
“เมื่อภัยคุกคามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและตรวจจับได้ยากขึ้น แถบอาร์กติกของแคนาดาจึงกลายเป็นส่วนสำคัญต่อความมั่นคงของทั้งอเมริกาเหนือและแนวรบด้านตะวันตกของนาโต” คาร์นีย์กล่าว และย้ำว่า “การปกป้องอาร์กติกคือเหตุผลสำคัญที่แคนาดาตัดสินใจลงทุนสร้างกองเรือดำน้ำใหม่”
โดยนอกเหนือจากการสั่งซื้อเรือดำน้ำมากถึงสิบสองลำแล้ว รัฐบาลแคนาดายังมองหาการลงทุนในเครื่องมือต่างๆ เช่น เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าทางอากาศ GlobalEye ของ Saab เพื่อสำรวจพื้นที่มหาสมุทรอาร์กติกของแคนาดาที่มีความกว้างใหญ่และเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับกองทัพแคนาดา
ดีลจัดซื้อ 1 แสนล้านดอลลาร์ สะท้อนความจริงจังป้องกันประเทศ
เบื้องต้น รัฐบาลแคนาดายังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนของข้อตกลงนี้ แต่เชื่อว่า การจัดซื้อครั้งแรกอาจมีราคาสูงถึง 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยมูลค่าโครงการโดยรวมตลอดอายุสัญญา อาจจะสูงถึงประมาณ 1 แสนล้านดอลลาร์หรือมากกว่านั้นเมื่อรวมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเรือดำน้ำแล้ว
อย่างไรก็ตาม คาร์นีย์กล่าวเมื่อวันจันทร์ (6 กรกฎาคม) ว่า รัฐบาลจะเริ่มการเจรจากับ TKMS เพื่อลงนามในสัญญา ซึ่งอาจใช้เวลาอีกหลายเดือน
ทั้งนี้ เนื้อหาข้อตกลงยังมาพร้อมกับ Offset Policy หรือมาตรการจัดซื้อแบบชดเชย เพื่อทำให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งบริษัทต่อเรือของเยอรมนี ให้คำมั่นว่า งานส่วนใหญ่ในการประกอบเรือดำน้ำ เช่น การผลิต การสร้างชิ้นส่วน และการพัฒนาเทคโนโลยี จะดำเนินการโดยแรงงานชาวแคนาดา
คาร์นีย์ยืนยันว่า “โครงการนี้มีความสำคัญมากกว่าแค่การจัดซื้อเรือดำน้ำ” และเป็นการเสริมสร้างศักยภาพทางอุตสาหกรรมของแคนาดาด้วย
ขณะที่เดฟ เพอร์รี นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมและประธานสถาบันกิจการโลกของแคนาดา กล่าวกล่าวกับรายการ Power & Politics ของ CBC ว่า การเจรจาจัดซื้อเรือดำน้ำจำนวน 12 ลำดังกล่าว จะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าขีดความสามารถของกองทัพเรือแคนาดาไปอย่างสิ้นเชิง
“นี่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในแง่ของขีดความสามารถในการปฏิบัติการของกองทัพเรือแคนาดาในการนำเรือดำน้ำออกสู่ทะเล”
เขามองว่าดีลนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่า แคนาดาจริงจังกับเรื่องการป้องกันประเทศ
โดยเชื่อว่าขอบเขตและขนาดของการจัดซื้อเรือดำน้ำทั้ง 12 ลำ จะช่วยให้แคนาดาสามารถบรรลุเป้าหมายการใช้จ่ายด้านกลาโหมที่ 5% ของ GDP ได้ภายในปี 2035
ภาพ : REUTERS/Ingrid Bulmer
อ้างอิง :


