×

คำเหยียดผิวต่อ เอ็มบัปเป้ ไฟแห่งความเกลียดชังที่กำลังลุกลามไปมากกว่าแค่ในสนามฟุตบอล

08.07.2026
  • LOADING...
คีลิยัน เอ็มบัปเป้ นักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสในสนาม

ชัยชนะ 1-0 ของฝรั่งเศสเหนือปารากวัยในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 ควรเป็นเรื่องของฟุตบอลล้วนๆ ควรเป็นเรื่องของเกมที่ยากลำบาก ความอดทนของทีมเต็งแชมป์ และความเยือกเย็น

 

มันควรถูกพูดถึงในแง่ที่ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ที่สังหารจุดโทษพาทีมผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ พร้อมขยับไปลุ้นดาวซัลโวร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี และ เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์

 

แต่หลังเสียงนกหวีดจบเกม สิ่งที่โลกพูดถึงกลับไม่ใช่ความกล้าหาญของปารากวัย ไม่ใช่การป้องกันอย่างมีวินัยของทีมจากอเมริกาใต้ และไม่ใช่เส้นทางของฝรั่งเศสในฟุตบอลโลก

 

หากแต่เป็นถ้อยคำเหยียดผิวจาก เซเลสเต อามาริยา สมาชิกวุฒิสภาปารากวัย ที่โจมตีเอ็มบัปเป้ผ่านโซเชียลมีเดียด้วยภาษาที่ทั้งลดทอนความเป็นมนุษย์ เหยียดเชื้อชาติ และตั้งคำถามต่อความเป็นฝรั่งเศสของเขาอย่างน่ารังเกียจ

 

เรื่องนี้เริ่มต้นจากเกมที่เดือดอยู่แล้วในสนาม ฝรั่งเศสเจอปารากวัยที่เล่นด้วยความดุดัน เข้าใกล้เส้นแบ่งระหว่างเกมรับที่แข็งแกร่งกับการยั่วยุหลายครั้ง

 

เอ็มบัปเป้ถูกปะทะ ถูกเข้าหนัก และต้องรับมือกับบรรยากาศที่กดดันตลอดเกม ก่อนจะเป็นคนยิงจุดโทษประตูเดียวของแมตช์ ส่งฝรั่งเศสเข้ารอบและหยุดเส้นทางอันน่าภูมิใจของปารากวัยไว้เพียงเท่านั้น

 

ความพ่ายแพ้ในฟุตบอลโลกย่อมเจ็บปวดเสมอ โดยเฉพาะเมื่อทีมหนึ่งต่อสู้มาถึงจุดที่ประเทศทั้งประเทศเริ่มเชื่อว่าปาฏิหาริย์อาจเกิดขึ้นได้

 

แต่ความเจ็บปวดจากเกมกีฬาไม่เคยเป็นใบอนุญาตให้ใครใช้ถ้อยคำเหยียดผิว และยิ่งไม่ควรมาจากผู้ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติในรัฐสภา

 

อามาริยาเรียกเอ็มบัปเป้ว่าเป็น “ชาวแคเมอรูนที่ถูกล่าอาณานิคมและพยายามแสร้งเป็นฝรั่งเศส” รวมถึงใช้ถ้อยคำดูหมิ่นต่อรูปลักษณ์ ต้นกำเนิด การศึกษา และพื้นเพของเขา

 

นี่ไม่ใช่เพียงการด่าทอหลังเกมฟุตบอล แต่คือการปฏิเสธอัตลักษณ์ของชายคนหนึ่งที่เกิดและเติบโตในกรุงปารีส จนกลายมาเป็นกัปตันทีมชาติฝรั่งเศส

 

มันสะท้อนปัญหาเก่าแก่ในฟุตบอลยุโรปและสังคมโลก นั่นคือเมื่อผู้เล่นผิวดำหรือผู้เล่นที่มีรากเหง้าจากครอบครัวผู้อพยพประสบความสำเร็จ พวกเขามักถูกยกย่องว่าเป็นตัวแทนของชาติ แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งหรือมีคนต้องการโจมตี พวกเขากลับถูกผลักออกไปเป็น “คนนอก” อย่างรวดเร็ว

 

เอ็มบัปเป้ตอบโต้ด้วยถ้อยคำที่แรงแต่ชัดเจน เขาเรียกอามาริลาว่าเป็นผู้หญิงที่น่ารังเกียจและไม่คู่ควรกับตำแหน่ง พร้อมยืนยันว่าเธอไม่ได้เป็นตัวแทนของปารากวัย ประเทศที่เขามองว่าเล่นด้วยแพสชันและเกียรติยศตลอดทัวร์นาเมนต์

 

นี่คือจุดสำคัญ เพราะเอ็มบัปเป้ไม่ได้โจมตีปารากวัยทั้งประเทศ ตรงกันข้าม เขาพยายามแยกคนคนหนึ่งออกจากนักฟุตบอลและประชาชนที่ควรได้รับเครดิตจากเส้นทางฟุตบอลโลกครั้งนี้

 

และเขาก็พูดออกมาอย่างชัดเจนว่า จะไม่ปล่อยให้คนที่เผยแพร่ความเกลียดชังและการเหยียดผิวมีพื้นที่โดยไม่ถูกตอบโต้

 

สหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส หรือ FFF จึงประกาศดำเนินคดี โดยระบุว่าถ้อยคำดังกล่าว “น่ารังเกียจอย่างยิ่งและไม่อาจยอมรับได้” พร้อมยื่นเรื่องต่ออัยการฝรั่งเศส ซึ่งต่อมาได้เปิดการสอบสวนในข้อหาดูหมิ่นสาธารณะแบบมีเหตุจากเชื้อชาติ ชาติกำเนิด หรือสัญชาติ รวมถึงการยุยงให้เกิดความเกลียดชังหรือความรุนแรง

 

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะมันทำให้การเหยียดผิวไม่ถูกทิ้งไว้ในหมวด “ดราม่าออนไลน์” หรือ “อารมณ์หลังเกม” อีกต่อไป แต่ถูกยกระดับเป็นเรื่องของกฎหมาย ความรับผิดชอบ และบรรทัดฐานของสังคม

 

เสียงสนับสนุนเอ็มบัปเป้เริ่มดังขึ้นจากหลายทิศทาง เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส โพสต์สนับสนุนกัปตันทีมชาติด้วยข้อความว่า “อีกหนึ่งประตูของเอ็มบัปเป้ ครั้งนี้คือประตูต่อการเหยียดผิว” ขณะที่ มารีนา เฟอร์รารี รัฐมนตรีกีฬา และทีมงานของฝรั่งเศสต่างออกมาประณามเหตุการณ์นี้

 

รัฐบาลปารากวัยเองก็รีบออกแถลงการณ์แยกตัวจากคำพูดของอามาริยา โดยยืนยันว่าถ้อยคำดังกล่าวขัดต่อคุณค่าเรื่องการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ใช่จุดยืนของรัฐบาลหรือประชาชนปารากวัย

 

แม้แต่เพื่อนร่วมทีมฝรั่งเศสก็แสดงจุดยืนชัดเจน ดาโยต์ อูปาเมกาโน บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ และทีมทั้งทีมอยู่ข้างเอ็มบัปเป้ พร้อมหวังว่าผู้กระทำจะได้รับผลจากสิ่งที่พูด

 

โรบิน ริสเซอร์ นายทวารตัวสำรองของฝรั่งเศส ก็พูดในทิศทางเดียวกันว่าเขาหวังว่าความเห็นเหล่านี้จะไม่ถูกปล่อยผ่าน และต้องมีความยุติธรรมเกิดขึ้น

 

ส่วน ฌอง-ฟิลิปป์ มาเตตา ย้ำว่าในเกมกับปารากวัย ทุกคนในทีมพร้อมปกป้องกัปตัน ไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองคน แต่คือทั้งทีม นี่คือภาพสะท้อนว่าฝรั่งเศสกำลังมองเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การปกป้องนักเตะคนหนึ่ง แต่เป็นการปกป้องหลักการที่ทีมชาติฝรั่งเศสยืนอยู่

 

ต่อมา FIFA และองค์การสหประชาชาติออกแถลงการณ์ประณามเช่นกัน โดย UN ระบุว่าถ้อยคำที่เหยียดผิวและลดทอนความเป็นมนุษย์ต่อเอ็มบัปเป้เป็นเรื่องน่ารังเกียจ โดยเรื่องนี้ยังสะท้อนปัญหากว้างกว่าในฟุตบอลและกีฬา

 

ส่วน FIFA Players’ Voice Panel นำโดย จอร์จ เวอาห์ ยืนยันว่าการเหยียดผิวไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเกมฟุตบอล แต่มันคืออาชญากรรม

 

ประโยคนี้สำคัญ เพราะฟุตบอลใช้คำว่า “No to Racism” มานานหลายปี แต่ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์แบบนี้ คำถามคือองค์กรฟุตบอลพร้อมทำมากกว่าการชูป้ายหรือไม่

 

อามาริยาในเวลาต่อมาลบโพสต์บางส่วนและแสดงความเสียใจต่อคำพูดบางประโยค แต่ขณะเดียวกันกลับกล่าวว่าเอ็มบัปเป้ควรขอโทษเธอ และขู่จะฟ้องกลับจากคำที่เขาใช้ตอบโต้

 

สิ่งนี้ยิ่งทำให้ประเด็นลุกลาม เพราะแทนที่จะเป็นการรับผิดชอบอย่างจริงใจ กลับกลายเป็นการเบี่ยงประเด็นจากแก่นแท้ของเรื่อง นั่นคือผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะใช้ภาษาที่เหยียดเชื้อชาติใส่นักฟุตบอลคนหนึ่งหลังเกมฟุตบอลโลก

 

สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์ระหว่างเอ็มบัปเป้กับวุฒิสมาชิกคนหนึ่ง แต่มันคือบททดสอบของฟุตบอลโลก 2026 ว่าในทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก กีฬานี้จะปกป้องนักเตะจากการเหยียดผิวได้จริงหรือไม่

 

เอ็มบัปเป้ทำประตูพาฝรั่งเศสเข้ารอบ แต่สิ่งที่เขากำลังต่อสู้นอกสนามใหญ่กว่าผลการแข่งขันหนึ่งเกมมาก เพราะมันคือการต่อสู้เพื่อสิทธิที่จะเป็นตัวเอง

 

เอ็มบเปเป้เป็นคนฝรั่งเศส เขาอาจจะเป็นลูกหลานของผู้อพยพ เป็นนักฟุตบอลผิวดำ และเป็นกัปตันทีมชาติ โดยไม่ต้องถูกใครลดทอนคุณค่าจากรากเหง้าของเขาเอง

 

ฟุตบอลอาจจบลงเมื่อผู้ตัดสินเป่านกหวีด แต่บางเกมยังดำเนินต่อในสังคม แต่สำหรับผู้คนในโลกฟุตบอลแล้ว เราเชื่อว่าเกมเกมนี้ เอ็มบัปเป้ไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวอย่างแน่นอน

 

ภาพ: picture alliance / Getty Images

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising