วันนี้ (8 กันยายน) เอสโตเนียแสดงจุดยืน ‘คัดค้าน’ แนวคิดของสหภาพยุโรป (EU) ที่จะสั่งห้ามเด็กใช้งานโซเชียลมีเดียผ่านการกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำในเร็วๆ นี้ โดยรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลของเอสโตเนียเสนอว่าแนวทางที่ถูกต้องคือ การบีบบังคับให้ ‘ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม’ ปรับปรุงระบบให้มีความปลอดภัยต่อเยาวชนมากขึ้นแทนการปิดกั้นการเข้าถึง
กลุ่มประเทศสมาชิก EU กำลังพิจารณาจำกัดอายุผู้ใช้งานไว้ที่ 13-15 ปี แต่เอสโตเนียมองว่า ความรับผิดชอบหลักควรตกอยู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่ต้องดูแลสังคมสารสนเทศให้เหมาะสมกับเด็ก
การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึง ‘ความขัดแย้งเชิงนโยบาย’ ระหว่างการใช้อำนาจสั่งห้ามกับการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างจากภายในตัวแอปพลิเคชันเอง นโยบายดังกล่าวกำลังเป็นที่จับตามอง เนื่องจากจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
ข้อเสนอแบนโซเชียลมีเดียในเด็กของ EU
อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้ให้คำมั่นที่จะผลักดันร่างกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กทั่วทั้ง EU ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง โดยคาดว่า จะมีการประกาศเกณฑ์อายุขั้นต่ำในการเข้าถึงในวันที่ 16 กันยายน ซึ่งมาตรการนี้มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อปกป้องเด็กๆ จาก ‘อัลกอริทึมที่เอาเปรียบผู้ใช้งาน’ (Predatory Algorithms)
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและระบาดวิทยาเสนอแนะให้ระงับการใช้งานโซเชียลมีเดีย ซึ่งครอบคลุมไปถึงวิดีโอเกมและแชตบอต AI ด้วย สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี เนื่องจากช่วงอายุ 10-13 ปีถือเป็น ช่วงวัยที่เปราะบางอย่างยิ่ง การใช้งานโซเชียลมีเดียจะส่งผลเสียอย่างมาก โดยเฉพาะต่อเด็กผู้หญิงในเรื่องภาพลักษณ์ทางร่างกาย และหากยิ่งเริ่มใช้งานตั้งแต่อายุน้อย คุณลักษณะที่ทำให้เสพติดของแพลตฟอร์มจะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ช่วงอายุ 13-15 ปีก็ยังคงเป็นจุดพีคของความเปราะบางต่อปัญหาสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน
ปัจจุบันมีประเทศสมาชิก EU อย่างน้อย 10 ประเทศที่ประกาศแผนแบนแล้ว เช่น ฝรั่งเศสเสนอแบนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี สเปนต้องการจำกัดการใช้งานของเด็กต่ำกว่า 16 ปี และกรีซจะมีผลบังคับใช้มาตรการควบคุมเด็กต่ำกว่า 15 ปีในวันที่ 1 มกราคม 2027
ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยุโรปได้ดำเนินการสอบสวนและส่งคำฟ้องเบื้องต้นต่อ Meta และ TikTok เพื่อบังคับให้เปลี่ยนการออกแบบแอปพลิเคชันที่มีลักษณะจูงใจให้เสพติด เช่น การเลื่อนหน้าจอแบบไม่สิ้นสุด (Infinite Scroll) การเล่นวิดีโออัตโนมัติ (Autoplay) และระบบแจ้งเตือน (Push Notifications)
ทำไม ‘เอสโตเนีย’ คัดค้านการแบนโซเชียลในเด็กของ EU
เอสโตเนียกลายเป็น ‘ชาติเดียวที่ยืนหยัดคัดค้าน’ นโยบายแบนโซเชียลมีเดียในเด็กของ EU โดยเอสโตเนียชี้ว่า การแบนอายุไม่ได้ผลจริงในทางปฏิบัติ เพราะอย่างไรก็ตาม เด็กๆ ก็จะมีวิธีและช่องทางในการหลบเลี่ยงกฎเกณฑ์เหล่านั้น เพื่อเข้าใช้งานแพลตฟอร์มอยู่ดี
อีกทั้ง เอสโตเนียยังมองว่า ในฐานะประเทศที่มีความเชี่ยวชาญและโดดเด่นด้านไอที (IT-savvy) เอสโตเนียระบุว่า ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีต่างหากที่ต้องรับผิดชอบหลักในการปรับปรุงแก้ไขให้แพลตฟอร์มยอดนิยมของตนมีความปลอดภัยสำหรับผู้เยาว์
นอกจากนี้ ลีซาลี พาคอสตา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและดิจิทัลของเอสโตเนีย อธิบายว่า เนื่องจากเด็กๆ ก็คือสมาชิกส่วนหนึ่งของสังคมสารสนเทศ (Information Society) ดังนั้น ตัวแพลตฟอร์มต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องปรับเปลี่ยนและออกแบบระบบให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก แทนที่จะปิดกั้นการเข้าถึงของเด็กๆ เอสโตเนียจึงเสนอให้ EU มุ่งเน้นไปที่การกำกับดูแล เพื่อบีบให้ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มเปลี่ยนโครงสร้างระบบการออกแบบให้ปลอดภัยแทน
หนทางสู่ความปลอดภัยที่ยั่งยืนจึงไม่ใช่การแบน เพื่อโดดเดี่ยวพวกเขาออกจากโลกดิจิทัล แต่คือการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของแพลตฟอร์ม (Platform Reform) เพื่อสร้างมาตรฐานอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัยโดยการออกแบบ (Safe by Design) และโอนย้ายภาระความรับผิดชอบนี้กลับไปสู่ผู้ให้บริการทางเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ซึ่งมุมมองของเอสโตเนียในครั้งนี้ ไม่เพียง ‘เปิดพื้นที่’ ให้เกิดการตั้งคำถามต่อมาตรการจำกัดสิทธิ์ของยุโรป แต่ยังชวนให้เราขบคิดต่อว่า เราจะร่วมกันสร้างโลกออนไลน์ที่ทั้งปลอดภัยและเป็นมิตรสำหรับเยาวชนในอนาคตได้อย่างไร โดยไม่ต้องทิ้งใครไว้ข้างหลัง
แฟ้มภาพ: AYO Production / Shutterstock
อ้างอิง:
- https://www.channelnewsasia.com/world/dont-ban-children-social-media-estonia-tells-eu-6368126
- https://www.theguardian.com/world/2026/jul/13/eu-social-media-ban-children-under-13-ursula-von-der-leyen
- https://www.euronews.com/health/2026/08/31/estonia-moves-to-protect-youths-mental-health-in-the-digital-age


