×

มหิดลวิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมูสู่คน หวังช่วยผู้ป่วยฟอกไตกว่า 1 แสนคน ดันยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing

07.07.2026
  • LOADING...
ภาพแพทย์กำลังถือไตจำลองประกอบกับภาพผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดล

มหาวิทยาลัยมหิดลเดินหน้างานวิจัยทางการแพทย์หลายโครงการที่ตั้งเป้าแก้ปัญหาสุขภาพของคนไทยโดยตรง หนึ่งในโครงการที่น่าจับตาคือการปลูกถ่ายอวัยวะข้ามสายพันธุ์ (Xenotransplantation) ที่ใช้เทคโนโลยีตัดต่อยีน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนอวัยวะบริจาคที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของผู้ป่วยไทยมานาน

 

 
 

งานวิจัยเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing หรือสุขภาวะองค์รวม ที่มหิดลประกาศเพื่อผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ของไทย

 

วิจัยปลูกถ่ายอวัยวะจากหมู แก้ปัญหาขาดแคลนไต

 

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า การวิจัยดังกล่าวจะเป็นการ นำเซลล์ต้นกำเนิดที่ผ่านการตัดต่อยีนจากนิวซีแลนด์เข้ามาเพาะเลี้ยงในหมูที่ไทย เนื่องจากสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกว่า

 

ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการทดลองทำปฏิสนธิแบบนอกร่างกาย (IVF) ในหมูไทย ร่วมกับทีมวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหิดล และได้รับความสนใจจากกลุ่มบริษัทเบทาโกรที่เชี่ยวชาญการเลี้ยงหมูปลอดเชื้อ (SPF) โดยเตรียมตั้งบริษัทร่วมทุน และลงทุนสร้างโรงเรือนที่วิทยาเขตกาญจนบุรี

 

เบื้องต้นคาดว่าจะใช้เงินลงทุนเบื้องต้นกว่า 1,000 ล้านบาท ในระยะราว 10 ปี โดยคาดหวังว่าจะเริ่มเห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 5-10 ปี ขณะเดียวกันงานวิจัยนี้ยังเป็นการเพิ่มแหล่งอวัยวะปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยไทยที่รอรับบริจาค และในระยะต่อไป ภาคเอกชนที่มีความพร้อมยังรองรับผู้ป่วยต่างชาติที่ต้องการเปลี่ยนไตได้ด้วย

 

“หากสำเร็จ โครงการนี้จะช่วยผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตในไทยที่มีจำนวนล่าสุดกว่า 100,800 คน ซึ่งปัจจุบันต้องเสียเวลาฟอกไตสัปดาห์ละ 3 วัน หรือล้างไตทางหน้าท้องทุกคืน ขณะเดียวกันก็ช่วยลดงบประมาณของรัฐที่ใช้ดูแลผู้ป่วยโรคไตปีละกว่า 20,000 ล้านบาท”

 

อีกตัวอย่างของการรักษาโรคซับซ้อนคือการรักษาโรคธาลัสซีเมียด้วยการตัดต่อยีน ที่มหิดลระบุว่า หากรักษาในสหรัฐอเมริกามีค่าใช้จ่ายสูงถึง 23 ล้านบาท แต่หากทำได้ในไทย ต้นทุนอาจลดลงเหลือไม่ถึง 5 ล้านบาท

 

ในระยะแรกการรักษาราคาสูงเหล่านี้อาจต้องเริ่มจากกลุ่มผู้ป่วยที่มีกำลังทรัพย์และโรงพยาบาลเอกชน ก่อนที่ราคาจะลดลงตามปริมาณการใช้งานที่มากขึ้นจนประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ โดยมหิดลยกตัวอย่างโมเดลของศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ ที่นำรายได้กลับมาสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยด้อยโอกาส และเปิดให้ผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทเข้าถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงได้

 

โจทย์ใหญ่คือการต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์

 

ความท้าทายสำคัญของระบบวิจัยไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดงานวิจัย แต่อยู่ที่การนำงานวิจัยไปใช้ในเชิงพาณิชย์ เพราะงานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากติดอยู่ที่ขั้นตอนการทดลองในมนุษย์ (Clinical Trials) ที่ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณสูง

 

ตัวอย่างเช่น งานวิจัยการใช้เซลล์บำบัด (CAR T-cell) รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ที่ช่วงทดลองในห้องปฏิบัติการกับผู้ป่วย 5-10 คน อาจใช้งบราว 100 ล้านบาท แต่หากผลักดันสู่การขึ้นทะเบียนที่ต้องทดสอบในผู้ป่วยหลักร้อยคน ต้องใช้เงินเพิ่มอีก 300-400 ล้านบาท

 

อีกทั้งเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ไทยมีสัดส่วนงบวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อ GDP ไม่ถึง 2% ขณะที่เกาหลีใต้ลงทุนสูงราว 7% แม้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) จะมีงบกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี แต่ก็ยังไม่พอ

 

ทางออกที่หลายประเทศใช้คือการดึงภาคเอกชนและกลุ่มทุน (Venture Capital) เข้ามาร่วมลงทุน โดยรัฐช่วยสนับสนุนงบคนละครึ่งเพื่อลดความเสี่ยง แต่ในไทยยังมีเอกชนที่ลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงแบบนี้ไม่มากนัก

 

จับมือ NVIDIA สร้างฐานข้อมูลสุขภาพคนไทย

 

อีกเป้าหมายในระยะ 5 ปีคือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ (AI in Medicine) โดยมหิดลมีข้อได้เปรียบจากการมีโรงพยาบาลในสังกัด 11 แห่ง ที่รวบรวมข้อมูลประวัติการรักษาย้อนหลังกว่า 20 ปี เมื่อนำมาผนวกกับข้อมูลพันธุกรรมของคนไทยและประมวลผลด้วย AI จะสร้างเป็นฐานข้อมูลสุขภาพระดับชาติ (Health Data Lake) ที่ตรงกับลักษณะพันธุกรรมคนไทย โดยไม่ต้องพึ่งข้อมูลจากต่างประเทศ

 

ข้อมูลนี้จะนำไปสู่การแพทย์เชิงป้องกันแบบแม่นยำ (Precision Preventive Medicine) ที่สามารถใช้อุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) ติดตามพฤติกรรมประจำวันร่วมกับประวัติการรักษาและพันธุกรรม เพื่อทำนายความเสี่ยงของโรคล่วงหน้า 10-30 ปี พร้อมให้คำแนะนำการปรับพฤติกรรม

 

เพื่อให้เป้าหมายนี้เกิดขึ้น มหิดลร่วมมือกับ 9 มหาวิทยาลัยในไทย และเจรจากับ NVIDIA ที่ยินดีสนับสนุนมูลค่าราว 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,000 ล้านบาท) ในรูปหน่วยประมวลผล GPU และซอฟต์แวร์ โดยมีเงื่อนไขว่ารัฐบาลไทยต้องสนับสนุนงบในจำนวนเท่ากัน (Matching Fund) เพื่อผลิตบุคลากรระดับปริญญาเอก 100 คน

 

ทั้งนี้ โครงการเคยล่าช้าจากการเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี และมหิดลคาดว่าจะมีการประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการช่วงที่ เจนเซน หวง ซีอีโอ NVIDIA เดินทางเยือนไทยในเดือนตุลาคมนี้

 

อันดับ 1 โลก SDG 3 หนุนเป้าเศรษฐกิจสุขภาพ

 

อย่างไรก็ตาม ‘มหิดล’ ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3: Good Health and Well-being จาก THE Sustainability Impact Ratings 2026 จากสถาบันทั่วโลก 1,254 แห่ง ด้วยคะแนน 93.6 จาก 100

 

มหิดลขยับจากอันดับ 77 ของโลกในปี 2563 มาสู่อันดับ 16, 7, 3 และขึ้นอันดับ 1 ในปีนี้ โดยปัจจัยหลักมาจากด้านความร่วมมือและบริการสุขภาพที่มีสัดส่วนคะแนน 38.40% และการผลิตบุคลากรด้านสุขภาพ 34.60%

 

ในภาพใหญ่ มหิดลมองว่าเศรษฐกิจสุขภาพเป็นภาคที่เติบโตเร็ว โดยอ้างข้อมูลจาก Global Wellness Institute ที่ระบุว่า ปี 2567 เศรษฐกิจสุขภาวะโลกมีมูลค่า 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2572

 

ขณะที่ตลาดในไทยมีมูลค่าราว 600,000-670,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยราว 5% ต่อปี โดยไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ติด 15 อันดับแรกของโลก ซึ่งมหิดลมองว่าเป็นโอกาสให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาค

 

โดยก้าวต่อไปของมหาวิทยาลัยมหิดล คือการต่อยอดยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการใช้ประโยชน์จริงเข้าด้วยกัน ผ่านการบูรณาการศาสตร์จากหลากหลายสาขา นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ

 

นอกจากโมเดลบริการสุขภาพของ ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ แล้วยังมีการต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง และเทคโนโลยี Gene Therapy เพื่อยกระดับการรักษาโรคซับซ้อน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมให้เป็นทั้งคุณค่าทางสังคมและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นฮับด้านสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาคต่อไปในอนาคต

 

ภาพ : sasirin pamai / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories