×

ถอดสัญญะทางศาสนาและการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังพิธีศพ ‘คาเมเนอี’

โดย THE STANDARD TEAM
07.07.2026
  • LOADING...
ประชาชนชาวอิหร่านจำนวนมากร่วมพิธีศพ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี

พิธีศพของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่จัดขึ้นยาวนานหนึ่งสัปดาห์ ไม่เพียงเป็นพิธีตามประเพณีและแสดงให้โลกได้เห็นถึงความโศกเศร้าของชาวอิหร่านที่มีต่ออดีตผู้นำสูงสุดของตนเท่านั้น แต่รัฐบาลเตหะรานกำลังใช้ช่วงเวลาสำคัญนี้เพื่อสร้างภาพความสามัคคีในหมู่ผู้สนับสนุนระบอบการปกครองโดยผู้นำศาสนาที่ครองอำนาจมาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 พร้อมทั้งส่งสารถึงประชาชนทั้งในประเทศและผู้คนทั่วภูมิภาคผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มีนัยทางศาสนาและการเมืองซ่อนอยู่

 

ทางการอิหร่านได้เน้นย้ำถึง “การพลีชีพเพื่อศาสนา” (Martyrdom) ของอดีตผู้นำในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ และผลักดันแนวคิดที่ว่าการร่วมไว้อาลัยในครั้งนี้ถือเป็นหน้าที่ของชาติ โดยพิธีเริ่มต้นด้วยการไว้อาลัยเป็นเวลา 3 วันในกรุงเตหะราน ก่อนที่ขบวนศพจะเคลื่อนผ่านเมืองต่างๆ ทั้งในอิหร่านและอิรัก ซึ่งทุกหมุดหมายล้วนมีนัยสำคัญที่สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างศรัทธากับความมั่นคงทางการเมือง

 

คำขวัญ “จงลุกขึ้นสู้” และสัญญะ “หมัดที่กำแน่น”

 

บนป้ายประกาศและภาพถ่ายที่ผู้ร่วมพิธีถือเพื่อแสดงความอาลัยต่อการจากไปของผู้นำสูงสุด ปรากฏคำขวัญอย่างเป็นทางการเป็นภาษาเปอร์เซียว่า “เราต้องลุกขึ้นสู้” (We must rise) ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ใช้ภาษาอาหรับและชาวต่างชาติ ทางการได้เลือกใช้คำว่า “จงลุกขึ้นสู้เพื่อพระผู้เป็นเจ้า” (Rise for God) ซึ่งทั้งสองวลีนี้มีรากฐานมาจากโองการในคัมภีร์อัลกุรอานที่เรียกร้องให้ชาวมุสลิมยืนหยัดเพื่อปณิธานอันศักดิ์สิทธิ์

 

นอกจากสโลแกนดังกล่าวแล้ว ภาพหมัดที่กำแน่นของคาเมเนอีบนพื้นหลังสีดำและสีแดงได้กลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของพิธีสำคัญนี้ โดยภาพนี้ปรากฏในสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ของรัฐอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่การเสียชีวิตของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี หลังมีการเผยแพร่ข้อความจาก โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายและผู้นำสูงสุดคนใหม่ที่ระบุว่า อดีตผู้นำสูงสุดยังคงกำหมัดแน่นด้วยมือข้างที่ยังใช้การได้อยู่

 

ทั้งนี้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี สูญเสียการใช้งานแขนขวาไปหลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสะเก็ดระเบิดและแผลไฟไหม้ในเหตุการณ์ลอบสังหารด้วยระเบิดเมื่อปี 1981 ภาพการกำหมัดซ้ายจึงเป็นสัญลักษณ์ของความไม่ยอมจำนนแม้ในวาระสุดท้ายของชีวิต

 

ขณะที่การเลือกใช้สีดำและสีแดงในพิธี เป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดเรื่องความโศกเศร้า การพลีชีพเพื่อศาสนา และการประกาศล้างแค้น

 

“คลื่นมหาชนที่หลั่งไหลมาร่วมอำลาและส่งผู้นำของพวกเขาในขบวนศพนี้ กำลังกู่ร้องตะโกนสองคำขวัญ นั่นคือ การต่อต้านศัตรู และการล้างแค้นให้แก่โลหิตของผู้นำอิหร่านที่พลีชีพ” สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดระบุในแถลงการณ์เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ (5 กรกฎาคม)

 

ผืนธงสีแดงเหนือมัสยิดแกรนด์โมซัลลา

 

นอกจากนี้ ยังมีการคลี่ธงสีแดงขนาดใหญ่เหนือมัสยิดแกรนด์โมซัลลา (Grand Mosalla) ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเตหะราน โดยร่างของคาเมเนอีสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้ในวันเสาร์และวันอาทิตย์เพื่อให้ประชาชนเข้าไว้อาลัยและร่วมพิธีสวดอย่างเป็นทางการ ก่อนที่จะเคลื่อนศพในวันจันทร์

 

บนผืนธงดังกล่าวจารึกข้อความภาษาอาหรับว่า “โอ้ ผู้ล้างแค้นแห่งฮุสเซน” ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงความสูญเสียในครั้งนี้เข้ากับประวัติศาสตร์ของชาวชีอะฮ์เมื่อ 1,300 ปีก่อน ในเหตุการณ์ที่ฮุสเซน หลานชายของศาสดามุฮัมมัด ถูกสังหารที่เมืองคาร์บาลาในอิรักโดยกองทัพของกาหลิบมูอาวียะฮ์ที่ 1 แห่งราชวงศ์อุมัยยะฮ์ ซึ่งถือเป็นภาพแทนของการปกครองที่กดขี่และไม่ชอบธรรมในสายตาของชาวชีอะฮ์

 

การใช้สัญลักษณ์นี้จึงเป็นการสะท้อนมุมมองทางการเมืองที่ผูกโยงกับ “หน้าที่ทางศาสนา” ในการตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล แม้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทางการอิหร่านตั้งใจจะล้างแค้นด้วยวิธีใด

 

โดยย้อนกลับไปยังเหตุการณ์เมื่อปี 2020 ที่นายพลกาเซ็ม โซเลมานี ถูกลอบสังหารในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ซึ่งกองทัพอิหร่านเลือกตอบโต้ด้วยการโจมตีไปที่ฐานทัพสหรัฐฯ ในอิรักโดยไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็ประกาศยุทธศาสตร์การแก้แค้นระยะยาว ซึ่งก็คือการขับไล่กองกำลังสหรัฐฯ ออกไปจากภูมิภาคนี้

 

เส้นทางเคลื่อนศพสะท้อนแผนที่การเมืองชีอะฮ์

 

เส้นทางที่ถูกเลือกใช้ในการเคลื่อนย้ายร่างของคาเมเนอีก็มีนัยซ่อนอยู่เช่นกัน โดยเส้นทางเริ่มจากเมืองกุม เมืองศักดิ์สิทธิ์ของนิกายชีอะฮ์ทางตอนใต้ของเตหะราน มุ่งหน้าไปยังเมืองนาจาฟและเมืองคาร์บาลาในอิรัก ซึ่งล้วนเป็นสถานที่สำคัญยิ่งในศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์ ก่อนจะนำร่างไปฝังที่เมืองมัชฮัด ณ สุสานของอิหม่ามเรซา

 

  • มัสยิดแกรนด์มอซัลลา ในกรุงเตหะราน: สถานที่ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง รูฮอลเลาะห์ โคมัยนี ผู้นำสูงสุดคนแรก ถูกเลือกเป็นสถานที่เริ่มพิธี เพื่อแสดงถึงการเชื่อมโยงสองบุคคลสำคัญของสาธารณรัฐอิสลามเข้าด้วยกัน
  • เมืองกุม ประเทศอิหร่าน: ศูนย์กลางด้านการศึกษาศาสนา และเป็นจุดเริ่มต้นของการประท้วงครั้งใหญ่เพื่อสนับสนุนโคมัยนีในการต่อต้านราชวงศ์ปาห์ลาวี จนนำไปสู่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979
  • เมืองนาจาฟในอิรัก: ศูนย์กลางอำนาจของชีอะฮ์นอกประเทศอิหร่าน เป็นที่ตั้งของสุสานอิหม่ามอาลี อิหม่ามคนแรกที่ชาวชีอะฮ์เคารพสูงสุด
  • เมืองคาร์บาลา ประเทศอิรัก และสิ้นสุดที่เมืองมัชฮัดในอิหร่าน ณ สุสานของอิหม่ามเรซา: ร่างของคาเมเนอีจะเสร็จสิ้นการจาริกผ่านสถานที่ที่เป็นรากฐานทางอุดมการณ์ของสาธารณรัฐอิสลามและระบออบการปกครองโดยผู้นำศาสนา ซึ่งพยายามเผยแพร่นิกายชีอะฮ์ข้ามพรมแดนตลอดห้าทศวรรษที่ผ่านมา

 

สารถึงพันธมิตร vs สารถึงซาอุดีอาระเบีย

 

ในพิธีศพของอดีตผู้นำสูงสุด ยังเป็นโอกาสให้อิหร่านได้ต้อนรับแกนนำกลุ่มที่เรียกว่า “อักษะแห่งการต่อต้าน” (Axis of Resistance) ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธและขบวนการต่างๆ ในภูมิภาคที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะราน

 

โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คณะผู้แทนระดับสูงจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน, กลุ่มฮามาสและกลุ่มอิสลามิกจิฮัดของปาเลสไตน์ ตลอดจนกลุ่มฮูตีในเยเมน ต่างได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติและอบอุ่นในกรุงเตหะราน ระหว่างการเข้าร่วมรัฐพิธีเพื่อระลึกถึงคาเมเนอี

 

ในพิธีไว้อาลัยหน้าหีบศพ คณะผู้แทนจากต่างประเทศแต่ละกลุ่มจะได้รับฟังโองการจากคัมภีร์อัลกุรอานที่ขับร้องโดยผู้สวดของรัฐ ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนไปร่วมทักทายเหล่าผู้นำอิหร่าน

 

เป็นที่น่าสังเกตว่า บทสวดที่ถูกคัดเลือกมาอ่านให้แก่กลุ่มฮามาส ฮิซบอลเลาะห์ รวมถึงปากีสถาน ซึ่งทางการอิหร่านยกย่องว่าเป็นประเทศ “พี่น้อง” และกำลังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานกับวอชิงตันนั้น ล้วนมีความหมายในเชิงบวก โดยเน้นย้ำถึงความจงรักภักดีต่อพันธสัญญา ความเด็ดเดี่ยว มั่นคง และความศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระผู้เป็นเจ้า

 

ในทางกลับกัน โองการที่เลือกนำมาสวดต่อหน้าคณะผู้แทนจากซาอุดีอาระเบีย ได้กลายเป็นประเด็นที่สื่อภาษาอาหรับให้ความสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากบทสวดดังกล่าวเป็นการหยิบยกเรื่องราวประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 7 เกี่ยวกับ “สงครามบัดร์” (Battle of Badr) ซึ่งเกิดขึ้นใกล้เมืองเมดินาในซาอุดีอาระเบีย โดยเป็นการบรรยายถึงการเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ศรัทธากับฝ่ายผู้ไร้ศรัทธา ซึ่งการเลือกหยิบยกโองการนี้มาใช้ ถูกนักวิเคราะห์นำไปตีความในหลากหลายแง่มุมว่า อิหร่านต้องการส่งสัญญาณหรือสะท้อนมุมมองอย่างไรต่อมหาอำนาจของภูมิภาคอย่างซาอุดีอาระเบีย

 

ภาพ: Reuters

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising