×

เมื่อบราซิลถูกหยุดโดยนอร์เวย์ แล้วอันเชล็อตติ ยังเป็นคนที่ใช่สำหรับเซเลเซาหรือไม่?

06.07.2026
  • LOADING...
วินิซิอุส จูเนียร์ นักเตะบราซิล ถูกปลอบใจโดย คาร์โล อันเชล็อตติ หลังเกม

ฟุตบอลโลก 2026 ของบราซิลจบลงเร็วกว่าที่คาด หลังความพ่ายแพ้ 1-2 ต่อ นอร์เวย์ ที่สนามเม็ตไลฟ์ สเตเดียม ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

 

นี่ไม่ใช่เพียงการตกรอบก่อนรอบก่อนรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 แต่ยังเป็นความพ่ายแพ้ที่ทำให้คำถามซึ่งถูกเก็บไว้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ถูกโยนกลับมาบนโต๊ะอีกครั้งทันที

 

คาร์โล อันเชล็อตติ คือคนที่ใช่สำหรับการสร้างบราซิลยุคใหม่จริงหรือ?

 

ตลอด 90 นาทีที่นิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เกมนี้ไม่ได้เป็นเพียงการดวลกันระหว่าง เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ กับ กาเบรียล กองหลังของอาร์เซนอล หากยังเป็นการดวลกันของสองแนวคิดฟุตบอลที่แตกต่างอย่างชัดเจน

 

ฝั่งหนึ่งคือ นอร์เวย์ ของ สตาเล โซลบัคเคน ที่เตรียมเกมมาอย่างละเอียด ปรับหมากระหว่างเกมได้เฉียบขาด และอดทนรอช่วงเวลาของตัวเอง

 

ขณะที่อีกฝั่งคือบราซิลของอันเชล็อตติ ที่แม้จะมีผู้เล่นระดับโลกเต็มสนาม แต่กลับไม่สามารถควบคุมเกมในแบบที่ควรจะเป็นได้

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ หากมองเฉพาะตัวเลข บราซิลอาจไม่ได้เล่นแย่ พวกเขาสร้างโอกาสยิงถึง 14 ครั้ง มีค่า ความน่าจะทำประตู หรือ xG สูงถึง 2.73 ขณะที่นอร์เวย์มีเพียง 0.84 เท่านั้น

 

แต่ฟุตบอลไม่เคยตัดสินกันที่จำนวนโอกาส หากตัดสินกันที่คุณภาพของการจบสกอร์ และนั่นคือสิ่งที่แยกผู้ชนะออกจากผู้แพ้มาเสมอ

 

จังหวะแรกของเกม บราซิลมีโอกาสทองจากจุดโทษตั้งแต่นาทีที่ 15 หลัง VAR ย้อนมาให้จุดโทษจากการทำฟาวล์ มาเตอุส คุนญา แต่ บรูโน กิมาไรส์ กลับยิงแบบชะลอจังหวะ และถูก ออร์ยาน นีลันด์ อ่านทางเซฟไว้ได้

 

ในตอนที่เกมจบลง หลายคนอาจมองว่านั่นคือจุดเปลี่ยน เพราะหากบราซิลขึ้นนำก่อน เกมอาจดำเนินไปในอีกทิศทางหนึ่ง แต่ในฟุตบอลระดับนี้ ทีมที่หวังเป็นแชมป์โลกไม่ควรฝากชะตาไว้กับคำว่า “ถ้า”

 

คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ แนวทางของอันเชล็อตติในเกมนี้เหมาะสมหรือไม่

 

การขาด ลูคัส ปาเกตา จากอาการบาดเจ็บ ทำให้กุนซือชาวอิตาเลียนเลือกส่ง กาเบรียล มาร์ติเนลลี ลงมาเล่นในบทบาทกึ่งมิดฟิลด์ ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งธรรมชาติของเขา

 

ผลลัพธ์คือบราซิลสูญเสียตัวเชื่อมเกมตรงกลางสนาม แดนกลางที่เคยเป็นหัวใจของ ‘แซมบ้า’ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่นอร์เวย์คุมจังหวะได้มากกว่า

 

ยิ่งเมื่อ คาเซมิโร ถูกดึงกลับมาติดทีมอีกครั้ง เพื่อสร้างสมดุลเกมรับ ความแข็งแกร่งและประสบการณ์ที่ได้มาก็แลกมาด้วยการเสียความคล่องตัวในการครองพื้นที่

 

เมื่อบราซิลเลือกถอยต่ำ พวกเขาก็เปิดโอกาสให้นอร์เวย์ได้ต่อบอลอย่างมั่นใจ และค่อยๆ สร้างความเชื่อว่าพวกเขาสามารถล้มยักษ์ใหญ่ได้

 

นี่คือภาพที่ไม่คุ้นตา เพราะครั้งหนึ่งบราซิลเคยเป็นทีมที่ทำให้คู่แข่งต้องวิ่งไล่บอล แต่ในเกมนี้ กลับเป็นบราซิลที่ต้องไล่ตามจังหวะของนอร์เวย์อยู่หลายช่วงของเกม

 

อีกหนึ่งการตัดสินใจที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก คือการส่ง เนย์มาร์ ลงสนามในช่วงครึ่งหลัง

 

อันเชล็อตติเคยยืนยันก่อนทัวร์นาเมนต์ว่า จะเรียกเฉพาะนักเตะที่พร้อมที่สุดมาติดทีม แต่สุดท้ายเขาก็เลือกพาเนย์มาร์มาฟุตบอลโลก ท่ามกลางเสียงเรียกร้องของแฟนบอล และเมื่อเกมต้องการประตู เขาก็หันไปหาสตาร์วัยเก๋าอีกครั้ง

 

ผลที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม เพราะการมีเนย์มาร์ทำให้โครงสร้างเกมรุกเปลี่ยนทันที เขาไม่มีความคล่องตัวในการไล่เพรสหรือถอยลงมาช่วยเกมรับเหมือนเดิม

 

ส่งผลให้ วินิซิอุส จูเนียร์ และ เอ็นดริก ต้องขยับออกไปเล่นกว้างและต่ำลงกว่าเดิม ห่างจากพื้นที่อันตรายที่พวกเขาถนัด

 

ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนนอร์เวย์ได้ประตูแรก อันเชล็อตติยังตัดสินใจถอด บรูโน กิมาไรส์ ซึ่งเป็นมิดฟิลด์ที่จ่ายบอลขึ้นหน้าได้ดีที่สุดของทีมออกจากสนาม เพื่อเติมความสดในแดนกลาง แต่กลับยิ่งทำให้บราซิลเสียการเชื่อมเกม และเปิดโอกาสให้นอร์เวย์ครองสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น

 

โซลบัคเคนเองก็อ่านเกมขาด เพราะการเปลี่ยน อันเดรียส เชลเดอรูป และ ออสการ์ บ็อบบ์ ลงมาในช่วงพักครึ่ง เปลี่ยนภาพเกมของนอร์เวย์ทันที

 

จากทีมที่เน้นบอลยาวเข้าใส่ ฮาลันด์ กลายเป็นทีมที่มีปีกเทคนิคสูง ลากตัดเข้ากลาง สร้างพื้นที่ระหว่างฟูลแบ็กกับเซ็นเตอร์แบ็กของบราซิล และสุดท้าย คนที่ได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือ ฮาลันด์

 

ตลอดกว่า 70 นาทีแรก ดาวยิงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แทบหายไปจากเกม เขามีโอกาสสัมผัสบอลในเขตโทษไม่กี่ครั้ง ถูกกาเบรียลตามประกบได้ดี และแทบไม่มีจังหวะจบสกอร์แบบถนัด

 

แต่ปัญหาของฮาลันด์คือ เขาไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมกับเกมตลอดเวลา เขาต้องการเพียง ‘หนึ่งจังหวะ’ และคนที่ได้ดูเกมก็คงรู้ดีว่ามันก็เกิดขึ้น

 

นาทีที่ 79 เชลเดอรูปครอสบอลเข้ามา ฮาลันด์อ่านจังหวะได้ก่อน กระโดดตัดหน้ากาเบรียล ก่อนโหม่งผ่าน อลิสซอน เข้าไป

 

11 นาทีต่อมา เขารับบอลนอกกรอบเขตโทษ แตะเข้าซ้ายเพียงสองจังหวะ ก่อนยิงเรียดผ่านขาของ มาร์กินญอส เสียบเสาอย่างเด็ดขาด

 

2 โอกาส 2 ประตู นี่คือเหตุผลที่ฮาลันด์เป็นหนึ่งในกองหน้าที่อันตรายที่สุดของโลก

 

เขาจบเกมด้วยการสัมผัสบอลเพียง 30 ครั้ง ค่า xG เพียง 0.39 แต่ยิงได้สองประตู ขยับขึ้นไปมี 7 ประตู เทียบเท่ากับ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และ ลิโอเนล เมสซี ในการลุ้นดาวซัลโวฟุตบอลโลก

 

สถิติของเขากับทีมชาติก็ยิ่งน่าทึ่ง 62 ประตูจาก 54 นัด ยิงในเกมทางการให้ทีมชาติติดต่อกัน 14 นัด และมีเพียง 6 ประตูเท่านั้นที่มาจากลูกจุดโทษ

 

ฮาลันด์อาจไม่ใช่กองหน้าที่มีส่วนร่วมกับเกมมากที่สุด แต่เขาอาจเป็นกองหน้าที่ใช้โอกาสได้คุ้มค่าที่สุดในโลกฟุตบอลยุคนี้

 

ขณะที่นอร์เวย์กำลังสร้างประวัติศาสตร์ ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก บราซิลกลับต้องเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง

 

อันเชล็อตติเข้ามารับงานในปี 2025 เพื่อซ่อมทีมหลังความพ่ายแพ้ต่ออาร์เจนตินา เขาพาบราซิลกลับมาคว้าตั๋วฟุตบอลโลก และมีสถิติชนะ 10 จาก 16 นัด

 

แต่ฟุตบอลโลกไม่ใช่เวทีที่ตัดสินกันด้วยผลงานในรอบคัดเลือก มันตัดสินกันในวันที่ต้องเอาชนะคู่แข่งระดับเดียวกันให้ได้

 

คำถามจึงไม่ใช่ว่าอันเชล็อตติเป็นโค้ชที่ดีหรือไม่ เพราะประวัติศาสตร์พิสูจน์เรื่องนั้นไปแล้ว แต่คำถามคือเขาเหมาะกับภารกิจที่จะ ‘สร้างบราซิลขึ้นมาใหม่’ หรือเปล่า

 

ตลอดอาชีพ เขาคือโค้ชที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในการยกระดับนักเตะชั้นยอด และจัดการทีมที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ แต่บราซิลชุดนี้ไม่ได้ต้องการเพียงคนมาซ่อม แต่พวกเขาต้องการคนสร้างโครงสร้างใหม่ทั้งหมด

 

บราซิลที่ครั้งหนึ่งเคยมีมิดฟิลด์สร้างสรรค์ระดับโลก วันนี้เต็มไปด้วยปีกฝีเท้าจัด แต่ขาดคนควบคุมจังหวะเกม ทำให้เปลี่ยนจากทีมทีมที่เคยครองบอลเหนือทุกชาติ วันนี้กลับถูกนอร์เวย์ต่อบอลใส่ได้อย่างมั่นใจ และต้องกลับบ้านตั้งแต่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

 

อันเชล็อตติบอกหลังเกมว่า “นี่ไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของวัฏจักรใหม่”

 

คำพูดนั้นอาจถูกต้อง แต่คำถามสำคัญคือ คนที่จะพาบราซิลเดินเข้าสู่วัฏจักรใหม่นั้น ยังควรเป็นคาร์โล อันเชล็อตติ หรือไม่

 

หลังค่ำคืนที่ฮาลันด์เขียนประวัติศาสตร์ และนอร์เวย์โค่นทีมแชมป์โลก 5 สมัยได้สำเร็จ นั่นคือคำถามที่ทั้งบราซิลกำลังรอคำตอบมากที่สุด

 

ภาพ: Buda Mendes / Getty Images

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising