×

เปิด 3 ฉากทัศน์ทองคำครึ่งปีหลัง 2026 จะกลับไป $5,000 ได้หรือไม่? หลังปิดไตรมาสแย่สุดในรอบ 13 ปี

02.07.2026
  • LOADING...
ภาพแท่งทองคำ 3 แท่งวางซ้อนกัน สื่อถึงฉากทัศน์ราคาทองคำครึ่งปีหลัง 2026

ทองคำเพิ่งปิดไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 13 ปี ร่วงจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลงมาหลุด 4,000 ดอลลาร์ ในเวลา 5 เดือน คำถามใหญ่ของครึ่งปีหลังจึงอยู่ที่ว่า ทองจะกลับไปแตะ 5,000 ดอลลาร์ ได้อีกครั้งหรือไม่

 

สภาทองคำโลก (World Gold Council) เปิด 3 ฉากทัศน์ที่จะกำหนดทิศทางราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง

 

รถไฟเหาะที่ยังไม่จบ

 

ปี 2026 ถือเป็นหนึ่งในปีที่ราคาทองคำผันผวนมากที่สุดครั้งหนึ่ง โดยราคาทองคำทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ถึง 12 ครั้งในครึ่งปีแรก 2026 ก่อนพลิกกลับเป็นขาลงอย่างรุนแรง

 

รายงาน Gold Mid-Year Outlook 2026 ในชื่อ ‘Point break’ ของ World Gold Council (WGC) ระบุว่า ราคา LBMA Gold Price พุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุด 5,405 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม ท่ามกลางความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นและกิจกรรมในตลาดออปชันที่หนาแน่น ก่อนจะร่วงลงมาหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ ในช่วงปลายมิถุนายน โดยทำจุดต่ำสุดที่ 4,001.80 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

หากอ้างอิงราคาสปอต (XAU) จุดสูงสุดระหว่างวันอยู่ที่ 5,595.47 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม และจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ 3,959.33 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน

 

การเหวี่ยงตัวครั้งนี้ดันความผันผวนทะลุระดับ 50% ในช่วงเริ่มต้นความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ก่อนจะลดลงมาต่ำกว่า 30% แต่ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ย 20 ปีที่ 17% อย่างไรก็ตาม แม้ราคาจะปรับฐานลง แต่ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดตัวหนึ่งในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยปรับตัวขึ้นราว 23%

 

ไตรมาสที่แย่ที่สุดในรอบ 13 ปี

 

CNBC รายงานว่า มูลค่าทองคำลดลงไป 16% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไตรมาสที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2013 และปรับตัวลง 7.76% นับจากต้นปี

 

จิโอวานนี สเตาโนโว นักวิเคราะห์สินค้าโภคภัณฑ์จาก UBS ระบุว่า เสน่ห์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven) ของทองถูกหักล้างในระยะหลังด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งกว่าคาด อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) ที่สูงขึ้น ดอลลาร์ที่แข็งค่า และมุมมองของตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยของ Fed ที่ผ่อนคลายน้อยลง

 

เปิด 3 ฉากทัศน์ครึ่งปีหลัง

 

สภาทองคำโลกประเมินว่า ราคาทองในปัจจุบันสอดคล้องกับสภาวะของเศรษฐกิจมหภาคในปัจจุบัน ทั้งการเติบโตปานกลาง เงินเฟ้อที่ชะลอลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจะยังคุมเข้มนโยบายการเงินต่อในระดับจำกัด

 

ภายใต้เงื่อนไขนี้ หากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ราคาทองน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบบวกลบ 5% ในบริเวณ 4,100 ดอลลาร์ ตลอดครึ่งปีหลัง โดยแบ่งเป็น 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

 

  • ฟื้นตัวสู่ขาขึ้น ผลตอบแทน +5% ถึง +20% เกิดขึ้นเมื่อมีตัวกระตุ้นที่ชัดเจน จากอย่างน้อย 1 ใน 3 ปัจจัย ได้แก่ เศรษฐกิจหรือภูมิรัฐศาสตร์ที่เลวร้ายลง การกลับทิศของความคาดหวังด้านอัตราดอกเบี้ย หรือการเข้าซื้อของนักลงทุนระยะยาว (ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสกลับไปใกล้ระดับ 5,000 ดอลลาร์ อีกครั้ง)
  • เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ผลตอบแทน -5% ถึง +5% กรณีที่ภาพมหภาคยังเป็นไปตามที่ตลาดคาด ราคาจะแกว่งตัวในกรอบรอบระดับ 4,100 ดอลลาร์
  • ปรับฐานลงต่อ ผลตอบแทน -5% ถึง -15% เกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจแข็งแกร่งต่อเนื่อง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้น และตลาดสงบลง (ทำให้ราคาทองคำมีโอกาสลงไปสู่ระดับ 3,500 ดอลลาร์)

 

 

จะได้เห็นทองคำ 5,000 ดอลลาร์ อีกเมื่อไร?

 

คำตอบสั้น ๆ ของสภาทองคำโลก คือ ‘ได้ แต่ต้องมีตัวกระตุ้นที่ชัดเจน’

 

การวิเคราะห์เชิงฉากทัศน์บนพื้นฐานมหภาคชี้ว่า ทองสามารถกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นได้ที่ราวระดับ 4,500 ดอลลาร์ แต่จะต้องมีสัญญาณที่แข็งแกร่งและชัดเจนเท่านั้น จึงจะผลักดันราคาขึ้นสู่ระดับ 5,000​ ดอลลาร์ ได้อย่างยั่งยืน

 

ปัจจัยที่อาจจุดชนวนขาขึ้น ประกอบด้วย

 

  • ภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาด สภาทองคำโลกระบุว่าในเชิงสถิติ การเพิ่มขึ้นของดัชนีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (GPR index) 100 จุดต่อเดือน มักดันราคาทองขึ้นราว 2.5% โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้แรงหนุนจากกลุ่มเทคโนโลยีและกระแส AI แม้จะไม่สะทกสะท้านกับความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่าน แต่มูลค่าหุ้นที่สูงและตลาดสินเชื่อเอกชน (private credit) ยังเป็นความเสี่ยงที่อาจกระตุ้นการโยกเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย
  • การเมืองสหรัฐฯ และความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) ตลาดคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนสิ้นปี แต่ dot plot ล่าสุดยังแตกเป็นสองฝ่าย โดยประธาน Fed เควิน วอร์ช เลือกไม่ร่วมใส่ประมาณการใน dot plot ขณะที่รัฐบาลทรัมป์กดดันอย่างต่อเนื่องให้ปรับลดดอกเบี้ย หากตลาดกลับมาคาดหวังดอกเบี้ยขาลง (dovish) ทองจะได้ประโยชน์ ทั้งนี้ คำถามเรื่องความเป็นอิสระของ Fed เคยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่หนุนทองพุ่งช่วงต้นมกราคม
  • เงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ ในช่วงเงินเฟ้อพุ่ง ทองมักตามหลังสินทรัพย์อื่นอย่างสินค้าโภคภัณฑ์ แต่จะไล่ตามและทำผลตอบแทนได้ดีกว่าเมื่อเงินเฟ้อยืดเยื้อ

 

ส่วนปัจจัยกดดันที่อาจสร้างแรงต้าน ได้แก่ ดอลลาร์แข็งค่าและดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นเกินคาด นักลงทุนกลับเข้าสู่โหมดรับความเสี่ยง (risk-on) และปัจจัยเชิงเทคนิค โดยสภาทองคำโลกระบุว่าหากทองหลุดระดับราว 3,860 ดอลลาร์ อาจทำให้ราคาไหลลงต่อ โดยค่าเฉลี่ยราคา 2 ปีอยู่ที่ราว 3,520 ดอลลาร์

 

‘เอเชีย’ เครื่องยนต์ใหม่ของราคาทอง

 

ประเด็นที่น่าจับตาสำหรับนักลงทุนในภูมิภาค คือบทบาทของเอเชียในการกำหนดทิศทางราคา การวิเคราะห์ข้อมูลระหว่างวันของทองคำพบว่า การเคลื่อนไหวของราคาส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับกิจกรรมในช่วงเวลาซื้อขายของเอเชียและสหรัฐฯ โดยการปรับฐานมักเกิดในช่วงตลาดสหรัฐฯ ขณะที่การฟื้นตัวมักเกิดในช่วงตลาดเอเชีย

 

 

เมื่อแยกผลตอบแทนตามช่วงเวลาซื้อขายในครึ่งปีแรก พบว่าช่วงตลาดเอเชียให้ผลตอบแทน +12.97% ขณะที่ยุโรปอยู่ที่ -1.32% และสหรัฐฯ ติดลบถึง -15.08% สะท้อนบทบาทที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนและผู้บริโภคเอเชียที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางราคาทองคำ

 

ทั้งนี้ อินเดียซึ่งเป็นตลาดทองใหญ่อันดับสองด้วยดีมานด์สุทธิราว 800 ตันต่อปี ได้ออกมาตรการชะลอการนำเข้าทองตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน รวมถึงการขึ้นภาษีนำเข้าจาก 6% เป็น 15% เพื่อรักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศท่ามกลางแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี ซึ่งสภาทองคำโลกประเมินว่าเฉพาะการขึ้นภาษีจะฉุดดีมานด์เครื่องประดับ ทองแท่ง และเหรียญลง 50-60 ตัน หรือราว 10% เมื่อเทียบปีต่อปี

 

ภาพ: NMK-Studio / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories