×

ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม-ฟิลิปปินส์’ เป็นประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’ เทียบเท่าไทยแล้ว ด้านรัฐบาลไทยตั้งเป้าเป็นประเทศรายได้สูงอีก 12 ปี

02.07.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงการเลื่อนระดับเศรษฐกิจของเวียดนามและฟิลิปปินส์สู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง เทียบเท่าไทย และเป้าหมายของไทยสู่ประเทศรายได้สูง

ธนาคารโลกเลื่อนระดับ ‘เวียดนาม’ และ ‘ฟิลิปปินส์’ สู่กลุ่มประเทศ ‘รายได้ปานกลางระดับสูง’ (Upper-middle Income) ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับประเทศไทย เนื่องจากทั้ง 2 ประเทศมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน ด้านรัฐบาลไทยก็ตั้งเป้าเตรียมขยับระดับเป็นประเทศ ‘รายได้สูง’ แต่อีก 12 ปี

 

ธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยว่า ประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ ถูกจัดกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-middle Income Status) ทุกประเทศแล้วในปัจจุบัน

 

ธนาคารโลกได้ให้เหตุผลว่า รูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกของเวียดนาม และการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบครอบคลุม (broad-based expansion) ของฟิลิปปินส์ สะท้อนถึงการเติบโตในทุกอุตสาหกรรมหลัก ไม่ใช่เพียงการเฟื่องฟูของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

 

โดยตามข้อมูลล่าสุดระบุว่า รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ของเวียดนามและฟิลิปปินส์ แตะระดับ 4,970 ดอลลาร์สหรัฐ และ 4,850 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารโลกที่กำหนดว่า กลุ่มนี้ที่กำหนดไว้ว่ากลุ่ม Upper-middle Income ต้องมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 4,636 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัว

 

อาร์เซนิโอ บาลิซากัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “แม้จะเผชิญกับภาวะช็อกทั้งจากต่างประเทศและภายในประเทศ แต่เรายังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึง เสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานให้แข็งแกร่ง และดำเนินงานตามวาระการพัฒนาของเราอย่างต่อเนื่อง”

 


บทความที่เกี่ยวข้อง


 

สำหรับเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในเอเชีย ตั้งเป้าหมายการเติบโตในอัตราเลขสองหลักในปีนี้ โดยส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการปฏิรูปที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการขับเคลื่อนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาล

 

อย่างไรก็ตาม ฟิลิปปินส์ต้องเผชิญกับเส้นทางที่ท้าทายยิ่งขึ้นในอนาคต โดยได้ปรับลดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2026 ถึง 2030 เนื่องมาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางและปรากฏการณ์สภาพอากาศเอลนีโญที่รุนแรง

 

ธนาคารโลกยังเปิดเผยว่า ประเทศอื่นๆ ที่ขยับขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง ได้แก่ จอร์แดน ไมโครนีเซีย และศรีลังกา ขณะที่โตโกได้รับการจัดระดับใหม่จากประเทศรายได้ต่ำเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ โดยสัดส่วนของประเทศที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มรายได้ต่ำได้ลดลงเหลือ 11% จาก 30% นับตั้งแต่ปี 1987

 

เวียดนามใช้เวลา 17 ปี ไทยใช้เวลา 24 ปี ฟิลิปปินส์ใช้เวลา 38 ปี ก่อนขึ้นเป็น Upper-middle Income

 

ทั้งนี้ เวียดนามถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ (Lower-Middle Income) มาตั้งแต่ปี 2009 ขณะที่ฟิลิปปินส์อยู่ในกลุ่มดังกล่าวมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 สะท้อนว่า เวียดนามใช้เวลา 17 ปี ส่วนฟิลิปปินส์ใช้เวลาราว 38 ปีถึงเลื่อนสถานะได้

 

สำหรับ ประเทศไทยเคยถูกปรับให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำ (Lower-Middle Income) เมื่อปี 1987 (พ.ศ. 2530) และใช้เวลาราว 24 ปี ก่อนถูกปรับสถานะเป็นรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper-middle Income) ในปี 2011 สะท้อนว่า นับตั้งแต่การอัปเกรดครั้งล่าสุด ประเทศไทยติดอยู่ในกับดัก Upper-middle Income นี้มาอย่างน้อย 15 ปีแล้ว

 

ไทยก็เตรียมขึ้นเป็นประเทศ ‘รายได้สูง’ แต่อีก 12 ปี

 

กระนั้น เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายระยะยาวให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี (หรือช่วงประมาณปี พ.ศ. 2580-81) โดยจะมีการกำหนดตัวชี้วัดและติดตามผลเป็นระยะทั้งในช่วง 6 เดือน 1 ปี และตลอดวาระของรัฐบาล

 

ส่องผลกระทบด้านการระดมทุนจากการถูกอัปเกรด

 

อย่างไรก็ตาม ในฐานะประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูง รัฐบาลของประเทศเหล่านี้อาจสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อการพัฒนาได้อย่าง ‘จำกัดมากขึ้น’ ตัวอย่างเช่น ฟิลิปปินส์เคยได้รับเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด เพื่อช่วยสนับสนุนทางการเงินแก่โครงสร้างพื้นฐาน การฟื้นฟูจากภัยพิบัติ และโครงการช่วยเหลือทางสังคม

 

รูเบน คาร์โล อาสุนซิออน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากยูเนียนแบงก์แห่งฟิลิปปินส์ กล่าวว่า “ประเด็นสำคัญคือ ยิ่งคุณขยับสูงขึ้นตามขั้นของการจัดประเภท ย่อมหมายความว่าคุณมีความพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และสามารถจัดหาความต้องการรวมถึงทรัพยากรต่างๆ ของตนเองในฐานะประเทศหนึ่งได้ ซึ่งรวมถึงในส่วนของการคลังด้วย”

 

บาลิซากัน กล่าวต่อว่า แม้ว่าความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) ในรูปแบบเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนบางส่วนอาจลดลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ผลประโยชน์ที่ได้รับจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งขึ้นและการเข้าถึงตลาดที่ดีขึ้น คาดว่าจะคุ้มค่าและชดเชยกับการปรับเปลี่ยนเหล่านี้ได้

 

พร้อมทั้งกล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดประเภทใหม่นี้ไม่ได้ลดทอนความท้าทายที่ฟิลิปปินส์กำลังเผชิญอยู่ เนื่องจากความเหลื่อมล้ำทางรายได้ยังคงปรากฏให้เห็น และประชาชนจำนวนมากยังคงต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ

 

ภาพ: Nguyen Quang Ngoc Tonkin, Andy.LIU/Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories