วันนี้ (1 กรกฎาคม) เวลา 16.18 น. ที่อาคารรัฐสภา พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถึงการใช้จ่ายงบประมาณของกระทรวงคมนาคมว่า ปีงบประมาณ 2570 กระทรวงได้รับงบประมาณหลังปรับลดแล้ว 213,184 ล้านบาท หากรวมค่าใช้จ่ายบุคลากร จะอยู่ที่ 242,702.74 ล้านบาท ลดลง 8.8% แต่ยืนยันว่าจะใช้งบประมาณให้คุ้มค่าที่สุด
ในส่วนของการพัฒนาด้านถนน ปีนี้จะเน้นทั้งโครงการสำคัญและการซ่อมบำรุง เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด โดยมีโครงการทางหลวงแนวใหม่เชื่อมทางหลวงหมายเลข 6 กับทางหลวงหมายเลข 32 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทางหลวงหมายเลข 42 ช่วงสงขลา-นราธิวาส ทางหลวงหมายเลข 1 ช่วงตาก-ลำปาง และถนนเชื่อมทางหลวงหมายเลข 34 กับทางหลวงชนบทในจังหวัดสมุทรปราการ
พิพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับโครงการเร่งด่วนที่ประชาชนรอใช้ กระทรวงคมนาคมจะเร่งเปิดใช้มอเตอร์เวย์ M6 สายบางปะอิน-นครราชสีมา ให้สมบูรณ์ทั้งขาเข้าและขาออกภายในสิ้นปีนี้ ส่วน M82 ช่วงพระราม 3-ดาวคะนอง-เอกชัย-บ้านแพ้ว คาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนสิ้นปี แต่อาจมีความล่าช้าบ้างจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนโครงสร้างทางยกระดับ
ในส่วนของจังหวัดภูเก็ต การทางพิเศษแห่งประเทศไทยจะเดินหน้าโครงการอุโมงค์กระทู้-ป่าตอง และโครงการกระทู้-สนามบิน ระยะทาง 36 กิโลเมตร ในปี 2570 มูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาท โดยใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ไม่ใช้งบประมาณแผ่นดินทั้งหมด
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สำหรับการขับเคลื่อนด้านการบิน กระทรวงจะพัฒนาท่าอากาศยานหลายจังหวัด ทั้งตรังและบุรีรัมย์ โดยขยายทางวิ่ง (รันเวย์) เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ ส่วนกระบี่และอุดรธานีจะติดตั้งระบบพิสูจน์อัตลักษณ์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ขณะที่นราธิวาสและร้อยเอ็ดจะขยายทางวิ่งให้ได้มาตรฐาน 2,990 เมตร
ส่วนด้านการคมนาคมทางน้ำ จะบำรุงร่องน้ำเศรษฐกิจในสงขลา ปัตตานี บ้านดอน สมุทรสาคร บางปะกง และกรุงเทพฯ โดยเฉพาะท่าเรือน้ำลึกสงขลา จะขุดลอกให้มีความลึก 9 เมตร เพื่อรองรับเรือบรรทุกน้ำมันและตู้คอนเทนเนอร์ ขณะที่ปากร่องน้ำปัตตานีจะเร่งขุดลอกเพื่อช่วยเหลือชาวประมง
พิพัฒน์ กล่าวถึงปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ว่า ปีงบประมาณ 2570 กรมเจ้าท่าได้รับงบประมาณสำหรับขุดลอกปากแม่น้ำและลำคลอง เช่น คลองอู่ตะเภา และคลอง ร.1 เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลา แต่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีเดียวได้ จึงต้องวางแผนร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในระยะเวลา 5-10 ปี
นอกจากนี้ กระทรวงยังมีแผนก่อสร้างถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ ระยะทาง 61 กิโลเมตร พร้อมวางแนวคลองส่งน้ำคู่ขนานไปกับถนน เพื่อช่วยบริหารจัดการน้ำ รวมทั้งร่วมกับ JICA ศึกษาแนวทางผันน้ำจากอำเภอสะเดาออกสู่อ่าวไทยที่อำเภอจะนะ ซึ่งต้องใช้เวลาศึกษาและดำเนินการไม่น้อยกว่า 7-10 ปี
พิพัฒน์ กล่าวถึงการพัฒนาด้านระบบรางว่า รถไฟทางคู่สายภาคตะวันออกเฉียงเหนือเปิดให้บริการถึงจังหวัดขอนแก่นแล้ว และอยู่ระหว่างก่อสร้างต่อไปยังจังหวัดหนองคาย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2573 ส่วนรถไฟสายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2572 ขณะที่รถไฟทางคู่สายใต้ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ จะเสนอของบประมาณเวนคืนที่ดินและเปิดประกวดราคาในปี 2570
ด้านการพัฒนาระบบรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัจจุบันมีรถไฟฟ้าระยะทางรวม 280 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 80 กิโลเมตร จากแผนทั้งหมด 554 กิโลเมตร โดยขณะนี้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางราง และพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมแล้ว ซึ่งจะรองรับการใช้ระบบตั๋วใบเดียว (Common Ticket) ในอัตราค่าโดยสารข้ามสายไม่เกิน 17-45 บาท โดยไม่มีการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน
พิพัฒน์ กล่าวว่า งบประมาณทุกบาทมาจากภาษีของประชาชน กระทรวงคมนาคมจะบริหารงบประมาณให้เกิดความคุ้มค่า โปร่งใส และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมย้ำว่า ในยุคที่ตนกำกับดูแลกระทรวงคมนาคม จะไม่มีเรื่องส่วยหรือการคอร์รัปชันอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับที่เคยปฏิบัติหน้าที่ใน 3 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงแรงงาน และกระทรวงคมนาคม แม้ตนอาจไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม แต่มีความตั้งใจและบริสุทธิ์ใจในการทำงาน พร้อมขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์การทำงานภายใต้การกำกับดูแลของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าจะมีความโปร่งใสและแตกต่างจากที่ผ่านมาอย่างไร และพร้อมให้มีการตรวจสอบต่อไป


