×

ศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องถอดถอน อนุทิน-พิพัฒน์ ปมผลประโยชน์ทับซ้อนด้านพลังงาน เหตุผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง

โดย THE STANDARD TEAM
01.07.2026
  • LOADING...
อนุทิน ชาญวีรกูล และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งคู่กัน

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ในคดีที่มีผู้ยื่นร้องขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สิ้นสุดลงจากกรณีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในการกำกับดูแลนโยบายพลังงาน

 

ศาลให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่ได้ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง และกระบวนการยื่นคำร้องไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เฉพาะสำหรับการถอดถอนรัฐมนตรี

 

คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก ธนะวิทย์ วงศ์ธารทิพย์ ในฐานะผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 51/2569) เพื่อขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยการกระทำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (ผู้ถูกร้องที่ 1) ซึ่งมีคำสั่งแต่งตั้ง พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ผู้ถูกร้องที่ 2) ให้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจกำกับดูแลและสั่งการเกี่ยวกับนโยบายพลังงานและการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ

 

ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า พิพัฒน์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตนเองและเครือญาติ ประกอบกับการที่พิพัฒน์ได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสถานีบริการน้ำมันขาดแคลนจนเกิดผลกระทบต่อประชาชน ทำให้ผู้ร้องระบุว่า ตนเองได้รับความเสียหายโดยตรงจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

 

ผู้ร้องจึงสรุปว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองเป็นการกระทำที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์ที่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และเป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งกระทำการไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

 

จากข้อกล่าวหาดังกล่าว ผู้ร้องได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ถูกร้องทั้งสองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) และการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 186 ซึ่งจะเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5)

 

ภายหลังการประชุมปรึกษาคดี ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาโดยการอภิปรายและมีข้อวินิจฉัยในสองประเด็นหลัก

 

ประเด็นแรก ศาลพิจารณาเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม และเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง และไม่ปรากฏว่าได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการแต่งตั้งของผู้ถูกร้องทั้งสองแต่อย่างใด ดังนั้น ผู้ร้องจึงไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง

 

ประเด็นที่สอง สำหรับการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 นั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 12 ได้บัญญัติกระบวนการร้องไว้เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดให้ สส. หรือ สว. จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก เพื่อให้ประธานแห่งสภาส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย หรือให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

 

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า กรณีนี้เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ได้ด้วยตนเอง

 

ด้วยเหตุผลทางข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งไม่รับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising