×

พริษฐ์เปิดโปงเมกะโปรเจกต์การศึกษา 2.6 หมื่นล้าน พบเครือข่าย 5 บริษัทผูกขาด โยงกันด้วยเส้นเงิน

โดย THE STANDARD TEAM
30.06.2026
  • LOADING...
พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายถึงตรวจสอบการใช้งบประมาณในโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของรัฐบาล มูลค่ารวมกว่า 2.62 หมื่นล้านบาท

 

พริษฐ์ได้เปิดเผยข้อมูลความเชื่อมโยงของกลุ่มบริษัท 5 แห่งที่อยู่ภายใต้เครือข่ายผู้ถือหุ้นเดียวกัน ซึ่งชนะการประมูลโครงการอย่างครอบคลุม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการกำหนดเงื่อนไขการจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) ที่อาจส่งผลให้เกิดการลดการแข่งขันและเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนเฉพาะกลุ่ม มากกว่าการมุ่งยกระดับทักษะการศึกษาของประชาชนตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

 

พริษฐ์อธิบายว่า โครงการดังกล่าวถูกริเริ่มและผลักดันในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยรับผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกอบด้วย 4 โครงการหลัก ได้แก่

 

  • โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา (NDLP) ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ วงเงิน 1.73 หมื่นล้านบาท
  • โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะ (Skill/Credit Portfolio) สำหรับนักเรียนประถมและมัธยมศึกษา วงเงิน 3.15 พันล้านบาท
  • โครงการระบบแฟ้มสะสมทักษะสำหรับนักศึกษา ภายใต้กระทรวง อว. วงเงิน 5.14 พันล้านบาท

 

และ 4. ระบบคลังหน่วยกิตกลาง (National Credit Bank) วงเงิน 384 ล้านบาท งบประมาณรวมของเมกะโปรเจกต์นี้มีมูลค่าเทียบเท่ากับการก่อสร้างอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถึง 10 แห่ง หรือเทียบเท่ากับงบประมาณประจำปีของ 5 กระทรวงรวมกัน

 

การดำเนินงานในระยะที่ผ่านมาพบปัญหาในระดับปฏิบัติการ โดยเฉพาะในโครงการ NDLP ซึ่งมีเสียงสะท้อนจากโรงเรียนนำร่องว่าระบบที่ได้รับไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ มีความล่าช้าในการให้ความช่วยเหลือ และโรงเรียนไม่สามารถแก้ไขข้อมูลในระบบได้เองจนต้องรอส่วนกลางดำเนินการเป็นเวลาหลายเดือน

 

นอกจากนี้ นโยบายด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการศึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบันยังขาดความชัดเจนและมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางหลายครั้ง

 

ประเด็นสำคัญจากการตรวจสอบเอกสาร TOR ของโครงการต่างๆ พบลักษณะที่อาจนำไปสู่การลดการแข่งขัน เช่น โครงการ NDLP ซึ่งจัดรูปแบบโครงการเป็นการจ้างที่ปรึกษา และกำหนดเงื่อนไขว่าต้องใช้ที่ปรึกษาที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงการคลังจำนวน 475 คน

 

รวมถึงโครงการแฟ้มสะสมทักษะที่มีการระบุรายละเอียดในลักษณะที่อาจเป็นการลดข้อกำหนดลงเพื่อให้ผู้ประกอบการบางรายเข้าเกณฑ์

 

จากการตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่เข้ามารับงานใน 4 โครงการหลัก รวมกับโครงการ TH-AI Passport ซึ่งมีเป้าหมายด้านการยกระดับทักษะเช่นเดียวกัน พบว่ามีสัญญาย่อยที่ต้องจัดซื้อจัดจ้าง 12 สัญญา โดยดำเนินการไปแล้ว 10 สัญญา มีบริษัทที่เกี่ยวข้อง 23 แห่ง

 

พริษฐ์ชี้ว่า ข้อมูลเชิงลึกแสดงให้เห็นว่ามีบริษัทหนึ่งชนะการประมูลถึง 5 จาก 10 สัญญา บริษัทนี้ก่อตั้งในปี 2560 แต่มารับงานและมีการเปลี่ยนแปลงชื่อรวมถึงเพิ่มทุนจดทะเบียนถึง 25 เท่าในปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของเมกะโปรเจกต์ ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้น 40 เท่า

 

เมื่อตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นพบว่าบริษัทดังกล่าวเกิดจากการร่วมทุนของบริษัทหลักสองแห่ง และมีอาคารที่ตั้งเดียวกับหนึ่งในบริษัทแม่ การขยายผลตรวจสอบยังพบอีกสองบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดียวกัน รวมเป็นเครือข่าย 5 บริษัทที่เชื่อมโยงกันในการเข้ามารับงานในโครงการเหล่านี้

 

พริษฐ์กล่าวอีกว่า ยังปรากฏข้อมูลของบริษัทคู่เทียบรายหนึ่งที่ประกอบธุรกิจตู้เครื่องดื่มอัตโนมัติและไม่มีประสบการณ์ด้านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการของ 4 โครงการย่อย

 

พริษฐ์ระบุว่า โครงสร้างของบริษัทที่เข้ามารับงานมีลักษณะเป็นเครือข่ายทุนที่เชื่อมโยงกันด้วยเส้นทางการเงิน นำมาสู่ข้อสงสัยเกี่ยวกับเป้าหมายที่แท้จริงของโครงการ ว่าถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มทักษะและรายได้ให้ประชาชน หรือเพื่อเพิ่มโครงการและผลกำไรให้กลุ่มทุน การออกแบบโครงการที่ทับซ้อนกันอาจเป็นช่องทางในการเพิ่มกำไรให้เครือข่ายดังกล่าว

 

พริษฐ์เรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงนายกรัฐมนตรีเข้ามาตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการตามหลักการ

 

“แม้ว่าเราจะสรุปชัดๆ ไม่ได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ขอทิ้งท้ายโดยการยืมประโยคจากนายกรัฐมนตรีว่าที่ไหนมีควันที่นั่นมีไฟ และเชื่อว่าข้อมูลที่ผมนำเสนอวันนี้เป็นควันที่ชัดเจนมากเพียงพอ รัฐบาลจะเร่งหากองไฟแล้วดับไฟ หรือจะเลือกปล่อยให้ไฟลามทุ่งจนเผาผลาญภาษีของพี่น้องประชาชน การตัดสินใจอยู่ในมือท่าน” พริษฐ์กล่าว

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising